วิธีเลี้ยงปลากดเหลือง “แบบธรรมชาติ” 5 เดือนจับขายได้

การเลี้ยงปลากดเหลือง เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก คุ้นเคยและชอบทานปลาชนิดนี้กันดี เพราะเป็นปลาที่เนื้ออร่อย ทำอาหารได้หลากหลายมาก ทั้ง แกงเหลือง ฉู่ฉี่ ผัดเผ็ด ต้มยำ ปิ้ง ย่าง ฯลฯ จึงทำให้ปลากดเหลืองเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง ราคาดี แต่ปลากดเหลืองที่เรากินกันเป็นประจำนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่จับจากธรรมชาติ

เพราะปลากดเหลืองพบแพร่กระจายในแหล่งน้ำจืดทั่วไปของทวีปเอเชียเลยทีเดียว เมื่อปลาธรรมชาติลดจำนวนลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังมีสูง จึงทำให้เกิดการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองและเกิดการเพาะเลี้ยงขึ้น ซึ่งก็ได้รับความสนใจและขยายการเลี้ยงกันมากในช่วง 2-3 ปีมานี้เอง แต่ลูกปลายังหายากเพราะคนที่เพาะพันธุ์และผลิตลูกปลากดเหลืองขายยังมีน้อย

จึงทำให้การเลี้ยงปลากดเหลืองยังขยายตัวไม่มากนัก ขณะที่ความต้องการลูกปลามีสูงมาก หากใครติดตามเรื่องราวของปลากดเหลืองจะเห็นว่าหน่วยงานที่มีการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลการเลี้ยงปลากดเหลืองจะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนครของกรมประมง

วันนี้เราจะไปดูการเลี้ยงปลากดเหลืองของ คุณสมร ลาดบัวขาว หรือ “คุณต่อ” ที่ 144 ม.6 บ้านโนนข่า ต.หันนางาม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งคุณต่อทำอาชีพเลี้ยงปลาหลากหลายชนิดพร้อมทั้งเพาะพันธุ์ปลาขายมานานกว่า 10 ปีแล้ว เช่น ปลาหมอ ปลาดุก ปลาบึก ปลากดเหลือง ปลากดคัง ปลาช่อน ปลาสลิด ปลาสร้อย ปลานวลจันทร์ ปลากระโห้ ปลาแรด ปลาตะเพียน รวมทั้งกุ้งพันธุ์กุ้งก้ามกราม กุ้งฝอย จำหน่ายราคาปลีกส่ง

โดยเดิมทีนั้นคุณต่อทำงานเป็นวิทยากรเรื่องเกษตรทั้งปลูกพืช เลี้ยงปลาให้กับโครงการพระราชดำริ จ.นครราชสีมา และหันมาทำฟาร์มเอง ที่ จ.หนองบัวลำภูเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพาะพันธุ์ปลาหลายชนิดจำหน่าย แต่ในช่วง 2-3 ปีมานี้คนสนใจเลี้ยงปลากดเหลืองกันเยอะ จึงเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองขายปีหนึ่งมากกว่าล้านตัวเลยทีเดียว

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่คนจะหันมาสนใจเลี้ยงปลากดกันเยอะ เพราะราคาหน้าบ่อสูงกว่าปลาอื่นๆ อย่างปลานิลราคาหน้าบ่อ 25 บาท ปลาสลิด 40 บาท ปลาสวาย 10-15 บาท ปลาหมอ 70 บาท ปลากดเหลือง 100 บาท นอกจากราคาดีแล้วปลากดเหลืองยังเลี้ยงง่าย ไม่จุกจิก อัตราการรอดสูงอีกด้วย จึงทำให้คุณต่อเองก็หันมาเลี้ยงปลากดเหลืองมากกว่าปลาอื่นๆเช่นกัน

จริงๆ การเลี้ยงปลากดเหลืองสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน บ่อปูน กระชัง หรือบ่อที่ปูพลาสติก แต่ที่แนะนำในครั้งนี้จะเป็นการเลี้ยงในบ่อดินซึ่งปลาจะเติบโตเร็ว ต่างจากบ่อปูน หรือบ่อพลาสติกซึ่งจะควบคุมอุณหภูมิของน้ำได้ยากกว่าทำให้อัตราการเจริญเติบโต ช้ากว่า การเตรียมบ่อเลี้ยงโดยทั่วไปก็จะตากพื้นบ่อให้แห้งพร้อมทั้งปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาด ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาว

แต่คุณต่อบอกว่าปลากดเหลืองเป็นปลาที่ไม่ค่อยมีโรคจึงไม่จำเป็นต้องโรยปูนขาวแต่จะสร้างสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ การเลี้ยงในบ่อดินจึงเหมาะสมที่สุด มีบางแห่งจะเลี้ยงในบ่อปูน หรือใช้ผ้าใบปูพื้นบ่อซึ่งคุณต่อบอกว่าการเลี้ยงในสภาพนี้จะควบคุมอุณหภูมิได้ยากกว่าการเลี้ยงในบ่อดิน ทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร โตช้าอีกด้วย

ปล่อยลูกพันธุ์ปลากดเหลืองบนบ่อเลี้ยง
ขนาดบ่อที่นิยมเลี้ยงจะเป็นบ่อขนาด 1 งาน ซึ่งเป็นขนาดที่จัดการง่ายทั้งการเลี้ยงและการจับขายเพื่อป้อนตลาด หลังจากเตรียมบ่อเสร็จก็จะสร้างอาหารธรรมชาติให้กับลูกปลาโดยใส่ฟางข้าวรองพื้นก้นบ่อ มองว่าไม่ให้ฟางหนาหรือบางเกินไป แล้วใส่ปุ๋ยคอก เช่น ขี้วัว ขี้ไก่ อัตราประมาณ 60-100 กิโลกรัม/ไร่ จากนั้นจึงนำน้ำเข้าบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ ระดับน้ำช่วงแรกอาจจะสูง 20-30 ซม. ในช่วงอนุบาล

จากนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับน้ำลึก 1 เมตร และรักษาระดับน้ำขนาดนี้ไปตลอดการเลี้ยง หลัง 3 วันที่ปล่อยน้ำเข้ามาก็จะเกิดอาหารธรรมชาติหรือไรแดงขึ้นมา จึงปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง บ่อขนาด 1 งานนี้จะปล่อยลูกปลาขนาด 1 นิ้ว ได้ 3,000 ตัว ซึ่งราคาลูกปลาไซด์นี้ราคา 2.50 บาท การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของ น้ำ ในถุงและน้ำในบ่อให้เท่าๆกันก่อน โดยแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาทีจึงปล่อยลูกปลา เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลาควรเป็นเวลาตอนเย็นหรือตอนเช้า

เน้นอาหารธรรมชาติ เสริมอาหารเม็ดบ้าง
คุณต่อบอกว่าเราสามารถลดต้นทุนค่าอาหารด้วยการให้ไส้เดือนซึ่งปลากดเหลืองจะชอบ โดยบ่อเลี้ยงไส้เดือนควรทำไปพร้อมกับการเลี้ยงปลาเลย ซึ่งไส้เดือนที่จะนำมาเป็นอาหารปลากดนั้นจะเลี้ยง 1 เดือน การเลี้ยงไส้เดือนจะทำในบ่อปูน และให้อาหารธรรมชาติพวกเศษผัก ใบไม้ หญ้าและอาหารธรรมชาติอื่นๆ อัตราการให้ไส้เดือน 4 กก.ต่อพื้นที่ 1 งานทุกวัน ไส้เดือนเป็นอาหารธรรมชาติที่จะช่วยให้ปลากดเหลืองเติบโตเร็วและประหยัดต้นทุนค่าอาหารเม็ดได้อย่างมาก

สำหรับอาหารเม็ดจะให้ช่วงอนุบาล 30 วันแรก ใช้อาหารลูกอ็อด หลังจากอนุบาล 30 วันแล้วเปลี่ยนมา ให้อาหารปลาดุกเล็ก หลังจากใช้อาหารปลาดุกเล็ก ครบ 30 วัน เปลี่ยนมาใช้อาหารปลาดุกกลางจนโตพร้อมจับ (ถ้าเลี้ยงเกิน 6 เดือน เพื่อจะจับปลาอายุ 1 ปี ให้ใช้อาหารปลาดุกใหญ่หลังจากปลาอายุ 6 เดือน จนถึง 12 เดือน) ถ้าสามารถหาอาหารพวกโครงไก่บด เศษปลา อาหารสดจะดีมากๆ สำหรับเลี้ยงปลาและยังมีต้นทุนที่ถูกกว่าด้วย

โดยราคาอาหารเม็ด ถ้าเป็นอาหารลูกอ๊อด อาหารปลาดุกเล็กจะอยู่ที่กระสอบละ 450-550 บาท อาหารปลาดุกกลางอยู่ที่ 400-500 บาท ปลากด 1,000 ตัว จะใช้อาหารประมาณ 10 กระสอบขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติในบ่อนั้นๆด้วย โดยอาหารเม็ดจะให้วันละ 2 มื้อ ประมาณ 1-2 ถ้วย ควรจะให้พอดีโดยไม่ให้ปลาอิ่มเกินไปและไม่มีอาหารเหลือให้กลายเป็นของเสียในบ่อ

นอกจากนี้ยังควรเสริมวิตามินให้กับปลาด้วย ปกติแล้วคนเลี้ยงทั่วไปจะใช้วิตามินสังเคราะห์ แต่คุณต่อใช้วิตามินธรรมชาติ นั่นคือ มะขามเปียกนำมาคั้นน้ำแล้วไปคลุกเคล้ากับอาหารเม็ด อัตราการใช้มะขามเปียก 3 ขีดต่ออาหารเม็ด 1 กก. ซึ่งมะขามเปียกถือเป็นวิตามินธรรมชาติชั้นดีเลยทีเดียว

เลี้ยง 5 เดือน จับขายได้ปลาขนาด 4-7 ตัว/กก.
คุณต่อบอกว่า การเลี้ยงปลากดในบ่อดินตามวิธีการที่บอกจะสามารถจับขายได้หลังปล่อยลงเลี้ยงประมาณ 4-5 เดือน โดยจะได้ปลาขนาด 4-7 ตัว/กก. หรือน้ำหนักตัวประมาณ 150-300 กรัมซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดนิยมบริโภค พื้นที่ 1 บ่อ ขนาด 1 งาน จะได้ปลาประมาณ 500-700 กก. ราคาหน้าบ่อ 110-120 บาท/กก. เท่ากับ 1 บ่อ ขนาด 1 งาน จะมีรายได้โดยประมาณ 50,000-60,000 บาท

หากต้องการปลาขนาดใหญ่ขึ้นก็เลี้ยงนานขึ้น โดยระยะเวลาในการเลี้ยง 7 เดือน ก็จะได้ปลาขนาดน้ำหนักตัวระหว่าง 400-500 กรัม ปลากดเหลืองเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ไม่ค่อยมีโรค อัตราการรอดตายค่อนข้างสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราแลกเนื้อค่อนข้างสูงการเลี้ยงปลากดเหลือง ให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้น สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและกระชัง การเลี้ยงในบ่อดิน

การเลี้ยงในบ่อดินควรปรับสภาพบ่อ โดยใช้หลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาทั่ว ๆ ไปดังนี้
1 ตากพื้นบ่อให้แห้งพร้อมทั้งปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาด
2 ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาวในอัตราประมาณ 60-100 กิโลกรัม/ไร่
3 ใส่ปุ๋ยคอก เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ สำหรับลูกปลาควรใส่ปุ๋ยคอกในอัตราประมาณ 40-80 กิโลกรัม/ไร่
4 นำน้ำเข้าบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ ระดับน้ำลึก 30-40 เซนติเมตร วันรุ่งขึ้นจึงปล่อยปลาและเพื่อให้ลูกปลามีอาหารกิน

ควรเติมไรแดงในอัตราประมาณ 5 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากนั้นจึงให้อาหารผสมแก่ลูกปลา ก่อนที่จะนำลูกปลามาเลี้ยง ควรตรวจดูด้วยว่าเป็นลูกปลาที่มีสุขภาพดีและแข็งแรง

การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยง จะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่า ๆ กันก่อน โดยแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาทีจึงปล่อยลูกปลา เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลา ควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเข้า

การเลี้ยงปลากดเหลืองในบ่อดินขนาด 2 ไร่จำนวน 2 บ่อ ของเกษตรกรกิ่งอำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ในอัตราการปล่อยปลาขนาดความยาว 15.0-17.0 เซนติเมตร น้ำหนักระหว่าง 22-42 กรัม ตารางเมตรละ 1 ตัวหรือ ไร่ละ 1,600 ตัว โดยให้อาหารจำพวกปลาเป็ดสับผสมวิตามินและแร่ธาตุ ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 7 เดือน จึงจับปลาจำหน่าย ได้น้ำหนักปลาทั้งสิ้น 2,125 กิโลกรัม เป็นผลผลิตไร่ละ 1,062.5 กิโลกรัม น้ำหนักตัวระหว่าง 400-500 กรัม (ประมาณ 2.40 ตัว/กิโลกรัม) ได้ปลา 5,110 ตัว อัตราการรอดตาย 78.82 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ปริมาณอาหารทั้งหมด 9,562 กิโลกรัม มีอัตราแลกเนื้อ (FCR) เท่ากับ 1 : 45

Facebook Comments Box

Leave a Reply