วิธีการปลูกแก้วมังกรในกระถ่าง

วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์แก้วมังกร

1 นำเมล็ดแก้วมังกรแช่น้ำอุ่น (น้ำอุ่น คือน้ำเดือด 100 องศา 1 ส่วนผสมกับน้ำเย็น 1 ส่วน) นำเมล็ดไปแช่น้ำอุ่น 2 ชั่วโมง น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ด

2 หาภาชนะที่ปิดด้วยฝาได้สนิทสำหรับแช่ในตู้เย็น

3 นำเมล็ดมาโรยบนทิชชู่ ใช้ทิชชู่ม้วนยาว ฉีก 2 แผ่น ซ้อนกันแล้วโรยเมล็ด บนทิชชู่ อย่าโรยเมล็ดแน่นจนเกินไปนะค่ะ

4 พรมน้ำให้ทั่วกระดาษทิชชู่แล้ว แล้วประกอบเมล็ดอีก 1 ชั้นด้วยกระดาษทิชชู่แล้วพรมน้ำอีกที

5 ปิดฝาภาชนะให้สนิทพร้อมกับแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาเป็นเวลา 1 คืน (ไม่ควรแช่ในช่องแช่แข็ง)

6 หลังจาก 1 คืนแล้วอย่าเพิ่งเปิดฝา ควรนำภาชนะที่ใช้เพาะวางในอุณหภูมิห้องปกติ

วิธีการปลูกเมล็ดแก้วมังกรเหลือง
1 เตรียมส่วนผสมของดินดังต่อไปนี้
1.1 มูลสัตว์ 1 ส่วน ได้ขี้วัวจะดีมากค่ะ
1.2 แกลบดำ 1 ส่วน
1.3 ดิน 1 ส่วน
1.4 ขุยมะพร้าว 1 ส่วน

2 นำส่วนผสมทั้ง 4 ส่วนคลุกเคล้ากัน จนเป็นเนื้อเดียวกัน

3 แนะนำให้หยอดเมล็ดที่เพาะให้เมล็ดตั้งเอียงทำมุม 45 องศา

4 ควรหมั่นรดน้ำ เช้า-เย็น

5 เมื่อต้นกล้าเริ่มโตควรย้ายลงไปปลูกในแปลงที่เตรียมเอาไว้คะ

สำหรับผู้ที่อยากปลูกแก้วมังกรไว้รับประทาน แต่มีพื้นที่จำกัดเชิญทางนี้เลยค่ะ เด็ดมาก การปลูกแก้วมังกรในกระถาง เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่น้อย

วัสดุอุปกรณ์
1 ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวงหน้ากว้าง4นิ้วยาว1.3เมตร(หรือเสาไม้ก็ได้)
2 กระถางหน้ากว้าง 50 ซ.ม. 3.ค้างด้านบนอาจทำจากไม้หรือปูนเป็นรูป4เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง x ยาว 30 ซ.ม 4.ขุยมะพร้าว 5.ดิน 6.เชือกฟาง

วิธีการปลูก
1 ใช้เสาตั้งเป็นหลักในกระถาง

2 ใส่ขุยมะพร้าวรองก้นกระถางเพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีในอัตราส่วน1ใน3ของปริมาตรกระถางจากนั้นนำดินสำเร็จรูปผสมกับขุยมะพร้าวหรือแกลบดำใส่ลงไปในกระถางจนถึงขอบกระถาง

3 นำต้นแก้วมังกรมาปลูกให้ชิดกับเสาแล้วใช้เชือกฟางมัดต้นแก้วมังกรให้ติ ดกับเสาไม่ต้อง(มัดให้แน่นมากควรผูกไว้จนกว่าต้นแก้วมังกรจะเจริญเติบโตจนพ้นหัวเสา
4 จากนั้นนำดินมากลบด้านบนของกระถางเป็นอันเสร็จ**ต้นแก้วมังกรเป็นสามเหลี่ยมแต่จะมีอยู่ด้านหนึ่งที่เป็นด้านแบนดังนั้นเวลาผูกต้นแก้วมังกรให้จับด้านแบนของต้นเข้ากับหลักเพราะว่าด้านแบนเป็นด้านที่จะออกราก

การดูแลแก้วมังกรในกระถาง
1 การรดน้ำให้รดน้ำเพียง1ครั้งภายใน 2-3 วันและไม่ควรรดมากเกินไปเพราะอาจทำให้เป็นโรคโคนเน่าได้

2การให้ปุ๋ยใส่ปุ๋ยทุก 15 วันใส่ครั้งละ 2-4 ช้อนโต๊ะสูตรที่ใช้ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำติดต่อกันเป็นเวลา3วัน(วันละครั้งเช้าหรือเย็นก็ได้)ถ้ามีปุ๋ยคอกเช่นมูลไก่หรือมูลวัวก็ใช้ได้และให้ใส่เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อปลูกได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ผสมกับ 15-15-15 ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

ผลผลิต : เมื่อแก้วมังกรอายุได้8เดือน-1ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตประมาณ 30 ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 2 ประมาณ 50 ผลต่อหนึ่งค้างปีที่ 3 ประมาณ 100-200ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 4-15 ประมาณ 300 ผลต่อหนึ่งค้างขึ้นไป ขนาดของผลโดยเฉลี่ยประมาณ 3-4 ผลต่อหนึ่งกิโลกรัม

ประโยชน์ของแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงามอีกด้วย มักใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เพราะเนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่ม

และแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้ข้อมูลว่า แก้วมังกรสารที่มีประโยชน์คือ มิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย และควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวานในชนิดที่ไม่ต้องใช้อินซูลินได้ สามารถช่วยในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย

ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุตตัน มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน ขณะที่ กรมวิชาการเกษตร ก็ให้ข้อมูลว่า ในแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงนั้น ยังมีสารไลโคปีนซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย

นอกจากนี้แก้วมังกรยังมีประโยชน์อีกอีกมากมาย ดังนี้ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น และมีส่วนช่วยในชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยต่าง ๆ ช่วยดับร้อนและดับกระหาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง เพราะมีวิตามินซีสูง ช่วยบรรเทาอาการโรคความดันโลหิตได้ ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่ว ที่มาจากควันท่อไอเสีย หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง มีกากใยสูงช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ให้ดีขึ้น

ขอบคุณ https://www.kennydragonfruit.com

Facebook Comments Box

Leave a Reply