คุณเคยสงสัยไหม ทำไมเวลาเป็นไข้ไม่สบาย ไปหาหมอถึงให้แต่ยาพารา

เป็นข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะอยากจะรู้จริงๆ เลยว่าเวลาที่เป็นไข้ ไม่สบายแล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วคุณหมอมักทืจะให้แต่ยาพาราเซตามอล จนทำเอาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม่ต้องจ่ายแค่ยาพารา ถ้ารู้แบบนี้ไปซื้อยาพารามากินเองก็ได้

79321809 – acetaminophen or paracetamol, medicine

โดยคุณหมอได้ออกมาตอบข้อสงสัยนี้ว่า ทำไมหมอถึงให้แต่ยาพารา ยาตัวอื่นไม่มีแล้วหรอ โดยเผยว่า

พาราเซตามอล หรือ อะเซตามีโนเฟน มีฤทธิ์แก้ปวดและลดไข้ ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่มักใช้เพื่อบรรเทาไข้ อาการปวดศีรษะ และอาการปวดเมื่อย และรักษาให้หายจากโรคหวัดและไข้หวัด พาราเซตามอลประกอบด้วยยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (NSAIDs) และโอปิออยด์ พาราเซตามอลมักใช้รักษาอาการปวดพื้นฐานถึงการปวดอย่างซับซ้อน

แล้วทำไมเวลาเป็นไข้ไปหาหมอถึงจ่ายแค่ยาพารา เพราะว่า ตามสถิติของกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ส่วนใหญ่ 95% มาหาหมอเพราะว่าเป็นไข้ไม่สบาย แต่เราสังเกตไหมว่าเวลาที่หมอจ่ายยาแล้วจะบอกว่าถ้า 3 วัน ไข้ไม่ลดให้กลับมาหาหมอ เพราะว่าจริงๆ แล้ว คนจะมักเป็นไข้แบบบ้านๆ ที่ร่างกายสามารถจัดการได้เองภายใน 3 วัน ถ้าเกิน 3 วันเราถึงมาตรวจอย่างละเอียดอีกที จะได้รักษาตามอากาศ ฉะนั้นแล้วหมอจึงต้องให้ยาพาราไปทานเบื้องต้นก่อนนั้นเอง

กระจ่างกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ ฉะนั้นแล้วตอนที่เป็นไข้ก็อย่าด่วนสรุปว่าต้องไปหาหมอทันที สังเกตอาการของตัวเองก็ก็ไดเพราถ้าไปคุณก็อาจจะได้พารามากินเหมือนเดิม

พื้นที่ 1 ไร่ ทำเกษตรผสมผสานรอบบ้าน รายได้ดี ผลผลิตไม่พอขาย

คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนที่ชอบทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็จะทำเรื่อยๆ แบบทีละเล็กละน้อย ต่อมาเมื่อเข้าสู่ชีวิตคู่จึงได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐมกับภรรยา ก็จะประกอบอาชีพเพาะเห็ด เลี้ยงกบ และตลาดจนการปลูกไม้ผลต่างๆ ไปด้วย

“ช่วงนั้นก็ไปอยู่ที่นครปฐมก่อน เราก็จะไปปลูกพวกไม้ผลต่างๆ เอาไว้ ต่อมาก็ผลิตกิ่งพันธุ์ขาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ม่อนเบอรี่ หน่อกล้วยทำหมด คราวนี้พอช่วงที่บึงกาฬเริ่มมีการปลูกยางพารามากขึ้น ก็เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งบริเวณรอบบ้านมันจะมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1 ไร่ เราก็คิดว่า ต้องหาอะไรมาทำให้เกิดประโยชน์ และสร้างเงินให้เราให้ได้ ก็ทำแบบผสมผสานไปเลยน่าจะดี”

กบในกระชังบก
เนื่องจากพื้นที่บ้านของเขาไม่สามารถที่จะทำบ่อสำหรับเลี้ยงปลาได้ เขาจึงได้เลือกเลี้ยงกบแทน โดยนำกบที่อยากเลี้ยงมาออกแบบให้อยู่ในกระชังบก ที่การเลี้ยงไม่มีอะไรยุ่งยากเพียงแค่ใส่น้ำนิดหน่อย และที่สำคัญกระชังบกยังประหยัดเนื้อที่ให้พอมีพื้นที่ว่างปลูกพื้นชนิดอื่นได้อีกด้วย

ซึ่งพืชที่ปลูกบริเวณบ้าน คุณสมพรชัย บอกว่า จะเลือกที่ให้ผลผลิตได้ไว ไม่ว่าจะเป็นมะเขือ พริก ถั่วฝักยาว มะม่วง มะนาว กล้วย และม่อนเบอรี่ โดยไม้ผลที่ปลูกไว้จะเป็นพันธุ์ดีที่ไปหาจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมาปลูกให้มีอายุที่เหมาะสม จากนั้นก็จะทำการตอนกิ่งเพื่อขายกิ่งให้กับเกษตรกรที่สนใจซื้อไปปลูกต่อไป

กิ่งพันธุ์มัลเบอรี่
“การเกษตรยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งคิดยิ่งได้เงิน ผมไม่ได้หยุดอยู่แต่เพียงเท่านี้ ผมอยากเรียนรู้อะไรมากขึ้น อะไรที่เขามีอบรมผมก็ไปศึกษาเสมอ อยากจะบอกว่า ใครที่คิดว่ามีพื้นที่น้อย กลัวจะทำเกษตรไม่ได้ ผมต้องบอกว่าทำได้ หาสิ่งที่เหมาะสมกับพื้นที่เรา เพราะเกษตรมีมากมายหลายอย่างให้เราเลือก อย่างตอนนี้รอบบ้านผม พื้นที่ 1 ไร่ ก็ทำการเกษตรที่อัดแน่นไปหมด และที่สำคัญทำเงินได้จริง ตรงไหนที่ว่างก็ปลูกพื้นผักสวนครัว ไม้ผล และที่สำคัญกิ่งพันธุ์ไม้ผลที่นี่ขายดีมาก อย่างต้นไม้ไม่จำเป็นต้องปลูกเพื่อเอาผลผลิต แต่เราสามารถหากิ่งพันธุ์ดีมาตอนกิ่งขายได้”
ซึ่งเวลานี้ คุณสมพรชัย บอกว่า มีความสุขมากที่ได้เลือกทำเกษตรแบบผสมผสาน เพราะสามารถทำเงินให้กับเขาได้หลายทาง เช่น การเลี้ยงกบ ก็สามารถขายได้ราคากิโลกรัมละ 100-130 บาท ส่วนกิ่งพันธุ์ไม้ผลที่ตอนขายก็ตกอยู่ที่กิ่งละ 100-150 บาท และส่วนพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้เพื่อกินเอง เมื่อผลผลิตมีมากพอก็สามารถนำไปขายทำเงินได้เช่นกัน โดยราคาก็จะได้ตามกลไกตลาด และที่สำคัญเป็นผักปลอดสารพิษอีกด้วย

เห็ดที่เพาะไว้ขาย

พืชผักสวนครัว

ผลผลิตเตรียมขาย
“การเกษตรไม่มีอะไรที่ยาก เราอยากจะรองปลูกอะไร เราก็ปลูก แล้วศึกษาให้รู้จริงว่า สิ่งที่เราจะปลูกนั้นเขาชอบสภาพอากาศแบบไหน โดยเริ่มจากสิ่งเล็กน้อยๆ พอเราสนุกเรามีความชำนาญมากขึ้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ทำชนิดอื่นไปเรื่อยๆ ที่ละความสำเร็จมันก็จะเกิด ต่อมาเรื่องของรายได้ พร้อมทั้งความสุข ผมบอกเลยว่ามีเกินร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน”

ผักเหลือใช้ นำกลับมาปลูกลงดินใหม่ได้

ผักเหลือใช้ นำกลับมาปลูกลงดินต่อได้
ผักหลายๆชนิด ที่เราซื้อจากตลาดเพื่อมาทำอาหาร ก็มักจะไม่ได้ใช้หมดทุกส่วน ส่วนที่ไม่ได้ใช้ก็ทิ้งไป จริงๆแล้วเศษผักที่เหลือใช้หลายชนิด สามารถนำมาปลูกใหม่ได้ และการนำมาปลูกจะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ่ายตลาดได้มากเลยทีเดียว วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปลูกเศษผักเหลือกิน ให้กลับมาลงดิน ไว้เก็บกินใหม่ได้

  1. หอมแดง

ใช้หัวหอมแดงที่ซื้อมาจากตลาด แล้วหาภาชนะมาใส่ อาจจะเป็นขวดพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว นำมาตัดกลางขวดออก แล้วใส่น้ำไว้ ส่วนหัวให้หงายขึ้น แล้ววางซ้อนลงไปในขวด (ตามภาพ) จากนั้นก็เอาหัวหอมวางไว้ด้านบน โดยให้รากหัวหอมแดงโดนน้ำ ทิ้งไว้ 2-3 วัน รอให้รากงอก จากนั้นค่อยนำไปปลูกลงดิน รออีก 10-12 วัน ก็จะมีต้นงอกขึ้นมา หลังจากนั้นสามารถเก็บต้นหอมไปรับประทานได้เลย

  1. ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่งที่ซื้อมาทำกับข้าว เรามักจะตัดเอาส่วนรากออกอยู่แล้ว คราวนี้ก็ให้ตัดจากโคนพร้อมรากขึ้นมา 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่น้ำไว้ท่วมราก รอ 2-3 วัน เพื่อให้รากงอกยาวขึ้น ก็สามารถนำไปปลูกลงกระถางได้เลย ใช้วลาประมาณ 10-12 วัน ใบใหม่จะเริ่มงอกยาวขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด 60-65 วัน ถึงจะโตเต็มที่พร้อมเก็บ

  1. แครอท

แครอทให้ตัดเฉพาะส่วนหัว แล้วนำไปวางไว้ในถาด จากนั้นก็เติมน้ำเล็กน้อยใส่ถาด รอให้ใบอ่อนของแครอทงอกออกมา ซึ่งใบอ่อนแครอทนั้นสามารถนำไปทำอาหารได้หลายอย่าง ก็สามารถตัดไปรับประทานได้เลย แต่หากต้องการรับประทานส่วนหัว ก็ให้นำไปปลูกลงดินตามปกติ แล้วรอโตเต็มที่ก็เก็บได้เลยค่ะ

  1. ผักชี

ผักชีที่นำมาไว้ตกแต่ง เป็นผักชีโรยหน้า ส่วนของรากหากยังไม่ได้ใช้ ก็ให้นำรากพร้อมลำต้นประมาณ 2-3 นิ้ว ไปแช่ไว้ในแก้วทรงสูง และวางแก้วไว้บริเวณที่มีแดดส่องถึง รอให้รากเริ่มงอก ก็นำไปปลูกลงดิน ปลูกใส่กระถางได้เลย ใช้เวลาประมาณ 14 วัน ก็จะเริ่มเห็นใบอ่อนของผักชีงอกออกมาแล้วค่ะ สามารถเก็บส่วนใบไปทำอาหารได้เลย หรือจะใช้ส่วนรากไปต้มใส่น้ำซุปเพิ่มความหอมก็ยังได้

  1. ตะไคร้

ตะไคร้เมื่อหั่นไปทำอาหารแล้ว เหลือแต่โคนล่างของลำต้น ให้นำโคนของต้นตะไคร่ไปแช่ในแก้วน้ำทรงสูง ตั้งทิ้งไว้บริเวณที่มีแดดส่อง ประมาณ 7 วัน ก็จะเริ่มมีรากงอกออกมา ให้นำไปปลูกลงดินได้เลยค่ะ

  1. ผักคื่นช่าย

ให้ตัดตรงท่อนปลายของลำต้นที่เหลือจากการใช้งาน จากนั้นก็นำไปวางลงในชาม หรือแก้วที่ใส่นำไว้เล็กน้อย แล้ววางไว้ในที่แสงแดดส่องถึง หมั่นเติมน้ำบ่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 7 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นใบอ่อนยอดงอกออกมาจากโคนต้น ก็นำไปปลูกลงดินได้เลยค่ะ

  1. ผักกวางตุ้ง

ใช้ส่วนโคนของผักที่เหลือจากการใช้งาน ให้นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเห็นใบอ่อนออกมาจากโคนต้น ก็ให้นำไปปลูกลงดินได้ลเยค่ะ

  1. กระเทียม

วิธีการคือ ให้นำหัวกระเทียม (เลือกที่แก่หน่อยนะ) เอาไปวางบนกระดาษทิชชูที่แช่น้ำไว้ แล้วนำไปตั้งไว้ในที่ที่แสงแดดส่องถึง หมั่นพรมน้ำให้กระดาษทิชชู่ชุ่มน้ำตลอดเวลา และเมื่อสังเกตเห็นว่ามียอดงอกออกมา ก็ให้นำไปปลูกลงดิน หรือในกระถางได้เลยตามความสะดวก

ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีมากๆเลย ไม่ต้องทิ้งเศษผักเหลือๆให้เปล่าประโยชน์ แถมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปจ่ายตลาดซื้อผักได้อีกด้วย นำมาปลูกไว้กินใหม่ได้อีกหลายรอบเลยล่ะ

ขอบคุณข้อมูล : postnoname

เทคนิคทำให้ต้นพริกให้เก็บได้นานผลดกทั้งปี ด้วยกะปิผสมน้ำซาวข้าว

สูตรเทคนิคทำให้ต้นพริกให้เก็บได้นานผลดกทั้งปี ด้วยกะปิผสมน้ำซาวข้าว

ส่วนผสม
น้ำแช่ข้าวเหนียว หรือน้ำซาวข้าว 10 ล. กะปิ 1 ชช. เครี่ยง ดื่ ม 4 ฝา

วิธีทำ
น้ำแช่ข้าว 10 ล. ผสม เครี่ยง ดื่ ม 4 ฝา

กะปิ ละ ล า ย น้ำก่อน 1 ชช. แล้วผสมเข้าไป

ผสมทั้งหมดแล้วน้ำไปรดต้นพริก ทำให้ต้นงาม บำรุง ด อ ก ให้เยอะมีผลดก อยู่ได้นาน รดอาทิตย์ละครั้งพอ

เลี้ยงปลาหมอในบ่อผ้าใบ ปลาโตดี ได้คุณภาพ ตลาดมีความต้องการ

คุณเชาวลิต เพชรน้อย ประมงอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราฎร์ธานี ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอนี้มีการเลี้ยงปลาอยู่ประมาณ 300 ราย โดยมีปลาเม็งเป็นปลาพื้นเมืองของจังหวัดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก รองลงมาคือ ปลาดุก ปลานิล และปลาหมอ ซึ่งการเลี้ยงปลาของเกษตรกรในพื้นที่มีการใส่ใจเรื่องของการทำมาตรฐาน จีเอพี จึงส่งผลให้ปลามีคุณภาพ และจำหน่ายได้ราคาตามมาตรฐานที่เกษตรกรสร้างขึ้น


“เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตร อย่างเช่น พืชมีราคาที่ตกต่ำ โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายได้หันมาเลี้ยงปลาเสริมรายได้มากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ที่หลากหลายช่องทาง ซึ่งปลาหมอเองก็สามารถที่จะเลี้ยงอยู่ภายในสวนยางพาราได้ โดยเรามีเกษตรกรต้นแบบที่เลี้ยงปลาหมอแบบครบวงจร โดยนำวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาใช้ สามารถผลิตปลาหมอได้คุณภาพและขายได้ราคาดี ดังนั้น ผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาก็ขอให้สนใจในเรื่องของการขึ้นทะเบียน ก็จะช่วยให้ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเวลามีปัญหาในด้านต่างๆ” คุณเชาวลิต กล่าว

คุณสัญชัย เพชรคง อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 5 ตำบลควนศรี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำปลาหมอมาเลี้ยงภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงให้อยู่ภายในบ่อผ้าใบ ทำให้ไม่ต้องขุดบ่อ สามารถจัดการในเรื่องของน้ำและระบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ปลาหมอโตดี มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าจากหลายๆ จังหวัดเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

คุณสัญชัย เพชรคง
จากพ่อค้าอุปกรณ์มือถือ

ผันชีวิตมาทำเกษตรคุณสัญชัย เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนได้มีร้านจำหน่ายอุปกรณ์มือถือ ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาดูแลสวนยางในที่ดินของตนเอง เมื่อราคายางพาราตกต่ำลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องมองหาอาชีพเสริมอย่างอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ จึงมองว่าในที่ดินของเขาเองมีแหล่งน้ำที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้มีความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลาภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและทำงานเพียงคนเดียวได้

อาหารที่ใช้เลี้ยง
“ผมเป็นคนที่ชอบทานปลาหมอ พอเราคิดว่าจะหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ จึงได้นำปลาหมอพันธุ์ชุมพรเข้ามาทดลองเลี้ยง โดยเราจะไม่เน้นเลี้ยงในบ่อดินเหมือนทั่วไป เพราะการทำแต่ละครั้งต้องจับให้หมดทีเดียวยกบ่อ ซึ่งทำให้ตลาดที่มารับซื้อรองรับได้ไม่หมด เราก็เลยมีแนวความคิดที่จะนำมาเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน มาปรับใช้เข้ากับการเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเลี้ยงภายในสวนยางพาราของผมเอง”

ซึ่งกว่าการเลี้ยงจะประสบผลสำเร็จเหมือนเช่นทุกวันนี้ คุณสัญชัย บอกว่า มีทั้งหาข้อมูลต่างๆ จากผู้ที่เลี้ยงประสบผลสำเร็จ และผู้เลี้ยงที่เจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ มาทดลองเลี้ยงด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกอยู่ 2 ปี ปลาหมอทุกตัวที่เลี้ยงก็เริ่มให้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

พื้นที่เลี้ยงปลาหมอที่อยู่ในสวนยางพารา
แม้เลี้ยงในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกปลาหมอก็โตได้ดี

เนื่องจากต้องการเลี้ยงโดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่ในเกิดประโยชน์สูงสุด คุณสัญชัย บอกว่า จึงได้นำปลาหมอมาเลี้ยงอยู่ภายในสวนยางพารา โดยใช้พื้นที่ตรงกลางระหว่างแถวต้นยางพาราที่มีความกว้างถึง 8 เมตร มาสร้างบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอ โดยบ่อจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 เมตร จึงทำให้มีพื้นที่ข้างละ 1 เมตร เดินทำงานได้สะดวก ทั้งกรีดยางและดูแลปลาหมอภายในบ่อ

“ช่วงแรกผมก็จะทำเป็นบ่อสี่เหลี่ยม ขนาด 4×6 เมตร แต่มีข้อเสียคือ รับแรงดันน้ำไม่ไหว ต่อมาจึงได้พัฒนาเป็นบ่อทรงกลม ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาด 6 เมตร แทน โดยขนาดความสูงบ่อ อยู่ที่ 1 เมตร ใส่น้ำเลี้ยงปลาอยู่ประมาณ 70-80 เซนติเมตร ก่อนที่จะนำปลาหมอมาปล่อยเลี้ยง ก็จะล้างทำความสะอาดบ่อให้เรียบร้อย เพราะบ่อเป็นผ้าใบขึ้นรูปมาจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการทำความสะอาด เราสามารถจัดการได้ดี พอใส่น้ำเตรียมพร้อมก็นำปลาหมอมาใส่เลี้ยงได้ทันที” คุณสัญชัย บอก

จำนวนปลาหมอที่ใส่เลี้ยงภายในบ่อ จะปล่อยอยู่ที่ 3,000 ตัว ต่อบ่อ โดยในช่วงแรกจะเลี้ยงด้วยอาหารลูกอ๊อดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 40 เป็นระยะเวลา 7 วัน จากนั้นจึงเปลี่ยนเลี้ยงด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามความเหมาะสมกับปากของปลาหมอ แต่ยึดโปรตีนให้อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงปลาจับจำหน่ายได้

ปลาหมอพันธุ์ชุมพร
ซึ่งระยะเวลาการเลี้ยงปลาหมอจนจับจำหน่ายได้ ใช้เวลาอยู่ที่ 4-5 เดือน จะได้ปลาหมอขนาดไซซ์อยู่ที่ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม เป็นไซซ์ที่ตลาดมีความต้องการเป็นหลัก

ในเรื่องของโรคที่เกิดขึ้นกับปลาหมอที่เลี้ยงภายในบ่อนั้น คุณสัญชัย บอกว่า ยังไม่พบปัญหาที่ทำให้ปลาเสียหาย เพราะบ่อที่เลี้ยงมีการทำความสะอาดและระบบจัดการที่ดี จึงทำให้ไม่เกิดการสะสมของโรค เมื่อเห็นว่าน้ำภายในบ่อมีสภาพที่ไม่ดี ก็จะถ่ายน้ำเก่าออก และใส่น้ำใหม่เข้าไปทันที จึงทำให้ปลาได้น้ำที่สะอาดอยู่เป็นประจำตลอดการเลี้ยง

จับส่งลูกค้า
เน้นสร้างตลาดเป็นเครือข่าย

ให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม

ในเรื่องของการทำตลาดจำหน่ายปลาหมอ คุณสัญชัย บอกว่า จะมีในเรื่องของการทำตลาดที่เป็นเครือข่าย โดยให้ทุกคนที่อยู่ในชุมชนต้องการมีรายได้ ก็จะมารับปลาหมอจากฟาร์มของคุณสัญชัยไปจำหน่าย โดยมีผลกำไรที่ให้เป็นผลตอบแทนได้อย่างไม่มีใครเสียเปรียบ จึงทำให้ในแต่ละเดือนปลาหมอในฟาร์มของคุณสัญชัยสามารถส่งออกขายได้ 6-7 ตัน ซึ่งมีทั้งพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดอื่นๆ เข้ามาติดต่อขอซื้อถึงที่ฟาร์มอีกด้วย

ขนาดไซซ์ใหญ่ 3 ตัว ต่อกิโลกรัม
“การเลี้ยงด้วยระบบนี้ พอเราจับปลาขายหมดแล้ว ล้างบ่อและใส่ปลาใหม่ลงไปเลี้ยงได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องมีการเสียเวลาเตรียมบ่อใหม่ จึงทำให้ปลาหมอที่เลี้ยงมีให้จับขายหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี โดยขายปลีกอยู่หน้าบ่อ กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนราคาขายส่ง จับแบบยกบ่อขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 85 บาท ซึ่งปลาหมอพันธุ์ชุมพรของเราทุกตัวจะเป็นปลาแปลงเพศเป็นตัวเมีย เมื่อจับขายแต่ละครั้งก็จะมีไข่ติดอยู่ที่ท้องด้วย” คุณสัญชัย บอก

น้ำที่ถ่ายออกจากการเลี้ยงปลา รดให้กับต้นยางพาราได้
สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาหมอ เป็นงานสร้างเงิน คุณสัญชัย แนะว่า สิ่งแรกที่ต้องมีเสียก่อนที่จะลงมือทำในการเลี้ยงปลาหมอคือ เรื่องของใจรัก โดยในการเลี้ยงต้องให้เวลาและเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ควรเลี้ยงแบบทิ้งขว้าง ผลผลิตที่ได้ก็จะออกมาไม่ดี แต่ถ้าเลี้ยงด้วยใจใส่มีระบบการจัดการที่ดี หาแหล่งอาหารดี ลูกพันธุ์ปลาดี การเลี้ยงก็จะประสบผลสำเร็จ เกิดเป็นรายได้ที่ดีอย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถาม หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเลี้ยงปลาหมอในบ่อผ้าใบได้ที่ คุณสัญชัย เพชรคง หมายเลขโทรศัพท์ (083) 016-5247    

วิธีทำปุ๋ยอินทรีย์จาก “ฟางข้าว” หมักไม่นาน ลดต้นทุนได้จริง

ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน

ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อดีตอธิบดีกรมการข้าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าว ทั้งฤดูนาปีและนาปรังคร่าวๆ กว่า 66 ล้านไร่

ในการทำนา 1 ไร่ จะให้ฟางข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วย ปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณ 5 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ประมาณ 1 กิโลกรัม และโพแทสเซียม ประมาณ 11 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีจุลธาตุที่เป็นประโยชน์จากการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกไม่น้อย และจากการประมาณการในแต่ละปีประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังข้าว ไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัน

ถ้าหากชาวนาในบ้านเราไม่เผาหรือทำลายฟางข้าว แต่ให้ไถกลบฟางและตอซัง หรือไถพรวนตีหมักลงดิน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหากดูจากตัวเลข ฟางและตอซังข้าวจำนวน 50 ล้านตัน จะเป็นธาตุไนโตรเจนประมาณ 330,000 ตัน ธาตุฟอสฟอรัสประมาณ 47,000 ตัน ธาตุโพแทส เซียมประมาณ 720,000 ตัน กำมะถัน ประมาณ 2,400 ตัน และธาตุอาหารอื่น ๆ ถ้าคิดเป็นตัวเลขประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือประมาณ 105 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดค่าปุ๋ยลงได้ทันที

แต่สิ่งสำคัญถ้าหากชาวนาไม่เผาฟาง ตอซัง จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ไปเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และจะช่วยลดอุบัติเหตุจากควันไฟ นอกจากนี้ฟางข้าวที่ไถกลบหรือไถพรวน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุดด้วย

โดยมีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ช่วยย่อยสลายฟางให้เร็วขึ้น โดยให้ปฏิบัติดังนี้
ช่วงก่อนที่จะเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ให้ทำน้ำหมัก พด. 2 ทำง่าย ๆ โดยการใช้กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมกับรำหยาบ 15 กิโลกรัม ใส่ถังหมักพลาสติกความจุ 100 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดลงในถังหมักพลาสติก ให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์ พด. 2 (ขอได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง) ซึ่งบรรจุอยู่ในซอง 1-2 ซอง ลงในถังหมัก ใช้ไม้คนให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาถังหมัก หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์น้ำหมัก จะใช้การได้โดยสังเกตจากการเปิดฝาถังหมักจะพบว่ามีเส้นใยเชื้อราจำนวนมาก

ซึ่งก็พอดีเกี่ยวข้าวเสร็จ หากชาวนารีบเตรียมแปลงก็ให้เอาน้ำหมักที่ใช้การได้แล้วนี้ เทใส่ในนาพร้อมกับการเอาน้ำเข้านาที่เกี่ยวแล้ว ในอัตราการใช้น้ำหมัก 10 ลิตร ต่อไร่ น้ำที่ไหลเข้านาจะกระจายน้ำหมักที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายฟางข้าวได้ดีไปทั่วแปลงนา ให้แช่น้ำหมักฟางและตอซังข้าวในระดับท่วมตอซังข้าว โดยแช่หมักนานประมาณ 10-14 วัน ฟางและตอซังข้าวจะเปื่อย สามารถไถพรวนดินตีหมักฟางข้าวได้อย่างสบาย ๆ ด้วย

วิธีการอย่างนี้ชาวนาจะสามารถทำนาได้มากรอบขึ้น และจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ส่วนหนึ่ง และยังส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดข้าววัชพืช ข้าวเรื้อ ข้าวค้างฤดู หรือเมล็ดวัชพืชได้อีกทางหนึ่งด้วย

“สูตรสูตรน้ำยาเร่งรากทำเอง” รากงอกเร็วมาก

เป็นอีกหนึ่งบทความที่เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายอย่าง นั่นคือวัสดุหุ้ม หรือกระถางดินปลูก เพื่อจะทำให้พืชสามารถมีรากใหม่ได้เร็วทันการใช้งาน
จึงมี สารเ ร่ ง ร า ก วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย แต่ทุกตัวมักจะมีราคาแพงและใช้ได้ค่อนข้างจำกัดจำนวน และไม่ได้เป็นสารจากธรรมชาติ บางชนิดหากผสมมาก
กลายเป็น โทษ มากกว่าประโยชน์ บางชนิดผสมน้อยไป ก็อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร วันนี้จะนำเสนอ สารเร่งรากพืช ที่ใช้วัสดุและมาจากธรรมชาติล้วนๆ
หรือเป็นสิ่งที่สามารถหามาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ราคาก็ไม่แพงมาฝาก ถือเป็นการทำเกษตรพอเพียงที่ได้ผลอีกทาง และยังเหมาะที่จะใช้กับระบบการทำเกษตรอินทรีย์ได้อีกด้วย

กะปิเร่งราก เคยได้ยินมานานแล้วว่า กะปิ ที่กินกับน้ำพริกปลาทูบ้านเรานี่ ใช้เร่งรากได้ดี แต่จะใช้อย่างไรให้ได้ผล มีคนเคยลองเอากะปิปั้นเป็นก้อนมาทำเป็นวัสดุสำหรับหุ้มกิ่งตอน ก็ได้ผลมาแล้ว แต่เปลืองโดยใช่เหตุ

กะปิอย่างดีกิโลกรัมละหลายร้อย ถ้าจะเอามาใช้แบบนี้ก็ไม่เหมาะ มีปราชญ์หลายท่านให้สูตรสำหรับสารเร่งราก ด้วยการใช้กะปิเร่งราก นี้ไว้ได้น่าสนใจคือ

นำกะปิเพียงปลายนิ้วก้อย มาห่อหุ้มกิ่งตอน

แล้วพอกด้วยขุยมะพร้าวผสมน้ำจนชุ่มแบบปกติ สามารถเร่งรากกิ่งมะนาวตอนได้เร็วกว่าการตอนด้วยวัสดุหุ้มปกติถึง 2 เท่า

สูตรกะปิเร่งรากนี้ ต้นแบบได้จากการทดลองของโรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่ได้รับรางวัลจาก ชนะการประกวดรางวัลชมเชย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ภาคตะวันออก ปี 2545

ว่าการศึกษาการตอนกิ่งชมพู่ กิ่งตอนไทรยอดทองและกิ่งตอนมะนาว ด้วยการทาฮอร์โมน ทากะปิจากกุ้งฝอยเพื่อเร่งการงอกรากของกิ่งตอน ตัวแปรที่ศึกษาได้แก่

ฮอร์โมนกะปิ

ส่วนประกอบต่างๆ ของกุ้งฝอย

และเกลือ

กะปิ และ เครื่องดื่มชูกำลัง

โดยนำกะปิสำหรับทำน้ำพริก ยี่ห้อใดก็ได้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อใดก็ได้ 1 ขวด ผสมให้เข้ากันดี

สำหรับใช้เป็นหัวเชื้อเร่งรากพืช

แล้วใช้น้ำเปล่า 5 ลิตร ผสมกับหัวเชื้อที่ทำขึ้นเอง 1 ฝาลิโพ

ใช้ฉีดพ่นกิ่งชำ กิ่งตอน หรือใช้สำหรับการแช่กิ่งชำ กิ่งตอน ได้ผลยิ่งนัก

ทั้งสองสูตรนี้ฉีดพ่นกล้วยไม้ที่ปลูกไว้

ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีมาก และก็น่าจะสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดที่ต้องการเร่งให้เกิดรากโดยเร็ว ใช้หัวเชื้ออ่อนสุดผสมน้ำเปล่าอัตราส่วน
หัวเชื้อ 1 ฝา ต่อน้ำเปล่า 5 ลิตร ใช้มากกว่านั้นเปลือง และให้ประสิทธิภาพเท่ากัน

จีนทำสำเร็จ ปลูกยางพาราพร้อมพัฒนาเครื่องกรีดยาง

เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นจริงๆครับ สำหรับประเทศจีน เพราะหากประเทศนี้สามารถผลิต หรือเพาะปลูกสิ่งใดได้ ประเทศเขาจะมีกำลังการผลิตสูงและส่งออกในราคาที่ถูกตัดราคาสินค้าประเทศอื่นมากๆ

ล่าสุด ประเทศจีนก็ถือว่าก้าวไกลไปอีกขั้น และเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ เพราะตอนนี้เขาสามารถปลูกยางพาราได้แล้ว แถมยังได้พัฒนาเครื่องกรีดยางพารา แบบไม่ง้อแรงคนอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหากมีการนำออกจำหน่ายอาจจะมีต้นทุนที่ต่ำ

การปลูกยางพาราที่ประเทศจีน

ล้ำมาก

กรีดอัตโนมัติเลย

สุดยอดเลย

ขึ้นชื่อพี่ใหญ๋ของเอเชีย จีนทำได้เกือบทุกอย่าง ประเทศอื่นก็ต้องเริ่มหวั่นๆกันแล้วล่ะครับ หากต่อไปจีนสามารถผลิตและส่งออกยางพาราได้เป็นจำนวนมากๆ เกษตรกรของไทยก็อาจจะประสบปัญหาเช่นกัน

ทำไม “ญี่ปุ่น” จึงปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงที่สุดในโลก

เพราะเหตุใด ญี่ปุ่นจึงสามารถปลูกข้าวได้สูงในระดับต้นๆ ของโลก ผมเคยอ่านหนังสือทำให้ทราบว่า ญี่ปุ่น เคยเป็นลูกค้านำเข้าข้าวจากไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันเขาผลิตได้เกินความต้องการแล้ว

ญี่ปุ่น เร่งพัฒนาระบบการทำนาอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในธรรมชาติ ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ผลผลิตของพืชจะสูงกว่าในเขตร้อน สาเหตุจากอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนมีความแตกต่างกันหลายองศา ซึ่งในฤดูร้อนมีแสงแดดจ้า การสังเคราะห์แสงดำเนินไปเต็มประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราที่สูง แต่พอตกกลางคืนอากาศเย็นลง การนำแป้งและน้ำตาลไปใช้ในกระบวนการหายใจจึงอยู่ในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้กระบวนการสะสมอาหารได้มากกว่าในเขตร้อนตามที่กล่าวมาแล้ว

อีกปัจจัยหนึ่งรัฐบาลจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรถือครองที่ดิน รายละ 1 เฮกเตอร์ หรือ 6.25 ไร่ เท่านั้น การทำนาของญี่ปุ่นจึงประณีตมากเป็นพิเศษ

เนื่องจากญี่ปุ่นมีอากาศร้อนเพียงระยะสั้นๆ เกษตรกรจึงเริ่มเพาะกล้าในกระบะเก็บไว้ในตู้อบที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ระยะนี้อากาศยังคงหนาวเย็น มีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หลังจากเมล็ดงอกแล้วจึงนำกระบะต้นอ่อนเข้าเก็บในโรงเรือนพลาสติก ที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ดูแลจนต้นกล้ามี 3 ใบ ก่อนนำออกไปปักดำด้วยเครื่องปักดำ ระยะนี้อากาศภายนอกอบอุ่นขึ้นแล้ว

เทคนิคสำคัญ คือ ในกลางเดือนสิงหาคม มีอากาศร้อนจัด เกษตรกรญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกจากแปลงนา 4 ครั้ง แต่ละครั้งทิ้งระยะให้ดินแตกระแหง แล้วจึงไขน้ำเข้าแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ก๊าซไข่เน่าและหญ้าที่ไถกลบลงดินก่อนการปักดำ ให้ระเหยไปในอากาศ เพราะว่าก๊าซทั้งสองชนิดเป็นพิษกับระบบรากของต้นข้าว ครั้งสุดท้ายคือ ครั้งที่ 4 เป็นระยะข้าวใกล้ออกรวง เมื่อดินแตกระแหง เกษตรกรจะหว่านปุ๋ยแต่งหน้า ให้เม็ดปุ๋ยตกลงตามรอยแยกของดิน เข้าใกล้ระบบรากมากที่สุด แล้วไขน้ำเข้ามา น้ำจะละลายดินปิดรอยแยกของผิวดิน เก็บรักษาปุ๋ยไว้ให้ละลายออกมาอย่างช้า ให้ต้นข้าวนำไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้น 7-10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีใส่ปุ๋ยด้วยวิธีหว่านลงดิน-พื้นนาโดยตรง ระยะนี้ต้นข้าวในแปลงจะเริ่มแทงช่อให้เห็นพอดี

ด้วยชาวนาญี่ปุ่นได้นำเอาวิธีการมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ทำให้สามารถยกระดับผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศสูงถึง 79 ถัง ต่อไร่ นี่เป็นน้ำหนักของข้าวกล้อง แต่หากคิดรวมทั้งเปลือกข้าวด้วย ค่าเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 120 ถัง ต่อไร่ สูงกว่าจีน ที่ผลผลิตเฉลี่ย 77 ถัง ต่อไร่ข้าวเปลือก ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น

ทำง่ายๆ ได้ที่บ้าน “ปลูกผักบนแคร่”ดูแลง่าย ให้ผลผลิตดี

การที่ปลูกผักไว้กินเองที่บ้าน ช่วยประหยัดรายจ่ายลงได้ ที่สำคัญยังปลอดภัย และสามารถทำเองได้ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ วิธีการง่ายๆ ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำมา คือ “การปลูกผักยกแคร่” หรือ “ปลูกผักบนแคร่” นั่นเอง ต้นทุน แคร่ปลูกผัก แคร่ละ 900-1,200 บาท เท่านั้น

ทำแคร่ 1 ชั้น ขนาด 1.2 คูณ 2.4 คูณ 1.0 เมตร ประมาณ 500-600 บาท
-ไม้ไผ่
-ตาข่ายไนล่อนรองพื้นที่ปลูก
-วัสดุเกาะยึด (ตะปูหรือเชือก)

วัสดุปลูก ประมาณ 20 บุ้งกี๊ และอุปกรณ์ให้น้ำ ประมาณ 300-400 บาท
-หน้าดิน ผสมปุ๋ยดอก
-วัสดุคลุมดิน (ฟางข้าว หรือ ใบไม้แห้ง)
-อุปกรณ์ให้น้ำ (บัวรดน้ำ หรือ สายยาง)

เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าผัก ขึ้นอยู่กับชนิดผัก ประมาณ 100-200 บาท
-ผักประเภทเครื่องปรุง (ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ จิงจูฉ่าย ฯลฯ)
-ผักประเภทกินใบ (กะหล่ำปลี คะน้า สลัดแดง หอมต้น)

ข้อดีของการปลูกผักบนแคร่

1.ปลูกได้แม้ในภาวะน้ำท่วม เพราะยกแคร่สูง มีอาหารยังชีพในช่วงน้ำท่วม และสร้างรายได้

  1. ปลูกและดูแลรักษาง่าย
  2. ปลอดภัยจากสารพิษ
  3. ให้ผลผลิต ได้ผลตอบแทนสูง (ขึ้นอยู่กับชนิดผัก)