เคล็ดลับการทำเกษตรให้สำเร็จ กับสิ่งที่คนทำเกษตรควรรู้!!

เคล็ดลับการทำเกษตรให้สำเร็จ กับสิ่งที่คนทำเกษตรควรรู้!! มี 3 ประการ
1 อุดมการณ์ 40%
2 วิชาการ 30%
3 ประสบการณ์ 30%

อุดมการณ์ คือ การทำการเกษตรด้วยความมุ่งมั่น ไม่แค่คิดอยากทำอยากรวยหรือไม่รู้จะทำอะไร เพราะอายุมากแล้ว ไปทำอย่างอื่นก็ยากอย่างนี้ไม่ใช่อุดมการณ์
อุดมการณ์ ต้องมีความเชื่อมั่น มีจิตใจมุ่งมั่นว่าทำเกษตรแล้วมีความมั่นคง เป็นนายตัวเอง สามารถเลี้ยงชีพได้ เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี มีปัญหาอุปสรรคก็ไม่ยอมแพ้ต้องฝ่าฟันไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย
วิชาการ ใช้หลักความรู้ที่ถูกต้อง มีหลักการจึงจะสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้ และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้
ประส บการณ์ คือ เกิดจากการลงมือทำจริง เพราะต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจเข้าแลกจึงจะทำให้เกิดประสบการณ์

การทำการเกษตรให้สำเร็จต้อง เลิกทำ ไล่ ให้ทำ สวน
หลักการทำสวน(ทาง) คือ

1 เลิกทำ ไล่ (ไล่ตามเขา) ให้ทำ สวน (สวนทาง สวนกระแส)
2 อะไรแพงอย่าปลูก คนจะปลูกกันมากในที่สุดจะถูก
3 อะไรถูกปลูกอย่างนั้น คนจะไม่สนใจปลูกที่มีอยู่โค่นทิ้งและจะกลับมาแพง
4 ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ (ทำน้อยให้ได้มาก)
5 กินผักผลไม้ตามฤดูกาล (สารพิษน้อย ราคาถูก)
6 แต่เน้นทำนอกฤดู (ราคาดีไม่มีปัญหาตลาด)
7 อย่าเน้นแต่ทำขายต้องหันมาใส่ใจทำกิน ถ้าทำเกษตรแล้วต้องซื้อผักสวนครัวกิน ถือว่าล้มเหลวในอาชีพเกษตร
8 ทำเกษตรผสมผสาน ลด ละ เลิก การปลูกพืชเชิงเดี่ยว (พืชก็ต้องการสังคมที่หลากหลาย)

ชีวิตเกษตรกรที่มั่นคง คือ
มีที่ดินทำกิน (ไม่ข ายที่ทำกิน)
ไม่มีหนี้สิน (ไม่ก่อหนี้)
มีของกินไม่อดอยาก (ลดรายจ่าย)

หลักการดำเนินการ
ขั้นตอนแรก คือ มุ่งเน้นให้มีกินก่อนปลูกเพื่อเรียนรู้ในพืชแต่ละชนิดทั้ง เรื่องโรค แมลง อายุการให้ผลผลิต (เอาไว้กิน, เหลือขาย) ปลูกพืช 3 ระยะ จะหายจน เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ จะมีกิน

ปลูกพืช 3 ระยะคือ
1 พืชระยะสั้น คือ ผักต่างๆ เน้นเอาไว้กินก่อนที่เหลือขายเป็นการลดรายจ่ายมีเหลือขายเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน
2 พืชระยะกลาง คือ ไม้ผลและผลไม้ เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ มะม่วง ขนุน มะพร้าว เอาไว้ใช้หนี้หรือเป็นเงินออม
3 พืชระยะยาว คือ ไม้เศรษฐกิจยืนต้น เช่น ไม้สัก ยางนา ประดู่ พะยูง เต็ง ไม้แดง เอาไว้เป็นบำนาญชีวิตหรือเป็นมรดก

เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ โดยทำหัวอาหารเองหรือเลี้ยงแบบธรรมชาติ เช่น ให้กินรำ เศษผัก ผลไม้ในสวน เศษอาหารที่เหลือที่สวนเพชรพิมาย เราเลี้ยงหอยเชอรี่ ซึ่งชาวบ้านกลัวมาก แต่เราเลี้ยงเพราะมันโตเร็วและมีโปรตีนสูงแล้วเอามาบดร่วมกับรำในเครื่องบดหมู นำไปเลี้ยงปลา เป็ด ไก่ หมูได้ จะโตเร็วเพราะมีอัตราการแลกเนื้อสูง ทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงต่ำมาก ขายยังไงก็ไม่ขาดทุน เลี้ยงเอาไว้กินได้ทั้งเนื้อและไข่ เป็นการลดรายจ่ายและเมื่อขยายพันธุ์ได้มากก็เอาไปขายเพื่อเพิ่มรายได้

แค่ขั้นที่หนึ่งเราก็พออยู่ พอกิน พอใช้แล้ว มีเงินใช้หนี้มีเงินออมและยังมีหลักประกันในชีวิตด้วยพืชระยะยาวเป็นบำนาญ

ขั้นตอนที่สอง (ขายผลผลิต) สร้างรายได้
เมื่อทำขั้นที่หนึ่งจนชำนาญแล้ว (ทั้งเป็นอาหารและมีเหลือขาย) ขั้นตอนที่สองคือเน้นการทำนอกฤดูหรือทำให้ออกในช่วงแพง เพื่อขายผลผลิต จะได้ราคาดี ไม่มีปัญหาด้านการตลาด เมื่อปลูกเพื่อเรียนรู้กับมันดีแล้วจึงมาประเมินว่าถ้าเราจะไปขั้นที่สองต่อจะได้มั้ย คือหลังจากเรียนรู้แล้วประเมินแล้วว่าไปต่อได้แน่ จึงทดลองทำนอกฤดู ดูว่าทำได้ไหม ลองทำน้อยๆ ก่อนเมื่อทำได้จึงค่อยขยาย ถ้าทำเป็นขั้นตอนแบบนี้โอกาสพลาดหรือขาดทุนจะน้อย การทำขั้นที่สองเพื่อขายผลผลิตซึ่งจะได้ราคาดีสามารถเลี้ยงชีพได้แน่นอน

แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ขั้นแรกยังไม่ผ่านแต่อยากข้ามขั้นโดยไม่คำนึงถึงความพร้อม ไม่ศึกษาให้ดีก่อน พอมาขั้นที่สองจึงล้มเหลว หลายๆ ท่านที่ไม่เคยทำเกษตรแต่อยากทำเกษตรเห็นเขาทำนอกฤดูแล้วขายได้ราคาดีก็อยากทำบ้าง ทั้งๆ ที่ปลูกต้นไม้ยังไม่เป็นเลยแต่นึกเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเขาทำได้เราก็ต้องทำได้ ว่าแล้วก็ลาออกจากงานประจำโดดลงมาทำทันที โดยไม่นึกถึงว่าคนที่ปลูกเป็นอาชีพมีกี่คนที่ทำนอกฤดูได้สำเร็จ

ที่ทำสำเร็จกับล้มเหลวใครมากกว่ากัน และนั่นเขาเป็นเกษตรกรตัวจริงทำมานานแต่เราเป็นใครแถมไม่เคยทำมาก่อนเลย ฉะนั้นจึงอยากลองทำน้อยๆ ดูก่อน ถ้าทำได้แล้วค่อยประเมินว่าจะทำต่อดีไหม ต้องท่องคาถาว่า “ รวยช้าดีกว่าจนเร็ว” เมื่อทำขั้นที่หนึ่งปลูกเพื่อเรียนรู้สำเร็จ จึงทำขั้นที่ 2 ทำนอกฤดูลองทำน้อยๆ ก่อนเมื่อทำสำเร็จจึงค่อยๆ เพิ่มเติมความเชี่ยวชาญ จนทำได้ทั้งแปลง (แค่ขั้นนี้ทำได้ก็หายจนแน่นอนแล้ว)

ขั้นตอนที่สาม (ข ายผลพลอยได้)
เมื่อทำขั้นที่สองได้หายจนแน่นอนแล้ว แต่การทำนอกฤดูราคาจะดีปีละครั้งคือช่วงที่แพง เช่น มะนาวจะแพงเฉพาะเดือนเมษายนเดือนเดียว เดือนอื่นไม่แพงหรือแพงน้อยกว่า ฉะนั้นถ้าไปต่อได้เราควรจะทำขั้นตอนที่สามคือขายผลพลอยได้ด้วย

ขายผลพลอยได้ เช่น การทำกิ่งพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ขาย หรือแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า ยิ่งถ้ามีการทำให้เกิดการรวมกลุ่มจะยิ่งเกิดความเข้มแข็งหรืออาจทำเป็นศูนย์การเรียนรู้หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะทำให้มีคนเข้ามาศึกษาดูงานทั้งขายผลผลิต ผลพลอยได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทุกคนมีงานทำ มีรายได้ อาชีพการทำเกษตรจะเกิดความยั่งยืน (ถึงขั้นนี้ปิดประตูจน รวยแน่นอน)

สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรทำแล้วจน
ไม่มีความรู้จริงในพืชที่ตนปลูก
ชอบทำไล่ ไม่ทำสวน
ปลูกพืชแปลงเดี่ยว มีร ายได้ปีละครั้งแต่มีร ายจ่ายทุ กวัน
มุ่งแต่ทำขายไม่ใส่ใจทำไว้กิน ซื้อทุกอย่าง
มีรูรั่วของชีวิตมากมาย เช่น เหล้า บุหรี่ การพนัน หวย
หลงตามโลกวัตถุนิยม รถ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ
มีค่านิยมผิดๆ อวดรวย อวดสวย อวดโก้ กลัวเสียหน้า

แนวทางแก้ไข

ศึกษาหาความรู้ในพืชที่ตนปลูก (เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง)

เลิกทำไล่ ให้ทำสวน (เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ)

อุดรูรั่วของชีวิต (เน้นเศรษฐกิจพอเพียง)

เน้นทำเกษตรผสมผสาน (ไร่นาสวนผสม)

อย่าเน้นแต่ทำขายหันมาใส่ใจทำกิน (ลดรายจ่าย)

รู้ทันโลกวัตถุนิยมและใช้มันให้เป็นประโยชน์ (ไม่หลงแต่รู้ทันและใช้เป็น)

ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน สิ่งมีชีวิตถ้าไม่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจะต้องสูญพันธุ์ เกษตรกรไทยถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องสูญพันธุ์

อนาคตจะเหลือเกษตรกรแค่ 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มนายทุน 2. กลุ่มผู้รู้จริง (เราจะเลือกอยู่กลุ่มไหน)
อนาคตเกษตรกรจะต้องเลือกว่าจะอยู่กลุ่มไหนถ้าจะทำเกษตรต่อ ถ้าจะไปอยู่ในกลุ่มแรกคงทำไม่ได้ จึงเหลือกลุ่มที่ 2 คือต้องมาเรียนรู้และปรับตัวเองเลิกทำแบบเก่าๆ ถ้ายังขืนทำคงสูญพันธุ์ เค้ารางเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือเด็กรุ่นใหม่ไม่ทำเกษตรแล้ว พ่อแม่ก็ไม่อยากให้ลูกทำเพราะทำแล้วจนแถมลำบากมากและรายได้ยังไม่แน่นอนอีกต่างหาก

การปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเน้นทำปริมาณมากๆ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนมากๆ อนาคตจะทำไม่ได้ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยเพราะจะมีปัญหาทั้งเรื่องของ
ดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงมาก ทั้งภัยธรรมชาติน้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงมา เชื้อราบุก ราคาถูกอีกต่างหาก การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจึงเสี่ยงมาก
แรงงานหาย ากและค่าแรงแพงมาก แรงงานภาคเกษตรจะหายากเพราะโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้ามาแย่งแรงงาน แรงงานต่างชาติจะเข้ามาน้อยลง เพราะเปิดการค้าเสรี การเปิดประเทศของพม่า ลาว เขมร เวียดนาม มีต่างชาติเข้าไปลงทุนมากเพราะเมืองไทยมีปัญหาทั้งเรื่องการเมืองไม่นิ่ง น้ำท่วม ค่าแรงแพง แม้แต่คนไทยเองก็ไม่อยากทำเกษตร
เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากทำเกษตร ทำน้อยๆ ยังไม่อยากทำ ถ้าต้องทำมากๆ ยิ่งไม่อยากทำและถ้าทำแล้วขาดทุนหรือกำไรน้อยจะเลิกทันที

เกษตรทฤษฎีใหม่ คือไม่คิดและทำแบบเก่าๆ เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกวัน เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนตามและต้องตามให้ทัน ฉะนั้นการจะทำอาชีพเกษตรให้ประสบผลสำเร็จจึงต้องมีการเรียนรู้ การวางแผน การจัดการทั้งเรื่องพืชที่จะปลูก ทุน แรงงาน ตลาด ต้องคิดก่อนทำ

โอกาสทองของเกษตรกร
พื้นที่ทำเกษตรกรลดลง แต่ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น
คนทำเกษตรลดลง เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำเกษตร
ภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต้องใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตร
เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาอาหารคือของจริง

อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ดีที่สุดเพราะเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก เป็นการออกกำลังกายที่มีผลพลอยได้ เป็นผลผลิตกินได้

องค์ประกอบในการทำเกษตรที่จะประสบผลสำเร็จ

1 ทำเลหรือฮวงจุ้ย หรือที่ตั้งแปลง ถ้าที่ดินติดถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งผ่านมาก จะปลูกได้ทั้งผัก และผลไม้ โดยทำร้านไว้หน้าแปลงปลูกทำป้ายทั้ง 2 ด้านว่ามีผักและผลไม้สดจากสวนโดยทำแปลงตัวอย่างให้ดู จะขายได้ราคาดีกว่าไปขายที่ตลาด วางแผนปลูกให้มีผลผลิตต่อเนื่อง เน้นรักษาคุณภาพให้ดี การมีทำเลติดทางนอกจากขายผลผลิตแล้วยังขายผลพลอยได้ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิ่งพันธุ์ เมล็ดพันธุ์หรือแปรรูปผลผลิตที่เสียหายมีตำหนิไม่สวย มาเพิ่มมูลค่า เช่น ทำเป็นน้ำผลไม้ เป็นขนม ข้าวเกรียบ ฯ หรือหาอย่างอื่นมาขายร่วมได้อีก เช่น ผลผลิตของเพื่อนบ้านที่ไม่ติดถนน หรือซื้อจากตลาดมาขายร่วม จะทำให้มีรายได้ทุกวัน

2 แต่ถ้าที่ดินไม่ติดถนน ต้องดูต่อว่าอยู่ใกล้หมู่บ้าน ชุมชน สถานที่ราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ถ้าใกล้ต้องปลูกพืชเน้นขายใกล้บ้านเพื่อลดค่าขนส่งและตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง

3 แต่ถ้าไม่ติดอะไรเลย ก็ต้องมาดูว่าอยู่ไกลจากตลาดมากไหม การเอาผลผลิตไปขายยากหรือมีต้นทุนมากไหม หรือถ้าเราทำถึงขั้นที่ 3 ได้เราก็ทำเป็นแหล่งเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ดึงคนเข้ามาเหมือนที่ ศูนย์เรียนรู้เพชรพิมาย ซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่ ไกลจากหมู่บ้าน พ่อทำเป็นศูนย์เรียนรู้ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปรากฏว่ามีคนเข้ามาทุกวันและคนที่เข้ามาส่วนใหญ่จะขับรถมาเมื่อมาเห็นก็อยากได้อยากจะซื้อกลับไปได้ และกลับไปชักชวนคนอื่นมาอีก

ที่สวนเพชรพิมายปลูกพืช 3 ระยะมีพืชเกือบ 30 ชนิดและเลี้ยงปลา เป็ด ไก่แบบพึ่งธรรมชาติ มีรายได้เกือบทุกวันและมีอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่เดือดร้อนแม้สภาวะของโลกจะเปลี่ยนไปเราก็ไม่เดือดร้อน ทั้งหมดนี้เกิดจากทฤษฎีปลูกพืชผสมผสานและยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงของไทย จึงอยู่ได้อย่างสบายครับ

ที่มา : สำนักงานจัดรูปที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานี

Facebook Comments Box

Leave a Reply

Your email address will not be published.