“ยาเขียว” ยาดีของไทยไม่เเพ้เมืองนอก ดีต่อตับ

ยาเขียว คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นยาตำรับที่ยังใช้กันอยู่ เรามีเคล็ดลับทีเด็ด ที่ใช้รักษาและแก้อาการไข้ ตัวร้อน ผื่นอีสุกอีใส หายไวไม่ต้องกลับมาเป็นซ้ำอีกเมื่อเราลองหันมองย้อนกลับไปในอดีต น้อยคนนักที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไข้ออกผื่นและ ตัวเลือกไม่กี่อย่างที่จะสามารถจัดการกับอาการเหล่านั้นได้ นั้นก็คือ “ยาเขียว”

หลายๆคนคงขยาดกับยาเขียวและคงพูดว่า “ไม่เอาอีกแล้ว ไม่กินอีกแล้ว มันขมมาก” บางคนอาจจะเคยรู้จัก ได้ยิน หรือเคยใช้แต่ไม่รู้จัก เพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่าน ผู้เขียนจักได้นำเสนอถึงเรื่องราวของยาเขียวให้กับท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้…

ยาเขียวในอดีต รองศาสตราจารย์รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความเป็นมาและเรื่องเล่าของตำรับยาเขียว อาจารย์ได้เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองว่า

“เชื่อกันว่ายาเขียวน่าจะมีการใช้มาตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ก็ไม่พบหลักฐานการบันทึกไว้ ที่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน คือในคัมภีร์แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ชาวบ้านในอดีตเมื่อลูกเป็นไข้ออกผื่น แม่ก็จะอุ้มลูกไปหาหมอพื้นบ้าน แล้วหมอก็จะมีการสั่งจ่ายยา ให้เป็นยาปรุงเฉพาะราย ทั้งกิน และกวาดคอ

สำหรับในหมอพื้นบ้านจะใช้โดยอาศัยประสบการณ์ของหมอพื้นบ้านเอง บางทีก็เรียกว่ายาผีบอก และจะเป็นการสืบทอดตำรับกันผ่านคนในครอบครัวด้วยกันเอง” ต่อมาเมื่อการแพทย์แผนไทยลดลง การใช้ยาเขียวก็ลดลงตามลำดับ กลับมานิยมกันมาขึ้นเมื่อเริ่มมีอุตสาหกรรมยาไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 7 – ต้นรัชกาลที่ 8 ชาวบ้านคุ้นเคยการใช้ยาเขียวมากขึ้น ในลักษณะที่เป็นผงยาบรรจุในซองกระดาษ มีการนำเทคนิคการพิมพ์เข้ามา

จึงทำให้มีการพิมพ์ซองมากขึ้น นำไปสู่การใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพราะว่ายาเขียวเป็นยาสำคัญสำหรับเด็ก ไม่กี่ตำรับที่ใช้ได้ผลดีในขณะนั้น จากแต่ก่อนแม่จะอุ้มลูกไปหาหมอพื้นบ้าน มาถึงตอนนี้ชาวบ้านก็สามารถหาซื้อยาเขียวมาใช้เองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ยาเขียว สุดยอดตำรับโบราณ ถูกและดีไม่แพ้ของนอกแน่คนโบราณนิยมกินแทนยาพารา ดีต่อตับเป็นอีกหนึ่งสาระประโยชน์ดีๆ สำหรับในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาทำความรู้จกกับ “ยาเขียว” ยาดีของไทยไม่เเพ้นอก คนโบราณนิยมกินแทนยาพารา ยาเขียว ที่เป็นยาสมุนไพรไทยของเรา ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของอาการเหล่านี้ได้ดีมาก ๆ ที่สำคัญไม่มีโทษต่อร่างกายของเราอย่างแน่นอน

โดยสรรพคุณดั้งเดิมของยาเขียวนั้น แก้ได้ตั้งแต่เป็นไข้ ร้อนใน ง่าย ๆ ว่าถ้ารู้สึกตัวรุม ๆ เหมือนจะเป็นไข้ ตากฝน เพลียแดด ปวดหัวตึ้บ ๆ สามารถกินยาเขียวได้เลย ซองละ 5 บาทเท่านั้น แถมยังช่วยบำรุงตับ บำรุงร่างกาย ไม่สร้างผลเสียเหมือนยาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ทุกวันล้านเปอร์เซ็นต์

ทางเพจ สมุนไพรหมอศุภ ยังบอกเคล็ดลับการแก้คัดจมูกมาด้วย วิธีง่าย ๆ บ้าน ๆ คนเฒ่าคนแก่ใช้มานานนมนั่นก็คือการทุบหอมแดง 2-3 หัว ใส่แก้ว เติมน้ำร้อน แล้วเอามาดมแทนการกินยา จมูกโล่งเฉยเลย! อาการปวดหัวนี้ เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

แต่ทราบหรือไม่ว่าอาการปวดหัวนั้นสามารถจำแนกได้เป็น 8 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน ตามสาเหตุและอาการ สำหรับอาการปวดหัวทั้ง 8 ประเภทนี้มาฝากกันค่ะ เพื่อเวลาที่พบคุณหมอจะได้อธิบายกันได้ง่าย ๆ และคุณหมอจะได้ช่วยให้คำแนะนำได้อย่างตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย

1)อาการปวดหัวที่มาจากความเครียด อาการปวดหัวประเภทนี้ จะรู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างเหมือนมีแรงกดจากภายใน แต่จะไม่ปวดแบบตุบ ๆ บางรายจะรู้สึกปวดที่บริเวณต้นคอ หลัง และไหล่ร่วมด้วย

2). อาการปวดหัวที่มาจากเส้นประสาทฟัน หากมีปัญหาสุขภาพฟันก็อาจจะทำให้มีอาการปวดหัวร่วมด้วย โดยจะให้ความรู้สึกปวดหัวได้ทั้งสองข้างหรือข้างเดียวก็ได้ และจะปวดเหมือนมีอะไรมารัดที่ศีรษะ และมีอาการปวดรอบกระบอกตา ร้าวไปจนถึงแถวกรามและขากรรไกร

3). อาการปวดหัวแบบไมเกรน จะมีอาการปวดหัวข้างเดียว และจะปวดมากจนอาจมีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนร่วมด้วย แต่ในบางรายก็อาจจะปวดหัวได้ทั้งสองข้าง แต่จะปวดแบบตุบ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4). อาการปวดหัวจากการขาดคาเฟอีน เป็นอาการปวดหัวหากไม่ได้รับสารคาเฟอีนในชาหรือกาแฟในช่วงเวลาที่เคยรับประทาน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดหัวตื้อ ๆ และรู้สึกหนักหัว ร้าวไปจนถึงบริเวณกระบอกตา ในบางรายอาจจะมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย

5). อาการปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ จะมีอาการคล้ายตอนเป็นหวัด แต่อาการปวดหัวนี้จะปวดแบบหน่วง ๆ บริเวณหน้าผาก กระบอกตา รวมทั้งบริเวณโหนกแก้มด้วย

6). อาการปวดหัวแบบเรื้อรัง จะมีอาการปวดหัวแบบหน่วง ๆ ติดต่อกันมากกว่า 15 วันต่อเดือน หรือจะมีอาการปวดหัวมากกว่า 3 เดือน ร่วมกับมีอาการเป็นไข้ และจะปวดเมื่อร่วมกับบริเวณคอและไหล่ร่วมด้วย

7). อาการปวดหัวช่วงเป็นประจำเดือน ฮอร์โมนก็มีส่วนสำคัญทำให้เกิดอาการปวดหัวได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอาการปวดหัวเมื่อมีประจำเดือน และมีไข้ทับระดู ซึ่งอาการปวดหัวนี้จะมีก่อนหรือหลังประจำเดือนมา ประมาณ 2 – 3 วัน ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นอาการไมเกรนในระยะเริ่มแรกได้อีกด้วย

8). อาการปวดหัวแบบรุนแรงและเฉียบพลัน จะรู้สึกปวดหัวเหมือนได้รับแรงกระแทกที่หัว จะรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง รวมทั้งมีอาการชาบริเวณใบหน้า ลิ้น และปาก รวมทั้งมีอาการหน้ามืดแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจมีผลมาจากความดันโลหิตสูง หรือเนื้องอกก็ได้

แต่ทั้งนี้ แม้อาการปวดหัวอาจจะเป็นอาการที่ใครก็สามารถเป็นได้ แต่ถ้าเป็นกันบ่อย ๆ หรือหลายวันติดกัน แนะนำให้รีบไปพบแพทย์จะดีกว่านะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคใด ๆ ตามมานั่นเอง

Facebook Comments Box