หลักการสร้างโรงเรือน โคขุนที่ดี

โรงเรือนโคขุนหรือโรงเรือนเลี้ยงโค ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคสำหรับเป็นที่พักอาศัยของโค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงโคขุนที่จำเป็นต้องเลี้ยงโคในโรงเรือนเพื่อขุนโคให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

โรงเรือนโคขุน / หลักการสร้างโรงเรือนโคขุน
1.สถานที่
ควรเป็นที่ดอนหรือสถานที่สูงกว่าพื้นที่รอบข้าง มีการระบายน้ำได้ดี หรืออาจต้องถมพื้นที่ให้สูงขึ้นกว่าระดับปกติเพื่อไม่ให้น้ำขังในฤดูฝน
สถานที่ควรมีทางที่รถบรรทุกสามารถเข้าออกได้ เพื่อความสะดวกในการนำโคเข้าขุน และส่งตลาด
ความยาวของคอกควรอยู่ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก
สถานที่สร้างโรงเรือน หากต้องการพื้นที่แปลงหญ้าควรเป็นพื้นที่เดียวกันหรือห่างกัน แต่สามารถนำโคเข้าปล่อยแปลงได้สะดวก
สถานที่สร้างโรงเรือน รวมถึงพื้นที่ว่างหรือพื้นที่แปลงหญ้า ควรมีพื้นที่สำหรับวางแผนขยายกิจการได้ในอนาคต

2.ขนาดของโรงเรือน
โรงเรือนอาจสร้างเพียงคอกขังเดี่ยว แต่มีหลายๆ คอกตามจำนวนโค ซึ่งแต่ละคอกควรมีขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร หรืออาจเป็นคอกโล่งขนาดใหญ่เพื่อปล่อยขุนร่วมกัน แต่ต้องมีขนาดโคขุนที่อายุเท่ากัน
หากต้องการขุนแบบรวมในคอกเดียวกัน พื้นที่คอกควรมีตั้งแต่ 8 ตารางเมตร/ตัว มีหลังคาคลุมด้านบนประมาณ 1 ใน 3 ส่วนที่เหลือให้เป็นที่โล่งหรือมีต้นไม้ให้ร่มยิ่งดี
ถ้าพื้นที่น้อย จำนวนโคมีมากจะมีปัญหาพื้นคอกแฉะ โคบียดกัน และแย่งอาหารกัน ทำให้การเติบโตไม่เท่ากัน
หากสร้างหลังคาคลุมพื้นที่ทั้งหมดจะมีข้อดี คือ ไม่ทำให้พื้นคอกแฉะในฤดูฝน แต่ก็มีข้อเสีย คือ สิ้นเปลืองค่าวัสดุโดยใช่เหตุ และโคอาจไม่ได้รับแสงแดดทำให้ขาดวิตามินดีได้

3.พื้นคอก
พื้นคอกโคขุน หากเทคอนกรีตทั้งหมดจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องพื้นคอกแฉะ เป็นโคลนในฤดูฝนได้ แต่จะสิ้นเปลืองทุนมาก แต่อาจเทคอนกรีตเฉพาะพื้นคอกส่วนที่อยู่ใต้หลังคา ก็ทำให้ประหยัดเงินทุนได้ ส่วนพื้นคอกส่วนใต้หลังคาที่เป็นดินจะมีปัญหาพื้นเป็นโคลนทั้งฤดูแล้ง และฤดูฝน โดยเฉพาะปริมาณโคที่มีมาก

พื้นคอนกรีตที่เท ควรหนาประมาณ 7 เซนติเมตร อาจผูกเหล็กเส้นหรือไม่ผูก ก็สามารถรับน้ำหนักโคขุนได้ แต่ต้องอัดพื้นด้านล่างให้แน่น และสม่ำเสมอก่อน
ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่ หากต้องการให้รถบรรทุกหรือแทรกเตอร์เข้าไปในคอกได้ จำเป็นต้องเทคอนกรีตให้หนาประมาณ 10 เซนติเมตร และต้องผูกเหล็กด้วย

หากเทคอนกรีต ควรทำพื้นหน้าคอนกรีตให้หยาบ ด้วยการใช้ไม้กวาดมือเสือครูดให้เป็นรอย และพื้นคอกควรลาดเอียงประมาณ 2-4% หรือทำมุมประมาณ 15 องศากับพื้นราบ จากด้านหน้าลงด้านหลังคอก เพื่อให้น้ำล้างคอก และปัสสาวะไหลลงท้ายคอก ส่วนด้านท้ายคอกควรมีร่องน้ำ กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อรวมน้ำให้ไหลไปในทิศทางเดียวกัน และไหลลงจุดพัก หรืออาจให้ไหลลงแปลงหญ้าก็ยิ่งดี

พื้นคอกที่เป็นคอนกรีตที่เป็นส่วนใต้หลังคา ควรจะปูด้วยวัสดุที่ซับความชื้นได้ดี เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ฟาง หรือซังข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งจะช่วยไม่ให้พื้นลื่น อีกทั้งมูลโค และวัสดุรองพื้นที่ใช้จะเป็นปุ๋ยหมักได้อย่างดี แต่ควรเปลี่ยนวัสดุรองพื้นคอก 1-2 ครั้ง/เดือนในฤดูฝน และประมาณ 3 เดือน/ครั้งในฤดูแล้ง อัตราการใช้หากเป็นแกลบ 1 ลูกบาศก์เมตร จะปูพื้นคอกได้ประมาณ 10-12 ตารางเมตร หรือแกลบ 1 กระสอบ ใช้ปูพื้นได้ 2 ตารางเมตร ส่วนพื้นคอกที่เป็นพื้นดินหรือส่วนคอนกรีตที่อยู่นอกหลังคาไม่จำเป็นต้องมีวัสดุรองพื้น

การปูวัสดุรองพื้นนี้อาจจะไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ และเงินทุน นอกจากนั้น พื้นคอกที่เป็นดินไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุรองพื้น
การใช้ซีเมนต์บล็อกเป็นพื้นคอกแทนการเทคอนกรีตจะไม่สามารถทนต่อน้ำหนักโคได้ในระยะยาว

4.หลังคา
วัสดุใช้ทำหลังคา เช่น กระเบื้อง สังกะสี แฝก หญ้าคาหรือจาก
หากหลังคามุงด้วยสังกะสี ควรให้ชายล่างสูงจากพื้นดินมากกว่า 2.50เมตร เพื่อทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยเฉพาะในฤดูร้อน
หากหลังคามุงด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น แฝก หญ้าคาหรือจาก ควรให้ชายล่างสูงจากพื้นดินประมาณ 2.50 เมตร และไม่ควรต่ำกว่านี้ เพราะโคอาจกัดกินหลังคาได้

5.เสาคอก
เสาที่ใช้ เช่น เสาไม้ เสาเหล็กหรือแป๊บน้ำ ที่เป็นเหล็ก มักมีปัญหาเสาเป็นสนิม และหักโคนเสาได้ง่ายเมื่อใช้หลายปี แต่หากต้องการเสาเหล็กให้แก้ไขโดยการหล่อคอนกรีตหุ้มโคนเสา โดยให้สูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร ควรใช้ท่อปล่องส้วมหรือท่อเอสล่อนเป็นปลอกหุ้มด้านนอกอีกชั้น เพื่อป้องกันการกระแทกจากโคขุน

เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความคงทนดีกว่าเสาทุกชนิด แต่มีปัญหาในการกั้นคอกลำบาก ต้องใช้ไม้ตอกยึดเสาอีกชั้นสำหรับทำคอกกั้น
เสาไม้มีอายุใช้งานประมาณ 1-5 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดไม้ที่นำมาใช้ แต่หากนำเสาไม้ที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้กุง ไม้กิก สามารถใช้ได้นานเป็นสิบปี
การใช้เสาคอนกรีตฝังดิน โดยโผล่ขึ้นมาเล็กน้อยสำหรับต่อด้วยเสาไม้ มักเกิดปัญหาโคนเสาบริเวณรอยต่อหักจากแรงลมหรือจากถูกแรงกระแทกของโค

6.รั้วกั้นคอก
วัสดุที่ใช้ เช่น ไม้เนื้อแข็ง ไม้ไผ่ ไม้สน เป็นต้น ซึ่งควรเลือกใช้ไม้ให้ถูกต้อง หากต้องการประหยัดอาจใช้ไม้ไผ่ ไม่ยูคา ไม้สน ซึ่งมีราคาถูก แต่อายุการใช้งานไม่กี่ปี
รั้วกั้นคอกรอบนอกโดยรอบ ควรกั้นทั้ง 4 แนว แนวบนสุดให้สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 150 เซนติเมตร ส่วนรั้วคอกย่อยภายในให้กั้นอย่างน้อย 3 แนว
การกั้นคอกควรให้ไม้อยู่ด้านในของเสา เพื่อให้เสาช่วยรับแรงกระแทกจากโค
ไม้ที่มีตาไม้หรือสิ่งแหลมคม ให้ตอกออกให้หมดก่อนกั้นคอกหรือปล่อยโคเข้าขุน

7.รางอาหาร
รางอาหารควรสูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร กว้างประมาณ 80-90 เซนติเมตร ซึ่งก่ออิฐบล็อกหรืออิฐมอญ และฉาบปูนให้เรียบ ขอบรางด้านนอกเป็นแนวตรงดิ่ง ไม่เอียงจากพื้น ขอบรางด้านในสำหรับให้โคเข้ากินอาหาร ให้สูงกว่าด้านนอกประมาณ 10-20 เซนติเมตร และขอบของรางทำเป็นแนวโค้งมนไม่มีมุม เจาะรูที่ก้นรางด้านหนึ่งสำหรับน้ำระบายออกได้ ท้องรางลาดเทเล็กน้อยไปทางด้านรูระบายน้ำ

รางอาหารที่แคบจะมีปัญหาอาหารตกหล่นมาก ขณะที่โคเคี้ยวอาหารหรือเข้าแย่งอาหารสำหรับคอกรวม
การทำรางอาหารต่ำมากเกินไป ทำให้โคก้มมากขณะกินอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก แต่หากสูงเกินไปจะมีปัญหาสำหรับโคเล็ก
โคขุน 1 ตัว ต้องการความยาวของรางอาหารประมาณ 50 เซนติเมตร และประมาณ 65 เซนติเมตร หากโคมีขนาดใหญ่


8.อ่างน้ำ
อ่างน้ำควรอยู่ในมุมใกล้กับรางอาหาร และให้อยู่จุดต่ำสุดของคอก แต่อาจวางอยู่นอกคอกก็ได้ แต่ต้องทำช่องให้โคโผล่หัวออกไปดื่มน้ำได้
ขนาดอ่างน้ำควรสูงประมาณ 60 เซนติเมตร กว้าง 80 เซนติเมตร และยาว 90 เซนติเมตร ก่อด้วยอิฐ ฉาบปูนให้เรียบ และให้มีรูระบายน้ำด้านล่าง เพื่อทำความสะอาด โค 1 ตัว ดื่มน้ำประมาณวันละ 20-30 ลิตร แต่โคขุนที่กินหญ้าสดหรือเปลือกสับปะรด ต้องการกินน้ำร้อยละ 5 ต่อวัน ของน้ำหนักตัว ส่วนโคขุนที่กินฟางหรือหญ้าแห้ง ต้องการน้ำประมาณร้อยละ 10 ต่อวัน ของน้ำหนักตัว

9.มุ้ง
พื้นที่ที่มียุงหรือแมลงวันรบกวน โดยเฉพาะในฤดูฝน มุ้งจะมีความจำเป็นมาก ซึ่งจะช่วยในหลายด้าน คือ
ป้องกันการถูกดูดกินเลือดจากยุง และแมลงต่างๆ
ป้องกันแมลงตอมตา เพื่อไม่ให้เกิดตาอักเสบ และพยาธิในตา
ลดการหกหล่นของอาหารจากการรบกวนของแมลง เนื่องจากหากมีแมลงรบกวนมาก โคจะแกว่งศีรษะไล่แมลงขณะกินอาหาร ซึ่งจะทำให้อาหารหกหล่น
มุ้งที่ใช้อาจเป็นผ้าไนล่อน ผ้าสเลน เบอร์ 20 หรือต่ำกว่านี้ก็ได้ แต่ราคาจะแพงขึ้น และทำให้การระบายอากาศไม่ดีนัก

ขอขอบคุณที่มา / ปศุสัตว์.คอม เครดิตภาพ / ศตวรรษ นุแรมรัมย์

Facebook Comments Box

Leave a Reply