ดร. เกริก!! ทำเกษตรอย่างไรให้มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาทต่อวัน ทำได้จริง (รายละเอียด)

วันนี้เราจะพาไปพบกับ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ปราชญ์เกษตรผู้ร่ำรวยความสุข เราไปดูแนวความคิดของท่านว่าทำอย่างไร จึงจะทำการเกษตร ให้ได้รายได้ที่ยั่งยืน ซึ่งอาจารย์เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่ม มาอยู่ที่นี่

สิ่งแรกที่ทำคือปลูกต้นไม้จากนั้นก็เห็นว่า ทางหลวงเอย ชายบ้านเอย เขาตัดแต่งกิ่งต้นไม้กองไว้ข้างถนนมากมาย ก็เลยคิดที่จะเก็บเอามารวมไว้ แล้วก็ ทำเตาเผาถ่านขึ้น เพื่อที่จะกลั่นน้ำส้มควันไม้

ซึ่งในตอนนี้เราจะได้น้ำส้มควันไม้เพื่อมาใช้ในการเกษตร และถ่านเอาไว้เป็นพลังงานทดแทนจากนั้นก็ไปกวาดเศษใบไม้มากองรวมๆกัน เพื่อทำเป็นปุ๋ย จากเศษใบไม้

จากนั้นก็ไปเพาะพันธุ์ไม้จากเมล็ดใส่ในถุงดำ ตกบ่ายๆ ก็เล่น Facebook บ้างเพื่อความบันเทิงวันๆ ว่าแล้วเรามาฟังดร.เกริก เล่าย้อนความหลังจุดเริ่มต้นการทำเกษตรแนวนี้กันค่ะ

ดร.เกริก มีมุ่งกิจ เป็นทั้งครู และ กูรูด้านเกษตร
ย้อนความหลัง…เล่าเรื่องอดีต จากเด็กโง่ เปลี่ยนแนวคิดการเรียน ชีวิตพลิกผันจนจบ ดอกเตอร์!
ดร.เกริก เริ่มเล่าย้อนความหลังด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า บ้านเกิดอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี อำเภอศรีมโหสถ

ก็แค่ลูกเกษตรธรรมดา พ่อแม่ทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำให้ผมชอบทำเกษตรตั้งแต่เด็ก ฐานะก็ยากจน แต่ท่านก็อยากให้เรียนหนังสือ เชื่อมั้ย…ว่าผมมีชุดนักเรียนแค่ชุดเดียว ต้องกลับบ้านและซักตากทุกวัน วันไหนอยากให้เสื้อเรียบ ก็พับไว้ใต้หมอน แทนการรีดผ้า…!

เป็นอย่างไรบ้างคะ แค่เริ่มต้นจาก เด็กชายเกริก เรื่องราวก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นไม่ต้องรอช้า เรามาต่อกันเลย…

“พ่อผมไม่อยากให้ผมเป็นเกษตรกร เพราะงานเกษตรมันงานหนัก ช่วงหนึ่งผมไม่ไปเรียน ท่านจึงใช้งานผมอย่างหนักให้ทำงานตั้งแต่เช้าจนมืด ท่านไม่ได้โหดร้ายกับเรา แค่อยากจะบอกเราว่าทำเกษตรมันหนัก เหนื่อย และมันจน นี่คือ กุศโลบายที่อยากให้เรากลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งก็ได้ผล ผมกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง”

ดร.เกริก เริ่มเรียนที่ โรงเรียนเทวรักษ์โคกวัด เป็นโรงเรียนคาทอลิก อยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี ทำให้นับถือศาสนาคริสต์ จากนั้นได้ย้ายไปที่โรงเรียนประชาสงเคราะห์หัวไผ่ จ.ชลบุรี ต่อด้วย โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา จ.ชลบุรี และจบที่ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งผมเองสอบชิงทุนได้

เครื่องมือสำหรับทำปุ๋ยหมัก
“เรียนให้เก่ง” สูตรลับฉบับ ดร.เกริก คำนวณหนังสือ-เฉลี่ยอ่านทุกวัน! ดร.เกริก บอกกับ อาสามฯ ว่า เขาไม่ใช่คนเก่ง แต่ที่เรียนดีในสมัยก่อนเพราะสมัยนั้นเรียนง่าย ตำราที่ใช้ก็ชัดเจน ไม่ได้มีมากมายเหมือนปัจจุบัน

“ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ผมเรียนแย่มาก สอบตกแล้ว ตกอีก คือสอบตกเป็นว่าเล่น เพราะผมไม่ชอบเรียน ไม่เคยวางเป้าหมายเลยว่าชีวิตนี้อยากจะทำอะไร ก็เลยเรียนแย่แบบนี้มาตลอด แต่พอมาถึงจุดหนึ่งที่คิดว่า เราต้องเรียนแล้ว จึงคิดหาวิธี เรียนอย่างไรให้ได้ดี”

สมัยนั้น 1 วิชาจะมีหนังสือ 1 เล่ม/เทอม สมมติว่าหนังสือ 1 เล่มมี 100 หน้า จากนั้นก็มาคำนวณเวลาเรียนว่า 1 วิชาเราเรียนกี่ชั่วโมง เรียนกี่สัปดาห์ สมมติว่า 1 วิชาเรียน 100 วัน

จากนั้นนำจำนวนหน้าหนังสือหารด้วยจำนวนวันที่เรียน ตัวเลขที่ได้ออกมาหมายถึง ผมต้องอ่านหนังสือวันละกี่หน้า เช่น 100 หาร 100 เท่ากับ 1 แสดงว่า ต้องอ่านหนังสือ วันละ 1 หน้า ใช้วิธีนี้กับทุกวิชา อ่านหนังสือทุกวัน

อ่านไม่เข้าใจผมก็อ่านใหม่ อ่านซ้ำจนกว่าจะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ผมจะขีดเส้นใต้ตรงที่ไม่เข้าใจไว้รอถามอาจารย์ นี่คือวิธีที่ผมใช้ในสมัยนั้นเรียน แต่ปัจจุบันคงเอามาใช้ไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันมีหลักสูตรการเรียนที่ไม่แน่นอน

ปราชญ์แห่งวนเกษตร เล่าต่อว่า หลังจากเรียนจบ ม.6 ต่อ มศว บางแสน หรือ มหาวิทยาลัยบูรพา ในปัจจุบัน จากนั้นก็เรียนจนจบปริญญาตรี 4 ใบ เอกอังกฤษ เอกภาษาไทย นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ส่วนปริญญาโท จบคณะบริหารการศึกษา และปริญญาเอกที่ฟิลิปปินส์ สาขา “วนเกษตร”

ต้นไม้เป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง
ทำปุ๋ยไว้ขายได้เรียนที่ใช่ ทำที่ชอบ ปริญญาเอกจบนอกของ ดร.เกริก เมื่อ ดร.เกริก ได้เล่ามาถึงจุดนี้ ทางทีมข่าวฯ จึงมีความสงสัยว่า ทำไมปริญญาเอกต้องเลือกเรียนวนเกษตร ที่ประเทศฟิลิปปินส์

แล้ววนเกษตรที่เขาเรียนๆ กันมันคืออะไร ดร.เกริก ยิ้มรับ ก่อนอธิบายให้ อาสามฯ และ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า “วนเกษตร” เป็นการเรียนเกี่ยวกับต้นไม้ สาเหตุที่เลือกเรียนวนเกษตร เพราะเป็นวิชาที่ผมชอบ

และที่เลือกเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เพราะประเทศไทยเราไม่มีคณะนี้ ประกอบกับประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงประเทศไทยมากที่สุดในเรื่องของต้นไม้ ภูมิอากาศ ความร้อนชื้น

ที่สำคัญ ฟิลิปินส์มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย บางคนไปเรียนรู้เรื่องเกษตรที่คนละซีกโลก พอเอามาใช้มันทำให้เกษตรกรไทยเกิดความเสียหาย เพราะที่เขาเรียนนั้นมีสภาพแวดล้อมต่างจากประเทศไทยมาก

วิกฤติชีวิต จากรวยร้อยล้าน กับอาชีพนายหน้า สุดท้ายจบลงที่วิถีพอเพียง มีความสุขแบบมั่งคั่งอย่างไรก็ตาม ชีวิตของ ดร.เกริก ก็ไม่ได้สวยหรู และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงภายใน 1 วิ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือ “วิกฤติ”

ดร.เกริก หลังจากเรียนรู้ทางด้านเกษตรจบมาจากต่างประเทศ ก็ได้เริ่มอาชีพแรก คือ “พ่อพิมพ์ของชาติ” เขาเริ่มต้นชีวิตครู ด้วยการสอนวิชาอังกฤษ ที่โรงเรียนสันติภาพฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

จากนั้น มาสอนที่ โรงเรียนดาราสมุทร ต่อด้วย ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และเป็นครูสอนพิเศษบ้าง แต่ก็เจอคู่แข่งสำคัญคือ “เจ้าของภาษา” ซึ่งชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาสอนในเมืองไทยมากขึ้น

จึงหันเหมาสอนวิชาภาษาไทย เป็นอาจารย์พิเศษ มศว บางแสน บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็ทำอาชีพนายหน้าที่ดินด้วย จับมาขายไป รายได้เป็นกอบเป็นกำ จากคนเป็นครูสู่อาชีพนายหน้า ทำให้ ดร.เกริก กลายเป็น “เสี่ยเกริก” รวยอู้ฟู่นับร้อยล้าน แต่มีหรือจะสะกดคำว่า “พอ” ได้

“ชีวิตนายหน้าเริ่มจากมีผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งโทรหาให้ผมหาที่ดินให้ ทำเลไหนดี ซื้อและมัดจำให้ เพียง 4-5 ปี ผมมีรายได้เกือบ 100 ล้าน ไม่ได้คุยโม้ ตอนนั้น ผมมีชื่อติด 1 ใน 10 คนหนุ่มที่รวยที่สุดในศรีราชา…

แต่ความโลภ มันสั่งให้ไม่ยอมหยุด อยากได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก้าวพลาดครั้งใหญ่ กับที่ดินมูลค่า 1,400 ล้าน ลูกค้ายืนยันว่าจะซื้อในราคา 2,400 ล้าน ถ้าขายได้แปลว่าจะมีกำไรนับพันล้าน

เดิมพันครั้งนี้จึงเทด้วยเงินหมดหน้าตักด้วยการวางเงินมัดจำ 240 ล้านบาท แต่แล้วทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ลูกค้าที่ตกลงบอกจะซื้อก็หายไป ลูกค้าคนอื่นที่ผมหาสำรองไว้ก็ไม่ซื้อ

เมื่อไม่มีคนซื้อเงินที่ผมและเพื่อนที่มัดจำไปก็หายเกลี้ยงในพริบตาเดียว ผมกลายเป็นคนไม่เหลืออะไร ขาดทุนย่อยยับ เพราะเงินที่ผมเคยมีก็เอาไปมัดจำหมด เพื่อนที่ร่วมหุ้นกับผมก็ขาดทุนไปตามๆ กัน”

สุดยอดอาหารสำหรับพืช มันคือ “มูลค้างคาว”
อดีตคนหนุ่มที่รวยติดอันดับในศรีราชา กลายเป็นยาจกเพียงชั่วข้ามคืน ดร.เกริก ยอมรับว่าช่วงนั้นเสียใจมาก ลองคิดตาม จากคนที่รวยขนาดนั้น แต่ตกลงมาสู่จุดที่หมดตัวเป็นใครก็ต้องเสียใจ

บางคนทำใจไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องจากไปก่อนวัยอันควรก็มี แต่ด้วยความที่ผมเติบโตมาแบบไม่มีอะไร เมื่อผมหมดตัว ไม่มีเงิน ผมก็แค่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

“ดีแล้วที่ตกลงมาจะได้เข็ดกับความโลภสักที”…นี่คือเสียงภรรยาที่เตือนสติในวันที่ไม่เหลืออะไร ดร.เกริก กล่าวต่อว่า การที่ขาดทุนจนหมดตัว ผมว่ามันเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ ที่สอนผม เปลี่ยนทัศนคติ

ทำให้ผมคิดได้ว่า เงินและความโลภไม่เคยทำให้มีความสุข ชีวิตที่มีตอนนั้นหลงลืมครอบครัว มัวแต่คิดว่าจะหาเงินเพิ่มยังไง เวลาให้ครอบครัวก็ไม่มี มัวแต่นัดเจอใครก็ไม่รู้ คุยแต่เรื่องซื้อขาย ยังดีที่มีภรรยาที่ดี ได้ลูกที่ดี เขาไม่เคยซ้ำเติมเลยแต่ก็ได้เตือนสติเรื่องความโลภ

บางคนมีเงินเขาอาจจะมีความสุข แต่มันไม่เสมอไป เพราะคนมีเงินจะทุกข์กว่าคนไม่มีเงิน เขาจะต้องคิดหาวิธีว่าในแต่ละวันจะเพิ่มเงินได้อย่างไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็นคนที่มีเงินแล้วจะพอ เห็นมีแต่จะเพิ่มเงินกัน เพราะนี้คือมนุษย์ ที่มีกิเลสครอบงำ มีความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ขาดทุนคือบทเรียนสอนชีวิตรู้จัก “พอ” วางแผน 3 ปี ยืดอกเป็น “เกษตรกร”
ดร. เกริก เล่าชีวิตหลังผ่านมรสุม ว่า จากเรื่องราวอันเลวร้าย ก็มาอยู่ที่จุดสมดุล จึงมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรามีความสุขในตอนนี้และบั้นปลายชีวิต จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง

นั่นคือ กลับไปทำเกษตร ผมเชื่อว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องไปแย่งใครทำ ไม่ต้องแข่งขัน และที่สำคัญคือ เป็นอาชีพที่ชอบมาตั้งแต่เกิด จากนั้นจึงเริ่มวางแผน โดยใช้เวลาถึง 3 ปี จึงก้าวมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

ใครอยากเรียนรู้ ต้องลองมาดูวิถีเกษตร ที่มั่งคั่ง ต้องลงพื้นที่ศึกษา
แผนที่วาง ใช้หลักการเดียวกันกับในหลวง ท่านทรงสอนมาตลอด เพราะคิดไว้แล้วว่าจากนี้ จะ “เริ่มใช้ชีวิตจากสิ่งที่มี ไม่เอาเงินมาเป็นตัวตั้ง แต่ผมจะเอาความสุขเป็นตัวตั้ง”

โดยเริ่มพิจารณาก่อนว่า เรามีอะไร มีความเสี่ยงคืออะไร ซึ่งตอนนั้น สิ่งที่ผมมีคือ ผมมีเงินติดตัว 2,800 บาท มีหนี้เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง มีที่ดินที่ญาติพี่น้อง ให้ผมเช่าไร่ละ 1 พันต่อปี

ถึงตอนนี้ผมก็ไม่มีที่ดินของตัวเอง เมื่อผมรู้ว่าผมมีอะไรผมก็เริ่มวางแผน โดยแผนที่ผมคิดมีอยู่ 4 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ระยะถาวร โดยมีรายละเอียดแผนต่อไปนี้

แผนระยะสั้น แผนเดือนต่อเดือน โดยจะวางแผนว่าในแต่ละเดือนในแต่ละวันผมจะทำอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ทำในแผนนี้คือ ผมเริ่มหารายได้จากการเก็บกิ่งไม้ที่เขาตัดแต่งกิ่งจากสวนลำไย สวนเงาะ หรือที่เขาทิ้งขว้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาเผาถ่าน และผลิตน้ำส้มควันไม้

แผนระยะกลาง 1-3 ปี ใช้เวลาว่างจากการเผาถ่าน ผลิตน้ำส้มควันไม้ ผมจะใช้เวลาว่าง ปลูกต้นไม้ กวาดใบไม้ และตัดหญ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ของเรา เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพาะต้นกล้าเพื่อเตรียมไว้ปลูกในคราวต่อไป และปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว

แผนระยะยาว ตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป สิ่งที่จะต้องเพิ่มเข้ามาคือ เริ่มปลูกไม้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เลี้ยงสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์

แผนสุดท้ายระยะถาวร ตั้งแต่ 15 ปี ไปจนตลอดชีวิตและลูกหลาน คือ การนำไม้ที่เราปลูกมา ดัดแปลง แปรรูป ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ นำมาสร้างบ้าน แต่ผมจะเก็บต้นไม้ใหญ่ไว้ที่มีราคาแพง โดยผมจะปลูกพริกไทยติดกับต้นไม้ใหญ่ไว้ทุกต้นเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

“แผนทั้งหมดที่คิดขึ้นมา ผมทำและใช้มาโดยตลอด จนมาถึงปัจจุบันก็ยังดำเนินตามแผนอยู่ โดยสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือ เผาถ่าน ทำน้ำส้มควันไม้ เพาะพันธุ์ต้นไม้ ปลูกข้าว ขณะนี้ทำมาได้ 9 ปีแล้วและเริ่มจะเข้าสู่แผนระยะยาว

และจากการดำเนินตามแผนมา 9 ปี ผมได้พบกับความสุขที่แท้จริงแล้ว ผมรู้สึกว่า การทำเกษตรทำให้ผมอิ่มตัว ได้เจอความสมดุลในชีวิต เพราะผม พอมี พอใจ พอเพียง มีความสุข แค่นี้ผมก็พอแล้ว” ดร.เกริก กล่าว

จากหลายๆสื่อหลายคนสงสัยว่าทำได้จริงหรือไม่ นี่ คือ สรุปคำถาม และคำ สอนของ ดร.ค่ะ
– ดร เคยออกรายการมากมาย เช่น เจาะใจ ดังนั้นเทปสัมภาษณ์นี้จะไม่ถามคำถามที่เคยถูกถามไปแล้วเลย

– ทำเงินวันละ 20,000 ได้จริง และจะเอามากกว่านั้นก็ได้ถ้าขยันมากพอ แต่ไม่อยากให้เอาเงินเป็นตัวตั้ง เพราะถ้าคุณต้องการเงิน 20,000 บาทต่อวันแล้วทำไม่ได้ อันนี้จะถือว่าผิดหวัง แต่ถ้าเอาแค่พออยู่พอกิน รับรองว่าสมหวังแน่นอน

– เงินจะไม่สำคัญกับชีวิตถ้าคุณมีเงินและรู้จักพอเพียง ทุกวันนี้ ดร อยากไปไหนก็ไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน เพราะมี ATM พกติดต่อ กดตังค์ที่ไหนก็ได้ แถมยังไปได้ทันทีเพราะไม่มีเวลางานตายตัว

– เกษตรกรเป็นเจ้าของเวลาในชีวิต จะทำงานและนอนหลับตอนไหนเวลาใดก็ได้ ไม่มีใครมาบังคับและต่อว่า อยู่ที่ความพึงพอใจของเราเลย ขยันมากได้มากก็ทำอะไรได้มาก ชีวิตของคนเราจำเป็นจริงๆหรือที่ต้องทำงานให้ทัน 8 โมงเช้าและเลิกงาน 5 โมงเย็น แต่ถ้าไม่มีวินัยก็นอนทั้งวัน

– ไม่มีที่ดินไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มีวิชาอันนี้ปัญหาใหญ่ ถ้าคุณสำเร็จวิชาเกษตรกรแล้ว อยู่ที่ไหนในไทยก็รอด ที่ดินตามต่างจังหวัดมีค่าเช่าไม่แพง ปีละหลักพันบาท ไร่ละหลักหมื่น แต่ไม่ติดถนน ห่างไกลความเจริญ ถ้าติดถนนนี่แพง แต่ถ้าคุณมีที่เป็นของตัวเองอยู่แล้ว อย่างนี้ง่ายเลย

– ไร่ของ ดร. เป็นที่ทำงาน ไม่ใช่ที่ดูงาน เกษตรกรเป็นอาชีพที่ต้องลงมือทำ ไม่ใช่ยืนดู ถ้าอยากเป็นเกษตรกร สามารถมาลงมือทำได้โดย ดร จะสอนหมดทุกขั้นตอน มีค่าแรงให้วันละ 200 บาท ที่นอนฟรี wifi ฟรี ข้าวสารฟรี

แต่ต้องหุงเองสีเอง มีไก่ไข่ฟรี มีบ่อปลา ผักจากธรรมชาติฟรี หรือจะปลูกเองก็ได้ รายได้จากผลผลิตทั้งหมดหารครึ่งโดย ดร จะไม่หักต้นทุน ทุกอย่าง ดร จ่ายให้หมด เคยมีคนเก็บเงิน 1 ปีได้มากกว่า 400,000

ถ้าอยากหยุดเพื่อพักผ่อนก็ทำได้ แต่วันนั้นจะไม่ได้ 200 สามารถเลิกกลางคันได้ แต่ถ้าผลผลิตยังทำไม่เสร็จ ก็จะได้แค่ 200 บาท
– บางคนมาฝึกงานที่นี่ เอาเต๊นท์มานอนเองท่ามกลางธรรมชาติ
– ที่นี่ดื่มน้ำฝนที่ผ่านเครื่องกรอง มีที่ทำน้ำแข็งให้ มีถ่านให้ใช้ปรุงอาหารไม่อั้น

– เวลาเรียนใช้ทั้งหมด 1 เดือนต่อ 1 วิชา มี 5 วิชาให้เรียนคือ 1. เผาถ่าน ทำน้ำส้มควันไหม้ 2. ทำดินจากใบไม้และหญ้า 3. ทำปุ๋ย 4. ปลูกต้นกล้า 5. ทำนา ถ้าเรียนครบหลักสูตรจนผลผลิตเสร็จเรียบร้อย รายได้หารครึ่ง

ถ้าทำไม่ครบ ได้แค่ค่าเหนื่อย 200 บาท ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์มีคนกำลังเรียนรู้งานจาก ดร ที่ไร่ราวๆ 30 กว่าคนและทุกคนกำลังเรียนรู้วิธีทำนา และเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

– เกษตรกรทุกคนจะต้องรู้จักคุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้
– ต้นไม้ต้นทุน 1-2 บาท ราคาขาย 20 มูลค่าสูงขึ้น 20 เท่า ถ้าขายไม่ออกปีหน้าขาย 30 บาท เพราะมันโตแล้วต้องแพงขึ้น

– ถ้าสนใจอยากเรียนวิชาไหนโดยเฉพาะ สามารถเจาะจงได้ เคยมีคนขอเรียนเผาถ่านอย่างเดียวโดยเฉพาะ

– เกษตรกรก็เหมือนอาชีพอื่น ต้องมีผิดพลาด ล้มเหลวในช่วงแรก จนกว่าจะทำเป็น เช่น หลายคนเผาถ่านเป็นกองแต่ได้กระสอบเดียว แต่การเผาถ่านที่ถูกต้องจริงๆคือใส่กิ่งไม้ 10 กระสอบ ต้องได้ถ่าน 10 กระสอบพอดีเป๊ะ หลายคนโจมตีบอกว่า ดร ทำลายธรรมชาติ ซึ่งในความจริง ดร ใช้กิ่งไม้ที่ตัดจากสวนของตัวเองมาทำ ไม่ได้ตัดต้นมาทำ

– สินค้าหลายๆอย่างของเกษตรกรเป็นสินค้าที่ยังไงก็ขาดตลาดเสมอ
– ชีวิตต้องวางแผน ถ้าคุณเคยแต่วางแผนให้กับบริษัทว่าจะต้องทำอะไร ไม่ต้องทำอะไรแต่ไม่เคยวางแผนชีวิตตัวเองว่าปีนี้ ปีหน้า 5 ปีข้างหน้า 10 ปีข้างหน้า คุณจะต้องเริ่มวางแผนให้ชีวิตตัวเองได้แล้ว

– 10 วันแรกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด เพราะร่างกายยังไม่ชิน จากนั้นร่างกายจะค่อยๆปรับสภาพได้ มีหลายคนท้อแท้ตั้งแต่เริ่มเพราะใจและกายไม่แกร่งพอ

– ดร ไม่ปลูกผลไม้เพราะมันจะมีช่วงต้องขาย เช่น ทุเรียนสุกแล้ว ถ้าไม่ขายก็จะขายไม่ได้ การปลูกผลไม้นั้นค่อนข้างเสียเปรียบพ่อค้าคนกลาง มันยากกว่าการทำเกษตรกรอื่นๆ

– เกษตรไม่จำเป็นต้องการลูกค้าในช่วงแรก แต่ต้องเน้นสร้างผลผลิตให้มากก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีผลผลิตเก็บไว้มากพอ วันนั้นคุณจะกลายเป็นคนเนื้อหอมของลูกค้าทันที

– ปลูกพริกไทยเก็บทันก็ได้ตังค์ เก็บไม่ทันตกลงมาก็ได้ตังค์ แถมยังแพงกว่าเดิมด้วย นี่คือความพิเศษของการปลูกต้นไม้
– อาชีพนี้ไม่มีเหงา ประเทศไทยเกษตรกรมีเยอะมาก
– เมื่อคุณเริ่มต้น จะมีคนดูถูกดูแคลนคุณ บอกว่าคุณไม่มีวันทำได้ เพราะบลาๆๆๆๆๆๆๆๆ คุณเจอแน่นอนทุกคน และเสียงเหล่านั้นจะหายไปเมื่อคุณประสบความสำเร็จ

– คนประสบความสำเร็จมองหาแต่สิ่งที่ตัวเองมี คนไม่ประสบความสำเร็จมองหาแต่สิ่งที่ตัวเองขาด

– เป็นเกษตรกรไม่มีวันจน เราคืออาชีพผลิตอาหารให้กับโลก มันเป็นอาชีพที่มีเกิยรติและน่าภูมิใจ
ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ผมทำมีประโยชน์ต่อผู้อื่น กรุณาส่งต่อให้กับคนที่อยากลาออกจากงานไปเป็นเกษตรกรด้วยนะครับ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จครับ

อาจาร์ย ท่านแนะนำว่า เกษตรเมืองไทยรวยได้แค่มองกลับกัน ปลูกหลายอย่างซื้อน้อยอย่างใช้เวลาว่างและทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดทำเกษตรแบบผสมผสาน เอาความสุขในครอบครัวเป็นตัวตั้ง

ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองเป็นตัวตั้งเป็นอย่างไรบ้างคะ สูตรลับฉบับ ดร.เกริก พอจะมาปรับใช้ให้กับการเรียนในยุคใหม่บ้างหรือไม่ ใครที่เรียนไม่เข้าใจลองเอาสูตรนี้ไปลองดูก็ได้ ดร.เกริก ไม่หวง…

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published.