ข้าราชการวัยเก๋า ผุดไอเดียกู้แล้วรวย ทำเกษตรพอเพียง ต่อยอดเงินกู้สวัสดิการ

หนี้สิน ปัญหาเรื้อรังของหลายครัวเรือนในประเทศไทย ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจาก รายได้ไม่แน่นอน ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพที่สูง สวนทางกับเงินเดือนที่ได้ ผลผลิตที่เป็นแหล่งรายได้ มีจำนวนไม่แน่นอน ทำให้รายได้ไม่คงที่ การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือเหตุผลอื่นๆ ก็สุดแท้แต่ หลายๆ คน เลือกที่จะแก้ปัญหาโดยการ กู้เงิน ทั้งในระบบของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมไปถึงกู้เงินนอกระบบ

“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณภัทธศาสน์ มาสกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 28 ประจำจังหวัดศรีสะเกษ วัย 58 ปี ที่มีแนวคิดน่าสนใจ ที่ยอมให้ตัวเองเป็นหนี้ เพื่อเอาเงินที่กู้มาต่อยอดสร้างรายได้

เขาให้สัมภาษณ์ว่า ตนทำอาชีพรับราชการมาได้ 36 ปี โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบด้านการเกษตร ผนวกกับทางบ้านมีที่ดินสวนที่พ่อแม่ยกให้อยู่จำนวนหนึ่ง และตนก็มองเห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นปรัชญาที่หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ดี อีกทั้งอาชีพรับราชการเอง ก็มีสวัสดิการช่วยเหลือด้านการเงิน อย่าง โครงการสวัสดิการเงินกู้ ชพค. ซึ่งให้สิทธิ์ดีและมีดอกเบี้ยถูก จึงคิดต่อยอดสวัสดิการที่มีสิทธิ์ใช้เข้ากับการทำการเกษตรที่ทำควบคู่กันมา

“ผมรับราชการมา 30 กว่าปี แล้วก็เริ่มมาทำสวนมะม่วงนอกฤดูกาลตอนปี 2532 ราชการเขาก็มีสวัสดิการที่ไว้ช่วยเหลือด้านการเงิน ซึ่งผมเองก็มีสิทธิ์ตรงนี้ก็เลยอยากจะใช้สิทธิ์ ก็ไปกู้เงินเขามาล้านสอง แล้วเอามาต่อยอดกับสวนมะม่วงที่ทำอยู่ เป็นการทำเกษตรพอเพียงแบบลงทุน แต่การขุดสระ เดินระบบน้ำ ซื้อพันธุ์มาปลูก มันใช้เงินเยอะ เงินจากการขายผลผลิตเมื่อได้มาก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ก็ค่อยๆ เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ พอทำได้ 3 ปี ก็ไปกู้เพิ่มอีกล้านแปด วงเงินเต็มเพดานแล้ว ก็เอาเงินที่ได้ มาต่อยอดทำปั๊มน้ำมัน” คุณภัทธศาสน์ กล่าว

คุณภัทธศาสน์ เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า สวนมะม่วงนอกฤดูของเขา เป็นสวนที่มีมะม่วงอยู่ทุกสายพันธุ์กว่า 4,000 ต้น ปลูกในพื้นที่กว่า 100 ไร่รวมกับสวนยาง แม้รายได้จะไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับราคาขายของผลผลิตที่ขึ้นลงอยู่ตลอด แต่สามารถสร้างรายได้ให้เขาได้ปีละประมาณ 500,000-800,000 บาท

จึงนำเงินมาหมุนเวียนทำ ร้านขายวัสดุทางการเกษตรเพิ่ม ต่อมาเขาได้แรงบันดาลใจจากคำกล่าวที่ว่า “แหล่งท่องเที่ยวสร้างได้” จึงพัฒนาต่อยอดมาทำเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรแบบพอเพียง เพื่อเดินตามรอยพ่อหลวง ร.9

“พอทำปั๊มเสร็จก็ทำเป็นร้านขายของ แล้วก็ต่อยอดไปเป็นแหล่งการเรียนรู้แบบพอเพียง โดยทำเป็นสวนผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด อาทิ เงาะ, ลองกอง, มังคุด แล้วก็ทุเรียน ซึ่งทุเรียนที่ขึ้นชื่อของศรีสะเกษ ก็คือทุเรียนภูเขาไฟ ที่ปลูกได้แค่ 3 อำเภอ คือ อำเภอกันทรลักษ์, อำเภอขุนหาญ และ อำเภอศรีรัตนะ ซึ่งบ้านผมก็อยู่ในอำเภอกันทรลักษณ์ ก็เลยปลูกทุเรียนภูเขาไฟเข้าไปด้วย” คุณภัทธศาสน์ กล่าวมาอย่างนั้น

ทุเรียนภูเขาไฟในสวนของเขา มีอยู่ประมาณ 800 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 100-200 ตัน โดยคุณภัทธศาสน์เก็บค่าเข้าสวนคนละ 40 บาท สามารถเลือกทานได้ทุกอย่าง ยกเว้นทุเรียน ซึ่งตั้งแต่เปิดสวนมา มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมสวน 10,000 คน ต่อปี จากนั้นเขาก็ต่อยอดพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2545 เกิดเป็นธุรกิจ “ปั่นคูณ โฮมสเตย์” รองรับเข้ากับสวนผลไม้ ที่ดึงดูดให้คนเข้ามาเยี่ยมชมมากมาย และแยกย่อยออกมาทำร้านกาแฟและห้องประชุมเพิ่มเติม

โฮมสเตย์ มีทั้งหมด 12 ห้อง ในช่วงที่เป็นเทศกาลผลไม้ เขาบอกว่า จะมีคนเข้ามาเที่ยวสวนกันเยอะ สวนผลไม้กับโฮมสเตย์ และร้านกาแฟ จึงกลายเป็นธุรกิจที่รองรับกันและกัน ทำให้เกิดรายได้ที่เขากล่าวว่า สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

“ยิ่งรายได้ผมมีมากเท่าไหร่ หักลบเงินที่ไปกู้เขามาแล้ว ผมก็เอาไปลงทุนกับสิ่งที่ทำให้ครบวงจรมากขึ้น ส่วนห้องประชุม ก็สร้างหลังทำโฮมสเตย์ได้ไม่นาน ผมมองว่าในศรีสะเกษ ยังไม่มีใครทำห้องประชุมใหญ่ๆ เลย มองยังไงมันก็ต้องมีที่รองรับการประชุมหรือสัมมนาบ้าง เลยสร้างห้องประชุมเพิ่ม ให้มีสระน้ำ นาข้าว จนปี 2555 ก็เสร็จหมด แล้วก็ต่อเติมนิดๆ หน่อยๆ มาเรื่อย จริงๆ ผมวางแผนไว้ว่า อยากให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจร เป็นที่ขึ้นชื่อของศรีสะเกษ ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาดูงานในแต่ละวันค่อนข้างเยอะ ก็ภูมิใจและดีใจที่คนให้ความสนใจกันขนาดนี้” คุณภัทรศาสน์ กล่าว

เห็นอย่างนั้นจึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า ครูส่วนใหญ่ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นหนี้เงินกู้ คุณภัทธศาสน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ออกมาว่า ตนเองก็ถือว่าเป็นหนี้เงินกู้เช่นเดียวกัน แต่เป็นหนี้ชั่วคราว เพราะเขากู้เงินมาต่อยอดสร้างรายได้

“การกู้เงินไปทำอะไรก็ตาม ถ้าไม่เอาไปต่อยอด การกู้เงินมาตรงนั้นก็จะทำให้เราเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะกู้มาจากไหน ดอกร้อยละเท่าไหร่ คุณต้องวางเป้าหมายในการกู้ของคุณด้วย ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร แล้วลงมือทำ พอมันสำเร็จใช้หนี้หมด คุณไม่ต้องมากังวลแล้วว่าจะหาเงินมาใช้หนี้” คุณภัทธศาสน์ กล่าวทิ้งท้าย

สาวโรงงาน ทิ้งเงินเดือน 5 หมื่น กลับบ้านเกิดทำเกษตรอินทรีย์ ส่งขายต่างประเทศ รายได้มากกว่าเงินเดือนที่ทิ้งมา

ยุคเศรษฐกิจขาลงเป็นวังวนที่เกิดขึ้นได้เสมอ จะผ่านอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต สุดท้ายจะกลับมาถึงจุดที่ถดถอยคล้ายกับเป็นวัฏจักรที่เมื่อถึงเวลาก็ต้องเจอ มีรุ่งเรือง มีตกต่ำ เหมือนกับชีวิตคนเรา เพียงแค่ต้องรับมือและใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่านั้น

คุณสงกรานต์ หาญไชยนะ (พี่สาว) อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแวง อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรสาวคนเก่ง อดีตประธานกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดกาฬสินธุ์ ปี’59 เล่าว่า เธอเรียนจบปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่งานประจำที่ทำก่อนลาออกกลับเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายที่เรียนมาเลย เธอทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับความสวยงามผลิตเครื่องสำอางส่งออกต่างประเทศ ได้รับค่าตอบแทนสูงถึงเดือนละ 50,000 บาท หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว นับได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่ก็ต้องมีเหตุจำเป็นที่ต้องลาออก หลายโรงงานที่ทำคล้ายกันเริ่มปิดกิจการไปเรื่อยๆ ถ้าทนอยู่ต่อ อาจจะเป็นโรงงานที่ตัวเองทำอยู่ จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ได้เงินมาก้อนหนึ่งเพื่อกลับไปทำสวนที่บ้าน

“ช่วงแรก เพื่อนๆ และชาวบ้านที่รู้ข่าวก็ตกใจ บ้างก็ถามหาเพราะความเป็นห่วง บ้างก็หาว่าบ้าทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นมานั่งลำบากตากแดดตัวดำทำเกษตร แต่ใครหละจะรู้ว่าที่เราต้องลาออกเพราะอะไร”

คุณสงกรานต์ หาญไชยนะ (พี่สาว)
ตัดสินใจ ทิ้งเงินเดือน 50,000 บาท
เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานในงานเกษตรเป็นครั้งแรก
หลังจากลาออกจากงานประจำ พี่สาวเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรด้วยการเพาะเห็ด โดยก่อนหน้าที่จะออกจากงานเธอมีการเตรียมความพร้อม ด้วยคำแนะนำจากเพื่อนให้ไปทดลองศึกษาหาความรู้การทำเกษตรที่โครงการลูกพระดาบส จังหวัดสมุทรปราการ ที่โครงการแห่งนี้มีพื้นที่กว้างกว่า 100 ไร่ เปิดอบรมสอนทำการเกษตรแบบครบวงจร ทั้งงานปศุสัตว์ ประมง ปลูกพืช โดยหลักสูตรแรกที่เธอเริ่มเรียนคือ การเพาะเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการทำก้อนเชื้อเห็ด การเปิดดอก และการแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เมื่อมีความรู้ในระดับที่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้ จึงลาออกจากงาน แล้วมาลงทุนเปิดฟาร์มเพาะเห็ดที่บ้านจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 40 โรงเรือน

ถือเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ในตอนนั้น โดยช่วงแรกยังไม่ได้มีการแปรรูป ขายแต่แบบสด เพราะในสมัยนั้นเห็ดกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่หาคนเพาะแล้วประสบความสำเร็จมีน้อย เห็ดที่เพาะขายจะเลือกลักษณะให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของภาคอีสาน คือร้อนชื้น เห็ดที่เหมาะกับการเพาะคือ เห็ดกระด้าง เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้า เพาะแล้วขายดีจนผลิตไม่ทัน จึงมีความคิดที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในชุมชนได้ทำเป็นอาชีพและมีรายได้เหมือนกัน

ปลูกเห็ดฟางกองเตี้ย หลังฤดูเกี่ยวข้าว
เมื่อชุมชนเริ่มทำเป็น เห็ดก็เริ่มเยอะขึ้น สินค้าล้นตลาด จากเคยเป็นเจ้าเดียวที่ส่งตลาดสมเด็จ กลายเป็นมีหลายเจ้า จึงต้องเริ่มกระจายสินค้าส่งไปหลายจังหวัด และในหลายจังหวัดก็เริ่มมีการเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดไม่ต่างกัน จึงกลายเป็นว่าเห็ดเริ่มขายยากขึ้นเรื่อยๆ

ทำได้ 4 ปี เริ่มคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะลำบากแน่ ต้องโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา จากเมื่อก่อนเป็นคนกำหนดราคาเอง ตอนนี้ต้องโดนกดราคา จึงนึกย้อนกลับไปตอนสมัยที่เรียนการแปรรูปเห็ด นำเห็ดสดที่มีอยู่มาแปรรูปเป็นหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งเห็ดสวรรค์ เห็ด 3 รส เห็ดอบกรอบ

จนถึงทีเด็ดคือ เฉาก๊วยเห็ด ใช้เวลาการลองผิดลองถูกนานเกือบ 4 ปี จนได้สูตรเฉาก๊วยเห็ดที่ยอดเยี่ยม คือการนำหญ้าเฉาก๊วยมาต้มเป็นน้ำก่อนแต่ไม่ต้องทำให้เป็นตัว แล้วนำเห็ดหูหนูมาล้างโซดาเพื่อล้างเมือกและดับกลิ่นสาบของเห็ดออก จากนั้นนำมาตุ๋นคู่กับเฉาก๊วยให้น้ำเฉาก๊วยเข้าไปในเนื้อเห็ด แล้วทีนี้เห็ดจะไม่มีกลิ่นและไม่มีเมือก รสชาติจะออกเหนียวปนกรุบกรอบ และมีกลิ่นหอมของเฉาก๊วยนิดๆ นำไปขายตามงานและตลาดต่างๆ ผลตอบรับดีมาก หากใครต้องการสูตรเพิ่มเติมสามารถติดต่อพี่สาวได้ ไม่หวงสูตร

พัฒนาจากฟาร์มเห็ด เป็นเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน
ส่งตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้หลักหมื่นต่อสัปดาห์
หลังจากเกิดเหตุการณ์เห็ดล้นตลาด พี่สาว บอกว่า เธอจำเป็นต้องลดขนาดโรงเรือนเพาะเห็ดลง จาก 40 โรงเรือน เหลือพื้นที่สำหรับเพาะเห็ดไว้ 1 งาน และเปลี่ยนพื้นที่เป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยมีความรู้มาจากโครงการลูกพระดาบสอีกเช่นกัน โครงการลูกพระดาบสสอนให้เข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ทำอย่างไรให้อยู่ได้ และอยู่รอด จึงเริ่มจัดสรรพื้นที่ที่บ้าน จำนวน 7 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 2 งาน พื้นที่เลี้ยงไก่พื้นเมือง 1 งาน เลี้ยงโค-กระบือ 1 งาน สระเก็บน้ำไว้ทำเกษตร 1 งาน โรงเรือนคัดแยกสินค้าเกษตร 1 งาน พื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป 1 งาน พื้นที่ปลูกผักและผลไม้ 2 ไร่ และพื้นที่ปลูกข้าว 3 ไร่

การทำเกษตรของพี่สาวเริ่มจาก
การขุดสระน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร 1 งาน สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี
เลี้ยงไก่พื้นเมือง เพราะถ้าเลี้ยงไก่ไข่ ค่าอาหารจะสูง จะถือเป็นการเพิ่มต้นทุน จึงเลือกเลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงแบบปล่อยให้หาอาหารกินเอง ในบริเวณพื้นที่ 1 งาน เลี้ยงจำนวน 40-50 ตัว 1 เดือน จับขาย 1 ครั้ง ขายเป็นไก่เนื้อ ราคากิโลกรัมละ 90 บาท อาหารที่ใช้เลี้ยงคือ ผัก ผลไม้ที่เก็บจากสวนผสมกับรำจากโรงสีข้าวเล็กๆ จึงมีทั้งแกลบ และรำ เอามาผสมเลี้ยงไก่ ช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เยอะมากแทบไม่ต้องใช้หัวอาหารเลย
ปลูกผัก ผลไม้ 2 ไร่ ปลูกสลับกัน ปลูกฝรั่งกิมจู ระยะกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ระหว่างแถวจะมีช่องว่างตรงกลางก็ทำเป็นแปลงผัก กว้าง 1 เมตร ปลูกสลับกันไป 1 วัน เธอมีหน้าที่ปลูกผัก แค่วันละ 2 แปลง เพื่อให้ได้เงินรายวันอย่างต่ำ วันละ 300-500 บาท อย่างผักบุ้ง 1 แปลง ลงทุนค่าเมล็ดพันธุ์ 150 บาท หว่าน 1 กิโลกรัม เก็บผลผลิตได้ประมาณ 50-80 กิโลกรัม ขายได้ 1,500 บาท ราคาจะดีหน่อยเพราะที่สวนมีมาตรฐานใบรับรองออร์แกนิกไทยแลนด์ แม่ค้าประจำที่รับซื้อจะเข้าใจเป็นอย่างดี และมีรถมารับถึงหน้าสวน ให้ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ตลอดทั้งปี
พืชผักสวนครัว ต้นหอม ขึ้นฉ่าย ผักชี พริก และอื่นๆ ในส่วนของพืชผักสวนครัวตอนปลูกจะต้องวางแผนให้ดี มีพืชเก็บขายเป็นระยะ หมายความว่า ถ้าเป็นพริก ต้องปลูกนานกี่เดือน และในขณะที่รอพริกโต จะสามารถปลูกผักอะไรแซมได้บ้าง อย่างที่สวนจะปลูกต้นหอมแซม กว่าพริกจะเป็นดอกก็ตัดต้นหอมขายได้ 3-4 ครั้ง เมื่อพริกเริ่มออกดอกก็จะหยุดปลูกพืชเข้าไปในแปลงพริก จะถือเป็นการปลูกผสมผสานในแปลงเดียว เพื่อประหยัดพื้นที่ และช่วยกำจัดโรคแมลงได้เป็นอย่างดี เพราะตามธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชจะเกิดความสับสนตอนบินมา อาจจะได้กลิ่นของต้นหอมแต่ผ่านไปสักพักได้กลิ่นเป็นพริก แมลงจะเกิดความสับสนและกลัวความเผ็ดของพริกก็จะหายไปเอง จึงไม่มีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชมากนัก

แปลงพืชผักสวนครัว พืชสร้างรายได้ประจำวัน
การจัดการดูแล ปลูกพืชแบบประหยัดต้นทุน
ปุ๋ยทำเอง จากส่วนผสมที่หาได้ในสวน
การทำเกษตรอินทรีย์ของพี่สาว พี่สาว บอกว่า น้ำ คือปัจจัยสำคัญ เธอจึงไม่เสียดายพื้นที่สำหรับขุดสระน้ำไว้ใช้โดยเฉพาะ จำนวน 1 บ่อ ใช้รดแปลงผัก ทำทั้งระบบสปริงเกลอร์ ระบบน้ำหยด และใช้สายยางรดเองบ้าง ค่าไฟใช้สูบน้ำเดือนละไม่เกิน 900 บาท

ปุ๋ย ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง เพราะที่สวนเลี้ยงไก่ วัว และควาย ก็จะนำมูลของทั้งสามอย่างนี้มาผสมกับแกลบสด 1 ส่วน รำ 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน น้ำหมักผลไม้ 1 ลิตร ใช้แทนอีเอ็ม ปูนขาว 1 กิโลกรัม เพื่อปรับสภาพดิน และใส่ พด.1 ผสมให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 90 วัน เป็นอันใช้ได้ หากครบ 90 วัน ใช้ไม่ทัน สามารถกรอกใส่ขวดไว้ใช้ต่อได้ ช่วยประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ทั้งหมด ทั้งยังช่วยให้ผลไม้มีรสชาติหวานกรอบกว่าที่อื่นอีกด้วย

พืชผักหลากชนิดปลูกหมุนเวียนภายในสวน
ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ควบคุมวัชพืช
แล้ง-ฝน ใช้วิธีต่างกันนิดเดียว
พี่สาว เป็นเกษตรกรที่ปลูกแบบผสมผสานกลางแจ้ง เธอจึงมีเทคนิคกำจัดวัชพืชแบบภูมิปัญญาชาวบ้านเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก การคุมวัชพืช จะมี 2 แบบ คือไว้ใช้ฤดูแล้งและฤดูฝน แต่พื้นฐานอย่างแรกที่ต้องทำทุกฤดูคือ การนำแกลบดำมาปูพื้นเพื่อไล่มด วิธีการคือ นำแกลบสดมาแช่น้ำทิ้งไว้จนแกลบเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะถ้าใช้แกลบสดเลยไม่ได้ เพราะจะยังมีกลิ่นหอมของรำอยู่ ถือเป็นการล่อให้มดมา แต่ถ้านำไปแช่น้ำรำจะเริ่มมีสีดำและมีกลิ่นที่มดไม่ชอบ

ขั้นตอนการกำจัดวัชพืชหน้าฝน …เมื่อโรยแกลบดำปูพื้นเสร็จ ให้นำหญ้าคาแบบเดียวกับที่ใช้มุงหลังคามาปูทับแบบบางๆ เพราะคุณสมบัติของหญ้าคาคือ ไม่เก็บความชื้นและแห้งเร็วที่สุด เพราะเราไม่ต้องการให้แปลงอมน้ำเก็บน้ำแล้วจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย และอีกประการหญ้าคาจะช่วยลดการกระทบของดินกับน้ำ เมื่อน้ำไม่กระแทกโดนดิน ดินก็ไม่สามารถกระเด็นโดนต้นผักได้ การที่จะเกิดโรคเน่า ใบเน่า หรือเชื้อรา ก็จะน้อยลง

ขั้นตอนการกำจัดวัชพืชหน้าแล้ง…ใช้แกลบดำโรยปูพื้นเหมือนเดิม แล้วเปลี่ยนจากหญ้าคาเป็นฟางข้าว ใช้คลุมดินแทน เพื่อที่ตอนรดน้ำฟางจะช่วยเก็บความชื้น ทำให้ผักที่ปลูกไม่แห้งเหี่ยว และสามารถประหยัดน้ำได้ 2 วัน รดน้ำแค่ 1 ครั้ง

ทำสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานรับรองออร์แกนิก
ราคาดี ต่อรองกับตลาดต่างประเทศได้
พี่สาว เล่าถึงการตลาดของผักอินทรีย์ให้ฟังว่า ทำไม เกษตรกรจำเป็นต้องทำเกษตรออร์แกนิกและต้องมีใบรับรอง เธอบอกว่า เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น จะพูดแต่ปากไม่ได้ว่าของตัวเองเป็นอินทรีย์ ต้องให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น และถ้าอนาคตจะพัฒนาส่งขายตลาดต่างประเทศก็ง่ายขึ้นด้วย

ทุกวันนี้เธอมีตลาดส่งอยู่หลายที่

ตลาดในชุมชนสมเด็จ
ตลาดกรุงเทพฯ มีแม่ค้าที่ขายผัก ผลไม้อินทรีย์โดยตรงเข้ามารับซื้อ
ตลาดต่างประเทศ สิงคโปร์และมาเลเซีย ส่งผ่านพ่อค้าคนกลางที่เขารู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ทำในรูปแบบเครือข่าย เพราะลำพังผลผลิตของเธอสวนเดียวคงมีไม่พอส่ง
ตลาดมาเลเซีย…เธอจะปลูกพริกเหลืองอินโดฯ ส่งรวมกับเครือข่ายคนอื่น ของเธอเก็บส่งได้ 200 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ ราคาขาย กิโลกรัมละ 80 บาท และเครือข่ายที่ส่งทุกสวนจะต้องมีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ด้วย

ตลาดสิงคโปร์… ส่งฝรั่ง แตงโม มะม่วง ราคาดี โดยมีเงื่อนไขกับตลาดต่างประเทศว่าขอเป็นราคาที่ตายตัว ขายราคาเดียวตลอดทั้งปี เช่น ฝรั่ง กิโลกรัมละ 40 บาท ตลอดทั้งปี 1 เดือน เธอส่งได้รอบละ 80-100 กิโลกรัม

นอกจากใบรับรองมาตรฐานแล้ว เกษตรกรทุกสวนจะต้องมีความซื่อสัตย์ เกษตรกรเครือข่ายทุกคนต้องวางแผนการปลูกและการเก็บให้ดี จะทำอะไรต้องนึกถึงผู้บริโภคหรือพ่อค้าที่รับของต่อจากเราไปด้วย เช่น ต้องมีการวางแผนการเก็บผัก จะต้องเก็บผักที่สดจริงๆ ไม่เก็บผักค้างคืนแล้วขายให้เขา เพราะเวลาที่พ่อค้าเอาไปต่อของก็ไม่สดแล้ว ลูกค้ากินรสชาติก็เสีย ที่เครือข่ายจึงทำเวลานัดหมายวันเก็บผลไม้ ทุกวันจันทร์นัดเก็บฝรั่ง ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายสอง 5 โมงเย็น ทุกอย่างต้องเรียบร้อย และต้องเก็บผลผลิตพร้อมกัน ถ้าใครเก็บก่อนหรือนำของเก่ามาส่งจะรู้ทันที หากลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราแล้ว นำไปตรวจถ้าเจอสารเคมีตกค้าง ทางเราก็จะมีรหัสเกษตรกรแยกอย่างชัดเจนว่าเป็นของใคร และถ้าเจอของเกษตรกรคนใดไม่ต้องจ่ายเงิน เกษตรกรที่ถูกตรวจเจอสารตกค้างจะโดนเตือนไว้ หากเกิดขึ้นเป็นรอบที่สองจะถูกตัดออกจากกลุ่มทันที

ส่วนต้นทุนกับรายได้ถือว่าคุ้ม ทำเกษตรแบบครบวงจร มีรายจ่ายน้อยมาก จะมีก็แต่ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักแค่บางชนิด ปุ๋ย น้ำ แทบไม่ต้องเสีย มีรายรับเต็มๆ สัปดาห์ละ 20,000-30,000 บาท พี่สาวกล่าวถึงทางรอดของเกษตรกรยุคใหม่

ขนุนแดงสุริยา รับประทานสุก เนื้อเหลืองอมแดง
ฝากถึงเกษตรกร ทั้งมือใหม่และมือเก่า
“ทำเกษตรอินทรีย์ ต้องทำให้ครบวงจร อย่างพี่ทำปุ๋ยเอง เลี้ยงสัตว์เอง ต้นทุนจะต่ำมาก แต่ถ้าไม่ได้เลี้ยงสัตว์เอง แล้วต้องไปซื้อขี้วัวขี้ควาย บอกตรงๆ ว่า ทำสู้เคมีไม่ได้”

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ คือจะต้องรู้ว่าพื้นที่ที่อาศัยสามารถปลูกอะไรได้บ้าง ดินมีสภาพเป็นอย่างไร
จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับพืชที่ตัวเองจะปลูกให้ดี
ต้องรู้กระแสของโลก ว่าตอนนี้ตลาดต้องการอะไร ซึ่งตอนนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ผู้บริโภคจะไม่เกี่ยงเรื่องราคา แพงแค่ไหนก็ซื้อ ขอแค่ให้ได้สินค้าที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพ และทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเขาซื้อสินค้าเราไป จะได้สุขภาพที่ดี การทำเกษตรอินทรีย์ที่ดี อยากจะบอกทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ทำให้มีใบรับรองแล้วคุณจะพูดได้เต็มปากว่า สินค้าเราเป็นสินค้าอินทรีย์ที่มีใบรับรอง มันจะทำให้ลูกค้ามั่นใจ สามารถตรวจสอบย้อนกลับสถานที่ผลิต วันเก็บเกี่ยวได้ และที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์ จะทำให้ลูกค้าเชื่อใจตลอดไป พี่สาวกล่าวทิ้งท้าย

พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

ความคิดคนเราเป็นเรื่องแปลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นว่าเล่น สมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็กมักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกกล่าวเล่าว่า ชาวเขา คนกลุ่มน้อยบนเขาเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่า ทั้งทำไร่เลื่อนลอย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราฝังใจและดูถูกว่าชาวเขาทำลายสภาพป่าในเมืองไทย

แต่ไปๆ มาๆ เราก็เรียนรู้กันใหม่ว่าชาวเขาอาจจะเป็นคนที่รักษาสภาพป่าเอาไว้ได้ดีกว่าใครเพราะป่าเป็นบ้านของเขา ป่าเป็นครัวของเขา ทำไร่เลื่อนลอยกลับเป็นการรักษาหน้าดินบนเขาสูงชันเพราะทำไร่แค่ 4-8 เดือน แล้วเลื่อนไปทำที่อื่นทิ้งไร่ตรงนั้นให้กลายเป็นป่าอีก 10 ปี ค่อยกลับมาเริ่มทำกันใหม่

แต่มาวันนี้คนเมืองใครๆ ก็สนใจไปนอนที่ย่านบ้านชาวเขา ไกลแค่ไหนทางคดเคี้ยวเท่าไรก็ไม่หวั่น เพราะหวังรับเอาบรรยากาศดีๆ ที่หาได้ยากในเมือง บางที่ต้องจองล่วงหน้า 3-7 วัน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่พร้อมหัวเราะในใจว่าชาวเราที่เคยดูถูกชาวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้กลับต้องมาง้อขอนอนบ้านบนดอยของเขา นี่แหละครับความคิดของคนเรามันเปลี่ยนกันได้เหมือนเรื่องราวดีๆ ฉบับนี้ที่ผมตั้งใจนำเสนอ

นักเรียนนอกรักการเลี้ยงวัว
พาท่านมาที่ Uncle Sam Cattle Ranch (อังเคิลแซม แคทเทิลแรนซ์) ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาพบกับ คุณสมเกียรติ วินิชพันธุ์ หรือ คุณแซม ผู้เป็นเจ้าของ

คุณสมเกียรติ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาสาขาวิศวะการเกษตร จาก Rutgers State University of New Jersey สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เรียนจบก็มาทำธุรกิจ แล้วเห็นว่าเรามีพื้นที่เยอะบวกกับความชอบส่วนตัวเลยเอาวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ของเราที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เริ่มเลี้ยงวัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538

เริ่มต้นตอนแรกผมก็ซื้อวัวเข้ามาเลย 100 ตัว เป็นวัวพันธุ์บรามันห์สายเก่า ซื้อต่อมาจาก ดร. สุนทราภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ และบางส่วนซื้อมาจากสวนันท์แรนซ์ ฟาร์มบรามันห์เลื่องชื่อในอดีต ดังนั้น วัวที่ผมมีทุกวันนี้ยังมีเชื้อสายเป็นบราห์มันสายเก่าที่ได้สายเลือดมาจากทั้ง 2 แหล่งนี้ครับ” คุณสมเกียรติ เริ่มต้นเล่า

เลี้ยงวัวในพื้นที่แห้งแล้ง
ต้องได้ของฟรีกินมากที่สุด
ปัจจุบัน Uncle Sam Cattle Ranch มีวัว 500 กว่าตัว เลี้ยงปล่อยอิสระในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่เขตนี้จะประสบภาวะแห้งแล้งค่อนข้างมากจนหญ้าสีเขียวแทบจะไม่มีให้เห็น “ผมตั้งใจเลี้ยงวัวในแบบกึ่งธรรมชาติ หลักการง่ายๆ ของผมคือทำอย่างไรให้ได้ของฟรีสำหรับให้วัวกินมากที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงวัวให้ต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ผมจึงทำการล้อมรั้วพื้นที่ทั้งหมด ใช้ลวดหนามยาวประมาณ 16 กิโลเมตร และล้อมเป็นล็อกเล็กๆ แปลงละ 200-300 ไร่ เพื่อแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวลงกินหญ้า

ในช่วงหน้าฝนจะมีปริมาณน้ำฝนเยอะ มีหญ้าธรรมชาติขึ้นมากในช่วง 7-8 เดือน ที่มีหญ้าธรรมชาติก็ถือว่าเป็นกำไรของเรา แต่ในช่วงหน้าแล้งจะแล้งมาก มองไปทางไหนก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด ฝุ่นฟุ้งไปทั่ว ช่วงนี้เราพึ่งหญ้าธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องลงทุนซื้อของให้วัวกิน 4 เดือนกว่า ผมก็เลือกซื้อของเหลือที่มีมากในพื้นที่ อย่างเปลือกและต้นข้าวโพด ฟาง ต้นและจุกสับปะรดมาให้วัวกิน ตรงนี้เราต้องยอมลงทุนครับ” คุณสมเกียรติ เล่าต่อ

สวยงามดี
ปรับใช้พ่อพันธุ์เล่ส์
คุมฝูงสร้างวัว ไม่กลัวแล้ง
เพราะต้องเจอกับสภาพแห้งแล้งที่ค่อนข้างโหดพอสมควร วัวของ Uncle Sam Cattle Ranchจึงต้องอึด คุณสมเกียรติ เล่าว่า “ผมสร้างฝูงวัวที่ทนแล้งเพื่อให้ทนกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ผมจะใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง ไม่ใช้ผสมเทียม เพราะไม่มีเวลามานั่งจับสัดวัวหลายร้อยตัว ตอนนี้ผมมีพ่อพันธุ์อยู่ 5 ตัว ผมปรับมาใช้พ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เลือดประมาณ75% เข้ามาคุมฝูงเพื่อปรับสายเลือดยกระดับเลือดชาร์โรเล่ส์ให้สูงขึ้นจากเดิมที่แม่พันธุ์เป็นวัวบราห์มันสายเก่าผมก็จะปรับให้มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์สูงขึ้น

แต่ปัญหาตอนนี้คือ พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่ซื้อเข้ามายังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผอมและผสมไม่ได้ ก็ต้องรอดูไปสักระยะหากไม่ไหวก็ต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ตัวใหม่เข้ามา เพราะผมต้องการสร้างวัวให้ทนทานต่อความแห้งแล้งของที่นี่ให้ได้ ตอนนี้เราก็ยังมีพ่อพันธุ์บรามันห์เลือดสูงคุมฝูงอยู่ตามปกติแล้วผมก็จะเปลี่ยนพ่อพันธุ์คุมฝูงทุก 3 ปี ป้องกันเลือดชิด”

วัว 500 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน
เครื่องจักรคือคำตอบ
วัวทั้งหมดของ Uncle Sam Cattle Ranch ที่มีกว่า 500 ตัว ในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีคุณสมเกียรติดูแลทั้งหมดเพียงคนเดียว คุณสมเกียรติ เล่าว่า เครื่องมือ เครื่องจักรคือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ “ผมตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะเลี้ยงวัวในลักษณะการเลี้ยงเป็น Ranch เหมือนกับที่อเมริกาที่ใช้คนน้อยดูแลวัวหลายร้อยตัวได้

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรฟีดเดอร์ (Feeder) มาจากฮอลแลนด์ซึ่งเป็นการซื้อตรงกับบริษัทแม่ที่ฮอลแลนด์โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าการซื้อในประเทศ ฟีดเดอร์ตัวนี้ผมเอามาใช้ติดรถไถ 100 กว่าแรงที่มีอยู่เป็นได้ทั้งฟีดเดอร์เครื่องให้อาหาร เป็นได้ทั้งเครื่องปั่นบดผสมอาหาร TMR ที่มีความจุอาหารครั้งละ 8 ตัน ผมใช้เครื่องฟีดเดอร์ตัวนี้ให้อาหารหยาบวัวในช่วงหน้าแล้งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 ตัน สำหรับวัว 500 กว่าตัว โดยใช้รถตักตักอาหารหยาบใส่ในฟีดเดอร์แล้วขับรถไถลากไปเทเป็นแถวประจำจุดให้วัวกินทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมทำเองเพียงคนเดียวทุกวัน” คุณสมเกียรติ ยืนยัน

3

จากการคำนวณต้นทุนและความสามารถของเครื่องมือ เครื่องจักรที่มี คุณสมเกียรติ เชื่อว่า “ผมสั่งซื้อฟางมาล็อตใหญ่ๆ คนขายมาส่งฟางมาถึงเอาลงตัดเชือกจัดการให้หมด สั่งต้นข้าวโพดตอนนี้ราคาตันละ 950 บาท ต้นสับปะรดตันละ 950 บาท หญ้าเนเปียร์สับแล้วตันละ 700 บาท สั่งมาก็เอามากองรวม ใช้รถตักใส่ฟีดเดอร์วิ่งไปเทให้วัวสะดวกมาก เมื่อใช้ฟีดเดอร์ตัวนี้แล้วผมคำนวณว่าผมสามารถเลี้ยงวัวได้เต็มที่ถึง 2,000 ตัว โดยใช้คนดูแลเพียงแค่ 1คน”

ฟาร์มระบบปิด
ไม่ทำวัคซีน-เปิดขายวัวตลอดเวลา
Uncle Sam Cattle Ranch มีรั้วล้อมรอบปิดพื้นที่ทั้งหมดและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ส่วนตัวอยู่ในฟาร์มให้วัวกินไม่ปะปนกับวัวที่อื่น ทำให้คุณสมเกียรติมั่นใจในการควบคุมโรคจนไม่ต้องมีการทำวัคซีน “สมัยเริ่มต้นเลี้ยงผมก็จ้างหมอมาทำวัคซีนทุกอย่าง ปากเท้าเปื่อยอะไรผมก็ทำหมด แต่มีจุดเปลี่ยนคือ บางปีที่ไม่ทำวัคซีนแม้จะมีข่าวการระบาดของโรคแต่วัวของเราไม่เคยติดโรคเลย ผมจึงมั่นใจว่าด้วยสภาพการเลี้ยงในระบบปิดของเราไม่ใช้แหล่งน้ำปนกับใคร ไม่กินอาหารร่วมกับใคร ไม่มีวัวของใครมาเลี้ยงใกล้ๆ ทำให้วัวของเราปลอดโรคได้โดยไม่ต้องทำวัคซีน ผมเลยไม่ทำวัคซีนเลยมาหลายปีแล้วและก็ไม่เคยมีปัญหา”

ในส่วนของการขายวัว คุณสมเกียรติ บอกว่า “ส่วนตัวแล้วผมชอบวัวสีขาว วัวของเราส่วนใหญ่เลยมีสีขาว ในเรื่องการขายตอนนี้ผมทำเป็นวัวเพื่อการค้า หรือ commercial grade ขายพันธุ์สำหรับนำไปเลี้ยงต่อและขายออกไปเพื่อใช้ทำวัวขุน ขายตัวผู้ออก อายุ 8-9 เดือน ขายออกหมดราคาคุยกันได้ แม่พันธุ์ไม่สวย แม่พันธุ์มีอายุผมก็คัดขาย ส่วนแม่พันธุ์ที่จะซื้อไปทำแม่พันธุ์เพื่อให้มีมาตรฐานผมขายแบบชั่งกิโล กิโลกรัมละ 100 บาท”

ใครสนใจอยากสอบถามการเลี้ยงวัวที่เน้นเรื่องจัดการต้นทุน สนใจอยากได้คำแนะนำเรื่องเครื่องฟีดเดอร์ อยากซื้อเครื่องฟีดเดอร์ คุณสมเกียรติ บอกว่า ติดต่อมาได้ที่ โทร. (081) 948-3448 หรือชาวบ้านพี่น้องชาวโคบาลอยากขอเข้ามาชมฟาร์มก็ติดต่อมาได้ คุณสมเกียรติยินดีถ่ายทอดประสบการณ์

ไปรษณีย์ไทย ชวนทำบุญปีใหม่ ส่งของใช้ให้กับน้องๆ โรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ

ปีใหม่นี้ชวนทุำคน ทำบุญ ได้ผ่าน โครงการ “ส่งสุขส่งฟรี” ซึ่งทาง ไปรษณีย์ไทย ชวนมาส่งกันของขวัญปีใหม่ให้กับน้อง ๆ รร.ตชด. อาทิ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา จะมือหนึ่ง มือสองที่อยู่ในสภาพดี ก็ส่งกันมาได้ผ่าน ส่งได้ที่ไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ส่งฟรีกี่กล่องก็รับ!!

โดยกิจกรรมดังกล่าว ชวนผู้ที่สนใจร่วมส่งต่อความสุขผ่านไปรษณีย์ไทย สู่โรงเรียนตชด. 218 แห่งทั่วไทย เพื่อเติมเต็ม “ความสุข” และ “รอยยิ้ม” แก่ผู้รับ และสานต่อสังคมแห่งการ “แบ่งปัน” อาทิ อุปกรณ์การเรียน/กีฬา เสื้อกันหนาว ของเล่น ให้เด็ก ๆ

วิธีส่ง เพียงแพ็คของ จ่าหน้า ส่งด้วยบริการ EMS ในประเทศ น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม /1กล่อง โดยต้องไม่เสียค่าจัดส่ง (ไม่รวมค่ากล่อง) โดยสามารถนำสิ่งของไปฝากส่งได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ พร้อมทั้งแจ้งส่งภายใต้โครงการ “ส่งสุขส่งฟรี” ตั้งแต่วันนี้ -15 ม.ค. 2563 แหล่งที่มา : smartsme.co.th

ใครชอบดื่มกาแฟตอนเช้า ต้องอ่าน

ปัจจุบันนี้คนเป็นจำนวนมากมักชอบไปนั่งดื่มกาแฟในร้านกาแฟหรือไม่ก็ตามสวนที่ร่มรื่น จริงอยู่กาแฟนั้นให้ประโยชน์ต่อร่างกายของคุณแต่คุณต้องไม่ดื่มมันในขณะท้องว่างโดยเฉพาะตอนเช้าการดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยในขณะท้องว่างจะนำไปสู่การปล่อยกรดไฮโดรคลอริกภายในระบบย่อยอาหารของคุณ ดังนั้นหากคุณเกิดเป็นโรคกระเพาะอาหารขึ้นมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเกิดจากสาเหตุใด?

กรดตัวนี้จะเข้าไปทำลายกระเพาะอาหารของคุณ และอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารซึ่งจะนำไปสู่ความยากลำบากในการย่อยโปรตีนเมื่อโปรตีนไม่สลายตัวอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ท้องอืด ลำไส้อักเสบ โรคกะเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงเตือนว่าห้ามดื่มกาแฟทันทีเมื่อคุณตื่นนอน เหตุผลคือ กาแฟจะเข้าไปเพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) อย่างรวดเร็วและทำให้ร่างกายใช้เวลานานในการกลับคืนสู่สภาวะปกติ ฮอร์โมนตัวนี้ควบคุมนาฬิกาชีวภาพของเราและกระตุ้นการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้การดื่มกาแฟในขณะท้องว่างจะช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอาเจียนและท้องอืดได้ ดังนั้นคุณควรดื่มกาแฟหนึ่งชั่วโมงหลังจากตื่นนอน ซึ่งหมายความว่าคุณต้องทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยเสียก่อนอาจจะเป็นขนมปังสักแผ่นก็ยังดี

ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่สามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้โดยไม่ต้องดื่มกาแฟ คุณสามารถใช้เคล็ดลับอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ คุณอาจจะเพิ่มนมหรือเนยลงในกาแฟของคุณก็ได้

สูตรล้างพิษในเส้นเลือดฝอย ด้วยอ้อยดำ ใบเตย

เส้นเลือดฝอยของทุกคนอาจมีอาการตีบตัน เป็นเส้นเลือดสกปรก เกิดจากขยะนานาชนิด เช่น ไขมัน น้ำตาล สารเคมี กรดยูริก และอื่นๆ ทำให้เกิดอาการต้นเหตุคือ ความดันโลหิตสูง เลือดไหลเวียนไม่สะดวก แขนขาชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะหลอดเลือดสกปรก ทำให้ช่องทางการวิ่งของเลือดแคบลง ปลายเหตุ คือ การช็อค หมดสติ อัมพาต หัวใจวาย

เส้นเลือดฝอยตีบตันนั้นต้นเหตุจริงๆ เกิดจากการกินอาหารประเภทไขมัน ของหวาน การสะสมสารพิษต่างๆ แบบไม่รู้ตัวกลายเป็นขยะพิษในร่างกาย หากเรายังกินอยู่ใช้ชีวิตแบบประมาท อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ อย่างเฉียบพลันได้แบบคาดไม่ถึง มาป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ด้วยวิธีล้างเส้นเลือดฝอยให้สะอาดแบบธรรมชาติบำบัดที่เรานำมาฝากค่ะ

ส่วนผสม
1อ้อยดำ หรืออ้อยแดง 7 ข้อ (นับตามข้อที่นูนออกมา)
2 ใบเตย 3 ใบ
หมายเหตุ : อ้อยดำ หรือ อ้อยแดง ไม่ใช่อ้อยที่นำมาหีบน้ำตาล หรืออ้อยลำเขียวๆ ที่คั้นน้ำอ้อยขายทั่วไป อ้อยดำ หรือ อ้อยแดง เป็นลำต้นสีแดงเข้มจนดำ ที่นิยมกินกันแบบอ้อยควั่นกันในอดีต ปัจจุบันชาวบ้านนิยมปลูกไว้หน้าบ้านเป็นไม้มงคล หามาปลูกไว้ที่บ้านได้ง่ายๆ ไม่เปลืองเนื้อที่

วิธีทำ
นำอ้อยดำมาล้างให้สะอาด ไม่ต้องปลอกเปลือก สับเป็นท่อนๆ ใช้ทั้งปล้องรวมข้อ 7 ข้อผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ หรือจะทุบ ตำให้ข้อแตกแล้วแต่สะดวก เติมน้ำสะอาดพอท่วมอ้อยใบเตย 3 ใบล้างบิดขยำให้ช้ำ แล้วใช้กรรไกรหรือมีดซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไป
พอน้ำเดือด ลดไฟลงปานกลาง เคี่ยวต่ออีกประมาณ 30 นาที ห้ามใส่น้ำตาลโดยเด็ดขาดสูตรนี้ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ดีเยี่ยม***อ.สุทธิวัสส์ คำภา บอกว่า ขนาดปล้องอ้อยที่ได้มาทำแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน ปริมาณน้ำจึงไม่เท่ากัน ให้ใส่น้ำพอท่วมอ้อย

แก้อาการตกขาว เชื้อราในช่องคลอด คัน มีกลิ่นเหม็น ด้วยสิ่งนี้ เมื่อทำเสร็จแล้ว น้ำที่ได้จะมีรสหวานเล็กน้อยจากอ้อย มีกลิ่นหอมจากใบเตย จะดื่มแบบอุ่นหรือเย็นแล้วแต่ชอบ ดื่มได้เรื่อยๆ ทั้งร้อน ทั้งเย็น ตามชอบ ให้ดื่มบ่อยๆ ติดต่อกัน ประมาณ 7-10 วัน หรือจนกว่าจะรู้สึกตัวเบาโล่งสบาย หรือความดันโลหิตลดลง เมื่อรู้สึกอึดอัดให้ทำกินใหม่อีกไม่มีโทษใดๆ

สรรพคุณทางยาของอ้อยดำ
อ้อยแดง – อ้อยดำ, อ้อยตาแดง, อ้อยขม, Suger Cane
เปลือกต้น – รสหวานขม แก้ตานขโมย แก้แผลเน่าเปื่อย
ชานอ้อย – รสจืดหวาน แก้แผลเรื้่อรัง แก้ฝีอักเสบบวม
ลำต้น ,น้ำอ้อย – รสหวานขมชุ่ม แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้หืดไอ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไข้สัมประชวน แก้ปัสสาวะพิการ ขับนิ่ว แก้ช้ำรั่ว แก้ท้องผูก บำรุงกระเพาะอาหาร แก้ขัดเบา บำรุงธาตุ แก้สะอึก
ตา – รสหวานขม แก้ตัวร้อน แก้พิษตานซาง

สรรพคุณทางยาของใบเตย
เตยหอม – หวานข้าวไหม้, ปาแนะวองิง (มาลายู), พังลั้ง(จีน)
ใบ – รสหวานหอมเย็น บำรุงหัวใจ ดับพิษไข้ ชูกำลัง
ราก, ต้น – รสหวานเย็นหอม แก้กระษัยไตพิการ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน แก้พิษตานซาง แก้ร้อนในกระหายน้ำ

แหล่งที่มา : หนังสือเภสัชกรรมไทยฯ โดย วุฒิ วุฒิธรรมเวช, กานดา แสนมณี

“ไม้มีค่า” 58 ชนิดที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้

“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม” เป็นผู้จุดประกายความคิดให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มทรัพย์สินอื่นมาเป็นหลักประกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงเปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน SME Bank ปรากฏว่า ทุกหน่วยงานต่างสนับสนุนแนวคิดเรื่องการใช้ไม้มีค่าเป็นสินทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจ เพราะนโยบายนี้สร้างผลดีต่อประเทศชาติ รวมทั้งภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 เพื่อเปิดทางให้ใช้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ได้รับความสะดวกและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้นแล้ว

นโยบายดังกล่าว สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออม ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วยังส่งผลดีทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว ประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ระหว่างการปลูก โดยใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้อีกด้วย ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ จะมีไม้จากป่าปลูกจำนวนมากใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปในอนาคต

58 พันธุ์ไม้มีค่า
สำหรับไม้ยืนต้นที่กำหนดตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ประกอบด้วย

ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลา อินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด

ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร จำปีป่า จำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร ) แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม

การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ครั้ง ที่ 5/2561 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดทางให้ประชาชนสามารถนำไม้ยืนต้น เช่น ไผ่ มะม่วง ทุเรียน มะขาม ไม้ยาง มะขามป้อม ไม้สัก ไม้พะยูง ฯลฯ ที่ขึ้นทะเบียนปลูกกับหน่วยงานภาครัฐ นำมาใช้ค้ำประกันธุรกิจได้ในอนาคต

ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งส่งร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หากใครอยากนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ขอให้อดใจรออีกสักหน่อย

รู้จักลักษณะเด่นของพันธุ์ไม้แต่ละชนิด
ต้นกระซิก

ชื่ออื่นๆ ซิก สรี้ ครี้ ประดู่ชิงชัน ดู่สะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พยุงแกลบ กระซิบ หมากพลูตั๊กแตน

ต้นกระซิก
“กระซิก” เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดสตูล ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ ตอนต้นเล็กๆ ถูกจัดเป็นไม้รอเลื้อย ลำต้นมีหนามเล็กๆ เปลือกสีเทา แต่พอโตขึ้นมีกิ่งก้านแข็งแรง สูงใหญ่ มีดอกเล็กๆ กลิ่นหอมออกปลายกิ่ง ง่ามใบใกล้ยอด ดอกออกประมาณเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม มีผลเป็นฝักแบนๆ มีเมล็ดขยายพันธุ์ได้ ชอบอยู่ป่าโปร่งริมห้วย ริมลำธาร ใกล้ทะเลทางภาคใต้

ต้นกระพี้เขาควาย
ชื่ออื่นกระพี้ (ภาคกลาง) กำพี้ (เพชรบูรณ์) จักจั่น เวียด (เงี้ยว เชียงใหม่) อีเม็งใบมน (อุดรธานี) เก็ดดำ อีเฒ่า เก็ดเขาควาย (ภาคเหนือ) แดงดง (เลย)

กระพี้เขาควาย ภาพจาก กรมป่าไม้
เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดปานกลางจนถึงใหญ่โดยทั่วไปความสูงอยู่ที่ 10-25 เมตร พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร แต่ในปัจจุบันไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นทั่วๆไป เพราะการกระจายพันธุ์ค่อนข้างน้อยโดยส่วนใหญ่จะพบที่ภาคเหนือและอีสานตอนบนหรือแถบตะวันตกติดพม่าเท่านั้น

ต้นกันเกรา
ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา มะซูไม้ต้น ภาคกลางเรียก กันเกรา ภาคใต้เรียก ตำแสง หรือตำเสา ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก มันปลา เนื่องจาก ลักษณะของดอก เหมือนกับไขมันของปลา
กันเกราเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ขึ้นโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกเป็น ช่อสีเหลือง มีกลิ่นหอมขจรขจาย มักพบต้นกันเกราเติบโตทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้น และตามที่ต่ำ ที่ชื้นแฉะใกล้น้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยออกดอก เมษายน – มิถุนายน เป็นผล มิถุนายน – กรกฎาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

ต้นกันเกรา
กันเกรา สวยงามและกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร จัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคล 1 ใน 9 ชนิด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก และพะยูง ที่คนนิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมเมื่อเวลาก่อสร้างบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล นอกจากนั่นคนอีสานยังนำมาบูชาพระโดยเฉพาะเมื่อเวลางานบุญบวชนาคช่วงเดือนพฤษภาคมหรือเดือน 6 ของทุกปี
การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับ ลักษณะลำต้นที่สวยงามทั้งลวดลายของเปลือกและเนื้อไม้ เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้ต่าง ๆ มีน้ำมันหอมระเหยที่เปลือก

ไม้แดง
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า แดง (ทั่วไป), จะลาน จาลาน ตะกร้อม สะกรอม (จันทบุรี), เพ้ย (ตาก), ปราน (สุรินทร์), ไปร (ศรีษะเกษ), กร้อม (นครราชสีมา), ผ้าน (เชียงใหม่), คว้าย (เชียงใหม่, กาญจนบุรี), ไคว เพร่ (แพร่, แม่ฮ่องสอน), เพ้ย (กะเหรี่ยง-ตาก) เป็นต้น
ไม้แดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบ สีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบางๆ รอบลำต้นเมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม ใบ เป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ปลายใบแหลมมน ดอกสีเหลือง ขนาดเล็กขึ้นอัดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยวๆ หรือแตกกิ่งก้าน หรือขึ้นเป็นกลุ่มๆ ดอกจะออกราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม แล้วเป็นฝัก ฝักจะแก่ประมาณเดือนตุลาคม – ธันวาคม ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนานเรียวและโค้งงอมีส่วนปลาย ฝักแข็งยาวประมาณ 7 – 10 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมเทา

ไม้แดง
ลักษณะเนื้อไม้สีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง เหนียว ทนทานมาก เลื่อย ไสกบ ตกแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี ไม้แดง จัดเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ นิยมนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ไม้แดงมีความทนทานสูงมาก นำไปใช้งานกลางแจ้งได้ดี แต่ส่วนใหญ่นิยมนำไม้แดงไปใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ทำเป็นพื้นบ้าน เครื่องมือทางเกษตร และทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังนิยมนำไม้แดงไปใช้ในการทำปาร์เก้ได้รับความนิยมรองจากไม้สักปาร์เก้ ใช้ทำเสา รอดตง ขื่อ ฝา ทำกระดานข้างเรือ เรือใบ เรือสำเภา คราด ครก สาก กระเดื่อง ส่วนต่างๆ ของเกวียน ทำสะพาน หมอนรางรถไฟ ด้ามเครื่องมือต่างๆ แกะสลักก็ได้ ประโยชน์ของไม้แดงทางสมุนไพร เช่น ใช้ผสมยาแก้ทางโลหิต และโรคกษัย แก้พิษ โลหิต และอาการปวดอักเสบของฝีต่างๆ เปลือกมีรสฝาดใช้สมานธาตุ ดอกผสมยาแก้ไข บำรุงหัวใจ เมล็ดรับประทานได้

ไม้ชิงชัน
ชื่ออื่นๆ ดูสะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พะยูงแกลบ กะซิบ หมากพลูตั๊กแตน ประดู่ชิงชัน
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ประเภทไม้ผลัดใบที่อยู่ในวงศ์ Leguminosae ชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับไม้ประดู่ ต้นชิงชันขยายพันธุ์โดยเมล็ด แพร่กระจายพันธุ์ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณทั่วไปยกเว้นเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้นที่ไม่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้ ไม้ชิงชันเป็นไม้กลางแจ้ง สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท ต้องการน้ำเพียงปานกลาง
ไม้ชิงชัน แข็งและเหนียว เนื้อไม้สวยงามมาก จึงนิยมใช้เป็นเครื่องเรือน เครื่องดนตรีต่าง และมีประโยชน์ด้านสมุนไพร

ต้นสาธร
ชื่ออื่นๆ กระเจาะ ขะเจาะ ขะเจ๊าะ (เหนือ) กระพี้เขาควาย (ประจวบฯ) กระเซาะ สาธร (กลาง) ขะแมบ (เชียงใหม่)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้นสาธรประเภทพืชดอก เป็นไม้ต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแผ่กว้าง ดอกช่อแยกแขนง มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว สีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกดอกเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ฝักแก่มีสีน้ำตาลแบนรูปหอกกลับหรือรูปขอบขนาน ขนาดของฝัก 2×4-10 เซนติเมตร เมล็ดสีน้ำตาลแดง กลมแบน ฝักแก่ประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เปลือกนอกสีเทาอ่อนหรือสีเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นเกล็ดเล็ก เปลือกในสีเหลืองอ่อน พบในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ในภาคกลาง เหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้นสาธรเป็นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดนครราชสีมา การใช้ประโยชน์ นิยมใช้สร้างที่อยู่อาศัย ไม้ประดับ เครื่องจักสานและเครื่องใช้สอย

มะค่าโมง
ชื่ออื่น : มะค่าใหญ่ มะค่าหลวง มะค่าหัวคำ เขง เบง บิง ปิ้น ฟันฤๅษี แต้โหล่น
ถิ่นกำเนิด : พบตามป่าดิบแล้ง แนวเชื่อมต่อระหว่างป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณชื้น

ต้นมะค่าโมง ภาพกรมป่าไม้
มะค่าโมง เป็นไม้ยืนต้นขนาดค่อนข้างใหญ่ เส้นรอบวงลำต้นที่เคยพบ ประมาณ 13 เมตร เป็นไม้ผลัดใบ ขณะผลิใบใหม่ๆ ให้สีสันสวยงาม แพรวพราวไปด้วยสีสนิมเหล็ก เมื่อกระทบกับแสงแดดยามเช้าหรือเย็น ช่างสวยจับใจ เมื่อปลูกในที่สาธารณะจะแผ่กิ่งก้านใหญ่โต กว้างขวาง แข็งแรง และสวยงามมาก ไม่หักหรือฉีกง่าย มะค่าโมง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุโขทัย
การใช้ประโยชน์ : เมล็ดอ่อน รับประทานสด หรือต้มให้สุก เมล็ดแก่ นำมาคั่ว และกะเทาะเปลือกออกแช่น้ำให้นิ่ม มีรสมัน เปลือก ให้น้ำฝาด ใช้ฟอกหนัง เนื้อไม้ และส่วนอื่นๆ ให้สีย้อมสีเหลืองและสีน้ำตาล ชาวอีสานนิยมใช้ย้อมผ้าไหมและผ้าฝ้าย เปลือกมีน้ำฝาดใช้ฟอกหนังได้ เนื้อไม้แข็ง เหนียว ทนทาน สีออกเหลืองส้ม เหมาะกับการทำเป็นไม้แปรรูปต่างๆ ได้ดี เช่น ปาร์เกต์มะค่า เครื่องเรือน และไม้บุผนังที่สวยงาม ทำเครื่องมือเกษตรกรรม เครื่องดนตรี ฯลฯ

มะค่าแต้
ชื่ออื่น : มะค่าหยุม มะค่าหนาม แต้ มะค่าลิง กอกก้อ กอเก๊าะ ก้าเกาะ กรอก๊อส และ แต้หนาม
ต้นมะค่า มี 2 ชนิด คือ มะค่าโมง พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุโขทัย และมะค่าแต้ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุรินทร์

มะค่าแต้ ภาพจากกรมป่าไม้
ส่วนมะค่าแต้ พบครั้งแรกที่จังหวัดราชบุรี โดย J.E. Teijsmann ชื่อสปีชีส์ คือ siamensis นั้น ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย สีของใบจะแตกต่างกับมะค่าโมง ฝักมะค่าแต้ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร จะมีหนามแหลมทั่วผิวฝัก ฝักขนาดเล็ก แบน ต้นเติบโตช้ากว่า ทำให้ต้นแคระกว่ามะค่าโมง และที่สำคัญคือไม่มี “ปม” ที่ถือว่าเป็นส่วนที่สวยที่สุดของไม้มะค่า ส่วนเนื้อไม้จะหยาบกว่า เสี้ยนตรง เนื้อแข็ง ละเอียด น้ำหนักมาก (จมน้ำ) สีออกน้ำตาลอ่อนสลับเข้ม สวย และนำมาใช้งานหลากหลาย แต่สู้มะค่าโมงไม่ได้ แผ่นใหญ่บิด แตกง่าย ไม่ค่อยมีลาย แต่มีความแข็งและทนทานมาก น่าจะใกล้เคียงกับไม้แดง นิยมทำเสา และโครงสร้างรับน้ำหนัก
มะค่าแต้ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เรือนยอดเป็นรูปร่ม หรือเป็นทรงเจดีย์ต่ำ กิ่งและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล เปลือกต้นเรียบมีสีเทาคล้ำ ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ผล เป็นฝักเดี่ยว ขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง พบการเติบโตในป่าเต็งรัง ป่าชายหาดทั่วๆ ไป และป่าเบญจพรรณแล้ง
สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือก ใช้ต้มแก้ซาง แก้ลิ้นเป็นฝ้า ปุ่มที่เปลือก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พยาธิ เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ และทำให้ริดสีดวงแห้ง
ประโยชน์อื่นๆ : เนื้อไม้ สีน้ำตาลอ่อนหรือเป็นสีน้ำตาลแก่ เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น มีเส้นสีเข้มกว่า สลับกับเนื้อไม้ที่ค่อนข้างหยาบ แข็งแรง ทนทาน ทนปลวกได้ดี เลื่อย ผ่า ไสกบตกแต่งได้ยาก ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี
ฝักและเปลือก ให้น้ำฝาด ใช้สำหรับฟอกหนัง บางท้องที่นิยมใช้เปลือกต้นซึ่งให้สีแดง ใช้ย้อมเส้นไหม ลำต้นและกิ่ง ใช้ทำเป็นถ่านได้ดี ให้ความร้อนสูงมาก
เมล็ดแก่ นำเนื้อข้างในมารับประทานเป็นอาหารว่างได้ โดยเนื้อจะมีลักษณะแข็ง คล้ายกับเมล็ดมะขาม และมีรสมัน

ไม้วงศ์ยาง ( ไม่รวมยางพารา )
ไม้วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) เป็นพืชวงศ์ใหญ่ของโลก เป็นพรรณไม้เอกลักษณ์ของภูมิภาคเอเชีย พบจำนวนมากที่สุดประมาณ 500 ชนิด จาก 700 ชนิด ทั่วโลก พรรณไม้ในวงศ์ยาง มีลักษณะลำต้นที่สูงเด่นตระหง่านกว่าไม้อื่น ๆ ในป่า จึงได้ชื่อว่า ราชาแห่งไพรพฤกษ์
หนังสือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพืชป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า ประเทศไทยมีไม้วงศ์ยาง 8 สกุล ประมาณ 60 ชนิด พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ทั้งป่าผลัดใบและป่าไม่ผลัดใบ ได้แก่

1.สกุลไม้กระบาก (Anisoptera) เช่น กระบาก, กระบากแดง,กระบากทอง, ช้าม่วง
2.สกุลไม้ยาง (Dipterocarpus) เช่น ยางนา, ยางบูเก๊ะ, ยางขน, ยางวาด ,ยางเสียน, ยางยูงยางใต้ ,ยางกราด, ยางมันหมู ,ยางเหียง ,ยางแดง, ยางพลวง, ยางแข็ง ,ยางคาย

ต้นยางนา ภาพกรมป่าไม้
3.สกุลไม้เคี่ยม (Cotelelobium) มีอยู่เพียงชนิดเดียวคือ เคี่ยม
4.สกุลไม้พันจำ (Vatica) เช่น จันทน์กะพ้อ,สักปีก, พันจำเขา, สะเดาปัก ,พันจำดง ,จันทร์กระพ้อแดง, สักผา, พันจำ ,สักน้ำ, ทะลอก, สักรือเสาะ
5.สกุลไม้ไข่เขียว (Parashorea) เช่น เกล็ดเข้ , ไข่เขียว
6.สกุลไม้ตะเคียนชันตาแมว (Neobalanocarpus) คือ ตะเคียนชันตาแมว

7.สกุลไม้ตะเคียน (Hopea) เช่น ตะเคียนทอง , ตะเคียนหิน, ตะเคียนชันตาหนู ,ตะเคียนสามเส้น ,ตะเคียนรากเขา, กระบกรัง, เคียนราก, ตะเคียนเขา , เคียนรากดำ ,ตะเคียนราก, กรายดำ ,ชันภู่ ,ตะเคียนแก้ว, ตะเคียนทราย, ตะเคียนขาว, ตะเคียนใบใหญ่

8.สกุลเต็ง รังและสยา (Shorea) เช่น เต็ง , พะยอม ฯลฯ

ทำไม คนในเมืองต้องปลูกผักไว้กินเอง

ตึกรามบ้านช่องในเมืองใหญ่ สังคม และการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบของคนเมือง ทำให้เรื่องของการปลูกผักเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ๆ หลายเหตุผลหลายปัญหาที่ถูกยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด เรื่องของเวลาในการดูแล ความยุ่งยาก จนทำให้การซื้อกินนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางด้านอาหารได้อย่างยั่งยืน เราจึงยกหน้าที่ทางด้านเกษตรกรรมนั้นให้กับคนต่างจังหวัด จนปัจจุบันมันกลายเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมเกษตรไปโดยสิ้นเชิง โดยที่น้อยคนนักจะไปนั่งเสาะแสวงหาที่มาของอาหารเหล่านั้น ว่ามีแหล่งที่มาอย่างไร ปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ถึงแม้ว่าเราจะมีตัวเลือกให้เลือกซื้ออย่างมากมาย และบางทีเราก็กลายเป็นเป็นคนที่ไม่มีทางเลือก จนนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องของสุขภาพ รวมไปถึงค่าครองชีพที่สูงแบบไม่รู้ตัว

“เหตุผลที่คนเมืองต้องปลูกผักไว้กินเอง”

คนเมืองขาดความมั่นคงทางด้านอาหาร
เราต้องยอมรับว่าค่าครองชีพของคนเมืองในปัจจุบันนั้นสูงมาก บางทีสูงแบบที่เราไม่รู้ตัว เราอาจจะเคยชินกับการซื้ออาหารกินเป็นประจำ แต่พอมานั่งคำนวณดูดี ๆ แล้วนั้นบางวันเราจะงงมาก ว่าเงินมันหายไปกับอะไร พอคิดดูดี ๆ แน่นอนเลยว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันกว่า 50 % หมดไปกับเรื่องอาหาร ถ้าเราไม่มีเงิน เราก็แทบจะไม่มีอาหารกินในแต่ละวัน หากเราสามารถปลูกผักไว้กินเองได้ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ลงไปได้อีกเยอะ สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารได้

สารเคมีตกค้างในพืชผักเยอะกว่า 90%
พืชผักหลายชนิดมีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพืชผักที่เรากินกันเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น ถั่วฝักยาว พริก กะหล่ำปลี ผักบุ้งจีน ผักชี เป็นต้น ถึงแม้ว่าเราจะสรรหาวิธีในการล้างเพื่อลดสารเคมีแล้วนั้น ในบางสถานการณ์เราเองก็ไม่สามารถเลือกหรือเลี่ยงได้ จนทำให้เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ ตามมา แต่หากเราเลือกที่จะปลูกเอง แน่นอนว่าเราจะเลือกได้ทุกอย่างตั้งแต่ผักที่จะปลูก วัสดุปลูกต่าง ๆ และแน่นอนว่าปลูกแล้วเราก็ต้องอยากที่จะกินของที่เราปลูกอย่างแน่นอน

ช่วยลดการใช้พลังงาน
เราจะรู้สึกได้ว่า ในเมืองนั้นเวลาร้อน ร้อนมากถึงมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกเต็มไปหมด ทำให้ตึกเหล่านี้มีความร้อนสะสมที่สูง ต้องใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในการช่วยลดอุณหภูมิ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนดาดฟ้าว่างเปล่า รวมไปถึงพื้นที่ว่าง ๆ บนตึก มาปลูกผักสวนครัว สร้างพื้นที่สีเขียวบนอาคาร นอกจากจะช่วยลดความร้อนสะสมของตึกได้แล้ว เรายังมีส่วนช่วยลดพลังงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะค่าขนส่งผัก ค่าเดินทางในการออกไปจับจ่ายซื้อหาอาหาร มาช่วยกันทำเรื่องเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือเรื่องที่ใหญ่มากในตอนนี้ คือ โลกร้อน กันเถอะ

สร้างกิจกรรมเพิ่มความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
ความเร่งรีบ ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างนั้นลดน้อยลง เราคุยกันน้อยลง พบปะกันน้อยลง กิจกรรมปลูกผักในบ้าน ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะสามารถสร้างความสัมพันธ์คนในครอบครัวได้ ลองนึกภาพเล่น ๆ ชวนลูกไปปลูกผัก ช่วยกันพรวนดิน หว่านเมล็ด รดน้ำ และช่วยกันดูแล จนผักนั้นงอกงาม ให้เราสามารถนำมาปรุงอาหารทานกันในครอบครัว และยังสามารถผูกมิตรกับเพื่อนบ้านได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการแบ่งปันสิ่งเล็ก ๆ น้อยๆ จากผักที่บ้านเรานั้นปลูก

การปลูกผักกินเองคือหนึ่งแนวทางในการพึ่งพาตนเอง สร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นการปลูกเพื่อกินเอง เราจึงเลือกและดูแลผักของเราเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวัสดุปลูก พันธุ์พืชผัก รวมไปถึงชีวภัณฑ์ต่าง ๆ ทำให้เราแน่ใจได้ว่าสิ่งที่เรากินนั้นดีและปลอดภัยที่สุด การปลูกผักกินเองเป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้ และเป็นการสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางอาหารของไทยได้โดยเริ่มที่ตัวเราเอง
และนี่คือเหตุผลดี ๆ ที่ทำไมคนเมืองต้องปลูกผักไว้กินเอง

สาวธรรมศาสตร์ ใจรักเกษตร ปลูก “มะนาวไร้เมล็ด” ส่งแม็คโคร ผลดก ด้วยสูตรปุ๋ยทำเอง

รัตติกานต์ เกตุแก้ว หรือ ตั๊ก อดีตสาวแบงค์ จบ ม.ธรรมศาสตร์ วัย 25 ปี แต่ใจรักเกษตร โบกมือลามนุษย์เงินเดือน ขอผันตัวไปเป็นชาวสวนปลูกมะนาวไร้เมล็ดและทำปุ๋ยใช้เองที่บ้านเกิดจังหวัดพิษณุโลก ส่งผลผลิตมะนาวลูกใหญ่ๆ ขายห้างแม็คโคร และตลาดสด กำเงินแสนทุกเดือน ชีวิตแฮปปี้ อนาคตเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพื่อเพิ่มรายได้

ตั๊ก เผยว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไปทำงานธนาคารแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างทำงานจะนำมะนาวไร้เมล็ดที่ปลูกเองมาขายเพื่อหารายได้พิเศษ และจากการขายไม้ผลรสเปรี้ยวจัดชนิดนี้ ทำให้รู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วใจรักเกษตรมากกว่าทำงานประจำ หนที่สุดเลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านไปปลูกมะนาวขายเป็นเรื่องเป็นราว

สำหรับพื้นที่ปลูกมะนาวที่ตั๊กพูดถึงอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ดินของครอบครัว ราว 50 ไร่ เลี้ยงหมู ปลูกกล้วย และปลูกมะนาวไร้เมล็ดพันธุ์ตาฮิติ ปลอดสารเคมี สาเหตุที่เลือกพันธุนี้ ตั๊ก บอกว่า ทนทานต่อโรค เฉลี่ยต่อไร่ ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น ลงทุนไร่ละ 5,000 บาท ทำปุ๋ยใส่เอง ใช้นำขี้หมูรด ผลดกเป็นที่น่าพอใจ

“ตั๊กปลูกมะนาวไร้เมล็ด 10 ไร่ เฉลี่ยต่อไร่ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น วิธีการปลูก ซื้อกิ่งพันธุ์มาชำลงดินเว้นระยะห่าง 4×4 เมตร ปลูกในดินทรายปนดินร่วน ใช้น้ำจากบ่อขี้หมูมารดวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ทำปุ๋ยเอง ราว 8 เดือน ก็สามารถเก็บมะนาวขายได้แล้ว”
สำหรับปุ๋ยที่หญิงสาวทำเอง เธอเผยว่า คือ “ฮอร์โมนจานด่วน” สุดยอดสารอาหารของต้นมะนาว ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตร สูตรที่ 1 ประกอบด้วย นมสด กากน้ำตาล หมัก 7วัน สูตรที่ 2 มี หน่อกล้วยสับ กากน้ำตาลหมัก 7 วัน สูตรที่ 3 มีไข่ไก่ดิบ น้ำมันมะพร้าว ลูกแป้งข้าวหมาก กะปิ เครื่องดื่มชูกำลัง M150 หมัก 14 วัน
นำทั้ง 3 สูตรนี้มาปั่นรวมกัน เพื่อให้กลายเป็น “ฮอร์โมนจานด่วน” ฉีดต้นมะนาวสัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่แรกปลูกเพื่อกระตุ้นให้มะนาวออกดอก หลังจากนั้นทุกๆ 15 วัน ค่อยฉีดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามะนาวจะออกผล

คุณตั๊ก บอกว่า ต้นมะนาวยิ่งแก่ ลูกยิ่งดก ปัจจุบันเธอปลูกมาแล้ว 5 ปี มะนาว 1 ต้น ให้ผลผลิตต้นละ 600 ลูก ซึ่งปัจจุบันปลูกมะนาว 10 ไร่ เฉลี่ยต่อไร่ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น มีมะนาว 900 ต้น (10ไร่ x 90ต้น) 900 ต้น เก็บผลผลิตส่งขายทุกวัน

ด้านช่องทางจำหน่ายมะนาว หญิงสาวเลือกไปติดต่อเข้าห้างสรรพสินค้าสาขาพิษณุโลก และสาขาเชียงใหม่ ส่งสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 400 – 500 กิโลกรัม (1 เดือน ส่งมะนาวเข้าห้าง 4 ครั้ง) ถ้าช่วงเทศกาล หรือวันหยุดยาวออเดอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ในส่วนของราคาที่ส่ง เจ้าของสวน เผยว่า ขึ้นลงลงตามช่วงฤดูกาล ยกตัวอย่าง ช่วงหน้าแล้ง เดือนเมษายน ราคากิโลกรัมละ 80 บาท ช่วงหน้าฝน มิถุนายน กิโลกรัมละ 50 บาท ฤดูหน้าหนาว กิโลกรัมละ 60 บาท หากเป็นช่วงเทศกาลจะส่งสัปดาห์ละ 800 – 1,000 กิโลกรัม

สเปกมะนาวที่ส่งห้างแม็คโคร เป็นมะนาวไร้เมล็ด เฉลี่ย 10 ลูก 1 กิโลกรัม หญิงสาว เผยว่า ส่งมาได้ 2 ปีแล้ว รายได้เฉลี่ยเดือนละแสน (ยังไม่หักรายจ่าย) นอกจากนั้นยังส่งขายตลาดสดทั่วไป วันละ 400 – 500 ลูก ราคาลูกละ 3-4บาท มีรายได้เฉลี่ยทุกวัน วันละ 2,000 บาท อีกด้วย

ในอนาคต หญิงสาวคนขยัน บอกต่อว่า อยากขยายพื้นที่ปลูกมะนาวเพิ่มจาก 10 ไร่ เป็น 14 ไร่ วัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมถึงเพิ่มรายได้ด้วย

เคล็ดลับการปลูกมะนาวในกระถาง ให้ดก

ปัจจุบัน มะนาวมีราคาค่อนข้างแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน นอกจากมะนาวติดผลน้อยแล้ว ยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้มีการบริโภคอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มะนาว เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารจานเด็ด ราคาจึงสูงตามไปด้วย

เคล็ดลับในการปลูกมะนาวในกระถาง ควรใช้กระถางที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18-20 นิ้ว ขึ้นไป และต้องการให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ต้นมะนาวต้องได้รับแสง อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ต่อวัน เป็นอย่างน้อย น้ำ สำคัญมากอย่าให้ขาด ยกเว้นช่วงบังคับให้ออกดอกเท่านั้น ปุ๋ย จำเป็น ต้องใส่ทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากพื้นที่หากินของรากมีจำกัด การควบคุมแมลงศัตรูนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน มีทั้งหนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบสารพัดชนิด ให้เริ่มจัดการเริ่มผลิใบตั้งแต่วันแรก

กรณีปลูกน้อยต้น แนะนำให้ใช้ยาฉุน 1 จับ แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง แล้วคั้นกรองเอาน้ำสีชาผสมเหล้าขาว 1 เป๊ก ฉีดพ่นให้ทั่ว วันเว้นวัน จนครบ 7 วัน จึงหยุดได้

ปลูกมะนาวในกระถางจะให้ผลผลิตเต็มที่ต้องมีอายุ 2 ปีขึ้นไป สำหรับมือสมัครเล่น แนะนำให้ใช้พันธุ์พิจิตร 1 หรือมักเรียกว่า แป้นพิจิตร นั่นแหละครับ ตาฮิติ อีกพันธุ์ที่ทนโรคแคงเกอร์ได้ใกล้เคียงกับ พิจิตร 1 แต่ตาฮิติได้เปรียบตรงที่ไม่มีเมล็ด ส่วนเรื่องผล ดกแน่นอน พิจิตร 1 ยังเป็นตัวนำ ต้นมะนาวเริ่มโทรมเมื่อมีอายุครบ 5 ปี เนื่องจากรากเจริญเติบโตอัดแน่นในกระถาง ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ แม้บำรุงเต็มที่แล้วก็ตาม จำเป็นต้องรื้อปลูกใหม่ รวมเวลาให้ผลผลิตอย่างเต็มที่อย่างน้อย 5 ปี

ข้อดีของการปลูกมะนาวในกระถาง คือ ไม่มีที่ก็ปลูกไว้บริโภคได้ อีกทั้งทำให้เพลิดเพลิน เป็นงานอดิเรกที่ดี ข้อด้อย ก็มีเพียงต้องให้น้ำทุกวัน ฉะนั้น คุณต้องกลับบ้านตรงเวลา โดยไม่จำเป็นต้องมีเคอร์ฟิวแต่อย่างใด แต่มุมมองแม่บ้านของคุณต้องพอใจแน่นอน