ปี2563 ”ภาษีที่ดิน”และ”สิ่งปลูกสร้าง”แบบใหม่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ลดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไร

1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ แทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และภาษีบารุงท้องที่ พ.ศ.2508 ที่ใช้กันมายาวนานกว่า 80 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการกระจายอานาจไปสู่ท้องถิ่น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

แต่ปัญหาคือ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายใหม่ที่ยังต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เนื่องจากมีความซับซ้อนในเรื่องของการคำนวณภาษีที่มีการแยกรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเติมความรู้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า “ภาษีที่ดินใหม่” เป็นกฎหมายใหม่ที่ถูกนำมาใช้แทนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุง ท้องที่ พ.ศ.2508 หรือที่ชาวบ้านเข้าใจกันง่ายๆ คือ กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ เป็นกฎหมายที่มีการประกาศใช้นานแล้ว ทำให้การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่มีปัญหา และข้อจำกัดเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และการลดหย่อนภาษีไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาท้องถิ่น รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนเพิ่มเติม โดยกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลานานกว่า 30 ปี ในการผลักดันกระทั่งผ่านเป็นกฎหมายในที่สุด

ทั้งนี้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่นี้ มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ลดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นผู้จัดเก็บภาษี โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้จริง ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ อปท.นำไปใช้พัฒนาท้องถิ่นต่อไป โดยจะเริ่มต้นดำเนินงานจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 คาดการณ์กันว่า การเก็บภาษีแบบใหม่จะทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท

ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ลุกขึ้นมาให้ความสำคัญกับการจัดการอสังหาริมทรัพย์ด้วย เกรงว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่จัดเก็บรายได้ก็ต้องตื่นรู้และปรับตัวเพื่อรองรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ไม่แพ้กัน

ดร.ไกรวุฒิ ใจคำปัน อาจารย์ประจำสำนักวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะทีมวิจัยโครงการการพัฒนาระบบบริหารจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการสนับสนุนของแผนงาน Spearhead เป้าหมายการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม กล่าวว่า นับจากที่ภาครัฐมีนโยบายเรื่องการจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ซึ่งเดิมเรียกว่า “ภาษีโรงเรือน” มีประเด็นที่น่าสนใจคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายๆ แห่งยังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับระบบจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ ซึ่งมีรูปแบบการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจะต้องช่วยกันให้ความรู้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงชาวบ้านเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย

“การจัดเก็บภาษีแบบเดิมไม่ได้ยุ่งยากมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ต้องคำนวณอะไรมาก เพราะเจ้าของที่ดินต้องจ่ายเท่ากันทุกปี ขณะที่อัตราภาษีรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีการคำนวณใหม่ โดยแยกกันคำนวณระหว่างที่ดินกับสิ่งก่อสร้าง ซึ่งในส่วนของที่ดินจะคิดคำนวณจากขนาดของที่ดินและราคาประเมินเป็นหลัก ส่วนสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย ก็อาจมีการยกเว้นภาษีได้ หรือหากกรณีที่มีการนำที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทำประโยชน์ ก็ต้องมีการคำนวณภาษีตามที่กฎหมายระบุไว้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูเป็นกรณีๆ ไป”

สำหรับกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ มีการแบ่งประเภทที่ดินที่ต้องเสียภาษีไว้ 4 รายการ คือ
1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ประกอบเกษตรกรรม
2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย
3.ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากข้อ 1., 2.
และ 4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามความแก่สภาพอย่างไรก็ตามเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชน จึงมีการกำหนดบทเฉพาะกาลการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรก ดังนี้

1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม หากมูลค่าฐานภาษีไม่เกิน 75 ล้านบาท เก็บภาษี 0.01 เปอร์เซ็นต์, เกิน 75-100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์, เกิน 100-500 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์, เกิน 500-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.07 เปอร์เซ็นต์ และเกิน 1,000 ล้านบาท เก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์

2.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของบุคคลธรรมดาให้เป็นที่อยู่อาศัยมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่เกิน 25 ล้านบาท จัดเก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์ หากเกิน 25-50 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์ และหากเกิน 50 ล้าน บาทขึ้นไป เก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์

3.สิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ที่มีมูลค่า ไม่เกิน 40 ล้านบาท ภาษี 0.02 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิน 40-65 ล้านบาท เก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์ หรือเกิน 65-90 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์ และเกิน 90 ล้านบาทขึ้นไป เก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์

4.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย กรณีอื่นนอกจากอยู่อาศัยตามข้อ 2. และ 3. ที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เก็บ 0.02 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิน 50-75 ล้านบาท เก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์ หรือเกิน 75-100 ล้านบาท เก็บ 0.05 เปอร์เซ็นต์ และเกิน 100 ล้านบาท จัดเก็บ 0.1 เปอร์เซ็นต์

5.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากเกษตรกรรมและอยู่อาศัย ไม่เกิน 50 ล้านบาท เก็บ 0.03 เปอร์เซ็นต์, เกิน 50-200 ล้านบาท เก็บ 0.4 เปอร์เซ็นต์, เกิน 200-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.5 เปอร์เซ็นต์, เกิน 1,000-5,000 ล้านบาท เก็บ 0.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ เกิน 5,000 บาทขึ้นไป เก็บ 0.7 เปอร์เซ็นต์

6.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ควรแก่สภาพ เก็บภาษี 0.3-3 เปอร์เซ็นต์ ของราคาประเมิน และเพิ่มขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ ทุก 3 ปี ต่อเนื่อง ไม่เกิน 27 ปี หรือจนกว่าจะมีการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และจากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินพบว่ามีที่ดินทิ้งไว้ไม่ได้ทำประโยชน์ทั่วประเทศ 8.31 ล้านไร่ จากที่ดินทั้งประเทศประมาณ 300 ล้านไร่

และเพื่อบรรเทาภาระภาษี 3 ปีแรก ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบุคคลธรรมดาและใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม นอกจากนี้กรณีต้องเสียภาษีสูงกว่าภาษีโรงเรือน หรือภาษีบารุงท้องที่ ให้ผู้เสียภาษีชำระภาษีในจำนวนที่เพิ่มขึ้นในปีที่หนึ่ง 25 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนภาษีที่เหลือ ปีที่สอง 50 เปอร์เซ็นต์ และปีที่สาม 75 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนภาษีที่เพิ่มขึ้น

ดร.ไกรวุฒิ อธิบายเพิ่มว่า เมื่อรูปแบบการเรียกเก็บภาษีเปลี่ยน การคำนวณภาษีก็ต้องเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มงานที่รับผิดชอบเรื่องการจัดเก็บภาษีโดยตรงใน อบต.หลายแห่งยังขาดความพร้อม โดยเฉพาะบุคลากรที่มีภาระงานรับผิดชอบค่อนข้างมาก จึงเกิดเป็นโครงการวิจัยดังกล่าว

“โครงการวิจัยนี้ดำเนินงานพร้อมกัน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นหมายความว่าหลังจบโครงการ อปท.จะต้องมีศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึง อบต.มีรายได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

กระบวนการวิจัยของโครงการนี้คือ การหาตัวแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการจัดเก็บภาษี จนพบว่าองค์การบริหารส่วนตาบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม มีความพร้อมมากที่สุดทั้งบุคลากร นโยบายของผู้บริหาร ขณะเดียวกันเป็นองค์กรดีเด่นด้านการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ เพราะฉะนั้นถ้าที่นี่ประสบความสาเร็จก็จะใช้เป็นโมเดลให้กับพื้นที่อื่นต่อไป”

สำหรับแนวทางการดำเนินงานวิจัยเบื้องต้นคือ การจัดประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มคนผู้เสียภาษี ซึ่งจะเป็นการเชิญแกนนำ ผู้ใหญ่บ้าน และในส่วนของภาคราชการที่หลายแห่งมีการนำเอาที่ดินไปใช้ประโยชน์และเกิดรายได้ ซึ่งกฎหมายที่ดินฉบับใหม่ก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานราชการ

เมื่อกฎหมายใหม่ประกาศใช้ การทำความเข้าใจกับผู้เสียภาษีถือเป็นเรื่องสำคัญ ตัวงานวิจัยเองอยากทราบว่า รูปแบบภาษีแบบเดิมและแบบใหม่แตกต่างกันอย่างไร รายได้จะเพิ่มขึ้นตามที่ประมาณการไว้หรือไม่ ซึ่งคงต้องรอข้อมูลหลังจากงานวิจัยจบลง แต่สิ่งที่ต้องดำเนินงานในปัจจุบันคือ การค้นหารูปแบบและวิธีการจัดเก็บภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคคลกรให้มีทักษะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสิ่งที่ อปท.หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดคือ ทักษะ เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่ใช้ในการสารวจข้อมูล เพื่อนำมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลภาษี เพราะระบบการเก็บภาษีตามกฎหมายใหม่จะมีความละเอียดมากขึ้น การลงพื้นที่สำรวจจึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ เพราะเป็นวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้องที่สุด

ในมุมขององค์กรท้องถิ่น นพดล ณ เชียงใหม่ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ค่อนข้าง กังวลกับวิธีการจัดเก็บ เนื่องจากเป็น กฎหมายใหม่ เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“จากการศึกษารายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ดี เพราะมีความพยายามแก้ไขกันมานานแล้ว แต่ในฐานะผู้ปฏิบัติ ช่วงแรกๆ ก็มีข้อกังวลว่าการเก็บภาษีแบบใหม่จะทำให้ ท้องถิ่นมีรายได้ลดลง โดยเฉพาะภาษีที่ดิน เนื่องจากกฎหมายใหม่มีข้อยกเว้นหลายเรื่อง ซึ่งตนจะพยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงตัวชาวบ้านเอง

นับเป็นโอกาสดีที่เราได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งจากจุฬาลงกรณมหาวิยาลัย มหาวิยาลัย เชียงใหม่ รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยอย่าง สกสว. ที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการและองค์ความรู้ เพราะที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าการเก็บภาษี เราจัดเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

กระบวนการนี้น่าจะทำให้วิธีการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ง่ายและสะดวกมากขึ้น และเมื่อเข้าสู่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการในต้นปีหน้า เชื่อว่าคณะทางานจะสามารถดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที”

ที่มา จาก bangkokbiznews

ยามเรา อับจน หนทาง บุญของ พ่อแม่ สามารถ ช่วยเราได้

หากชีวิตถึงตๅจน บุญของพ่อแม่ ช่วยเราได้ ทุกครั้งที่ชีวิตพบเจอ อุปสรรค ทุกครั้งที่เจอแต่ปัญหา มืด แปดด้าน อย่าทำร้ๅยตัวเองซ้ำ ด้วยการทำสิ่งไม่ ดีเพิ่มขึ้น หรือคิดว่าขอแค่แก้ปัญหา ให้ผ่านๆไป แต่ไปสร้างความทุกข์ ให้แก่ผู้อื่น จากที่ มืด อยู่แล้ว ก็จะยิ่งมืดไปอีก

มาลองตั้งสติ ตั้งสัจจะให้แน่วแน่นะ
จะสร้างบุญไม่ว่าจะน้อยใหญ่ เพียงไหน
นับต่อจากนี้ขอลดละสิ่งไม่ ดีทั้งหลาย
ทำจิตให้ผ่องใสมากที่สุด เท่าที่จะมากได้
ตั้งจิตน้อมลงระลึп ถึงความรัп

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของลูกๆ
ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ของพ่อแม่
ที่อำนวยพรได้จริง ที่ไม่ต้องวิ่งหาที่ไหนเลย
ทั้งที่ท่านยังอยู่ เป็นพระพรหม เป็นเทวดาที่มี ลมหายใจ

หรือแม้ท่านจๅกไปแล้ว
เป็นเทวดาประจำตัวที่จะคอยดูแล
ช่วยเหลือเราและเราเป็นผู้เกิดมาหลายภพชๅติ
ย่อมมีพ่อแม่ในทุกภพทุกชๅติ ที่เกิดมา

ในทุกสถานะ ทุกวรรณะแน่นอน มากมายมหาศๅล
คนที่มีลูกนั้น รักลูกมากแค่ไหน
ให้ทุกอย่างได้เพื่อลูก พ่อแม่เรานั้น ก็รักเรามาก
ให้ทุกอย่างได้เหมือนกัน ลองตั้งจิตดีๆ

ขอเมตตา ขอบุญบๅรมี พ่อแม่ในทุกภพชๅติ
บุญที่เราเคยทำมาในทุกภพทุกชๅติ
ในชาติปัจจุบันที่เรานึกได้รวมเป็นมหาบุญกุศล

ขออำนๅจแห่งบุญพาเราให้พบทางออก

พาเราให้มีปัญญา พาเราให้ออกมาจากความ มื ด
พาเราให้พ้นจาก อุปสรรค ก ร ร ม ทั้งหลาย

สำหรับคนในชๅตินี้ พบความทุ กข์กาย ทุกข์ใจ
เพราะพ่อแม่เป็นฝ่ายดี ขอให้ ล อ งให้อภัย
ถอยออกจากความ ไ ม่ ชอบใจ
ถอยออกจากความขุ่นใจ

ถอยออกจากวงเวียน ให้อโหสิต่อกันและกัน
ก็เป็นบุญใหญ่มากแล้วในชๅตินี้
และบุญใหญ่แห่งการให้อภัยทานนี้
และพาเราให้พ้น จากอุปสรรคกรร มทั้งหลาย ได้เช่นกัน

วัดแห่งนี้ไม่รับ เงินบริจาค เอาเงินที่ได้มาไปให้ พ่อแม่ดีกว่า ได้บุญมาก

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ของหลวงปู่ทุย หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เจ้าสำนักวัดป่าดานวิเวก หรือวัดดงศรีชมภู จังหวัดบึงกาฬ หลวงปู่ทุยท่านเป็นคนรักธรรมชาติ หลังจากฝึกกรรมฐานจนสำเร็จหลวงปู่ขาวจึงได้แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมภูเมื่อปี 2509 หลังจากที่อยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ก็ได้ตั้งเป็นวัดป่าดานวิเวกขึ้นในปี 2511

หลวงปู่ทุยท่านมักจะเทศน์สอนบอกชาวบ้านว่า โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัดเพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า หรือ โยมมาที่วัดขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิฝึกจิตได้บุญกว่ามานั่งกราบพระ

หากใครที่เคยมากราบหรือสนทนาธรรมกับท่านก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเป็นพระสมถะ ถึงแม้ว่าท่านจะเจ้าระเบียบและอยู่ในพระธรรมวินัย พระเณรทั้งหลายก็อยากมาอยู่ศึกษาธรรมะกับท่าน เพราะชอบใจในข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่วางไว้และเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ

หลวงปู่ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า “โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด โยมเอาเงินไปดูแลพ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด เรื่องเงินน่ะไม่สำคัญฆราวาสมีศีล 5 เท่านั้นพอ” วัดจะไม่ใช้ไฟฟ้าและระบบน้ำประปา พระและเณรจะช่วยกันไปตักน้ำมาใส่โอ่งสำหรับไว้ใช้ เมื่อไม่มีไฟฟ้าและประปา จึงไม่จำเป็นเลยที่ญาติโยมจะต้องมาบริจาคเงินเข้าวัด

เพราะในปัจจุบันเงินทองสำคัญจนทำให้คนลืมว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร บางวัดมุ่งเทศนาชวนเชื่อแต่เรื่องการบริจาคเงิน จนลืมความสำคัญของคำสอน แต่สำหรับหลวงปู่แล้วยังคงเป็นพระธรรมดา และเป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธอยู่เสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก : หลวงปู่ทุย แห่งวัดป่าดานวิเวก

เรื่องเล่าครั้งเมื่อในหลวงถูกตำรวจบีบแตรไล่ ขณะที่ติดไฟแดง

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ครั้งเมื่อหลวงโดนรถของรัฐมนตรีบีบแตรไล่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆนะครับ ดร. สุเมธ ท่านเป็นคนเขียนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง (เอกสารต้นฉบับดังในภาพท่านเขียนเอาไว้ว่า… ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน บนถนนในกรุงเทพฯ มีรถคันหนึ่งได้ขับไปบนถนนโดยในรถคันดังกล่าวมีเพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียว

ในระหว่างทางที่ขับไปนั้นชายดังกล่าวได้จอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟ 1 ถุง และ ขับรถต่อมากระทั่งมาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง ชายดังกล่าวก็ได้จอดติดไฟแดงอยู่

ไม่นานนักมีรถตำรวจคันหนึ่งซึ่งขับนำขบวนมาได้บีบแตรไล่รถที่ชายผู้นั้นจอดติดไฟแดงอยู่นั้นให้หลบไป และ รถตำรวจยังได้พูดผ่านไซเรนว่า… นี่เป็นรถนำขบวนรัฐมนตรี ให้รถของชายดังกล่าวหลบไป แต่รถของชายผู้นั้นก็ไม่หลบให้…

กระทั่งตำรวจได้ลงจากรถมาที่รถของชายดังกล่าวและเรียกให้ชายผู้นั้นลงจากรถ พอชายผู้นั้นได้ลงมาจากรถ ตำรวจที่ได้เห็นชายคนนั้นถึงกลับเข่าอ่อน แทบจะล้มทั้งยืน สร้างความตกใจให้แก่ตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ในรถต้องวิ่งลงมาดูพร้อมกับรัฐมนตรี

พอตำรวจ และ รัฐมนตรีมาถึง ทั้งคู่ได้เห็นชายดังกล่าว ทั้งตำรวจและรัฐมนตรีได้นั่งลงไปกับพื้นทันที เสมือนกับว่าขาทั้งสองข้างได้อ่อนแรงลงไปทันใด และ ได้เงยหน้ามองดูชายซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยอาการตัวสั่น ชายคนนั้นที่ทั้งคู่ได้เห็น เป็นชายที่มีรูปอยู่บนธนบัตร คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง

ในหลวงได้ตรัสถามรัฐมนตรีและตำรวจติดตามว่า… พวกท่านจะรีบไปไหนหรือถึงกับจะต้องฝ่าไฟแดง… ข้าพเจ้ายังรอติดไฟแดงได้เลย

รัฐมนตรีไม่ตอบได้แต่นั่งเงียบ และ กราบลงบนพระบาทและในหลวงก็ได้ทรงขึ้นรถ ตำรวจที่นำขบวนรัฐมนตรีมานั้นก็ได้ทูลว่าให้ข้าพระพุทธเจ้าขับรถนำรถพระที่นั่งของพระองค์ไปมั้ยพุทธเจ้าข้า

ในหลวงตรัสว่า… เราไม่ต้องการให้ท่านมานำขบวนรถเราหรอก เราขับไปเองคนเดียวได้ ท่านไปนำรถของท่านรัฐมนตรีเถอะ

จากนั้นในหลวงก็ได้ทรงขับรถออกไปจากสี่แยกนั้น โดยไม่ได้มีรถตำรวจนำไปแต่อย่างใด…

ท่านทรงสอนให้รู้ว่า… แม้จะเป็นคนใหญ่คนโตแค่ไหน ทรงอิทธิพลเพียงใด ท่านทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่ก็ยังเคารพในกฎหมายระเบียบวินัย และ กฎจราจรอย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างที่ถูกต้องให้ประชาชนได้ปฏิบัติตาม เพื่อความมีวินัยของจราจรบนท้องถนน

แจกฟรี… 3 สูตรกำจัดหญ้า ปลอดภัยไร้เคมี เห็นผลใน 2 วัน

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องหญ้าที่บ้าน หรือที่่อื่นๆ วันนี้เราหมดกังวลเรื่องหญ้าอีกนะค่ะ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศเตือนแล้วว่า “ยากำจัดหญ้า 2,4-D” อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ ประเทศไทยนำเข้ามากกว่า 10 ล้านกิโลกรัม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยก็ไม่มีท่าทีที่ต่อต้านเรื่องยากำจัดหญ้านี้แต่อย่างใด

ดังนั้นเราในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค ควรร่วมด้วยช่วยกันทำเกษตรปลอดภัยห่างไกลจากยากำจัดหญ้ากันดีกว่าครับ วันนี้เราขอเสนอวิธีกำจัดหญ้า โดยทำยากำจัดวัชพืชปลอดภัย สำหรับนำไปใช้ในพื้นที่เล็กๆ โดยมีส่วนผสมดังนี้

สูตรที่ 1 : สูตรน้ำส้มสายชู
น้ำส้มสายชู 3 ลิตร
เกลือแกง 2 ถ้วย
น้ำยาล้างจาน 1 ถ้วย

วิธีการทำ
ละลายทุกอย่างให้เข้ากัน หลังจากนั้นเราก็จะได้ยาฆ่าหญ้าปลอดภัยทำเอง
ต่อจากนั้นนำใส่ถังหรือขวดสเปรย์ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าได้เลยครับ ไม่เกิน 2 วันรับรองเห็นผล
ยิ่งวันที่มีแดดจัดยิ่งดี รู้อย่างนี้เราไม่มีความจำเป็นต้องซื้อยาฆ่าหญ้าอันตรายมาใช้อีกต่อไป

เป็นวิธีกำจัดหญ้าแบบง่ายๆ เราสามารถทำยาฆ่าหญ้าแบบเกษตรปลอดภัย หรือยากำจัดวัชพืชปลอดภัยได้เอง ไม่ต้องใช้สารเคมีอีกต่อไป ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงวันที่ฝนตกนะครับ

สูตรที่ 2 : สูตรน้ำหัวผักกาด (หัวไชเท้า)หัวไชเท้า

สิ่งที่ต้องเตรียม
น้ำหัวผักกาด (สีขาว) 1 ส่วน
น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ส่วน
ผงกลูโคส 1 ส่วน

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักไว้ 1 คืน

การนำไปใช้
ใช้ 7 วันครั้ง ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใช้ในนาข้าวเมื่อข้าวยังเล็กเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของหญ้าหรือใช้ฉีดพ่นมะนาวหรือส้มโอให้ใบร่วง จากนั้นจะเริ่มออกดอกนอกฤดูกาลได้อีกด้วย

สูตรที่ 3 : สูตรเกลือ

สิ่งที่ต้องเตรียม
เกลือ จำนวน 2 กิโลกรัม
ปุ๋ยยูเรีย 21-0-0 จำนวน 2 กิโลกรัม
น้ำ จำนวน 20 ลิตร

วิธีทำ
นำเกลือมาผสมกับปุ๋ยยูเรีย แล้วนำไปผสมกับน้ำ 20 ลิตร

การนำไปใช้
นำไปฉีดในนาข้าวที่มีต้นข้าวที่มีความสูงเหนือหัวเข่า ใช้ระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ต้นหญ้าหรือวัชพืชที่เกษตรกรไม่ต้องการก็จะแห้งเหี่ยวตายไปเองกลายเป็นปุ๋ย ชั้นดีในนาข้าวได้ดีอีกด้วย

หมายเหตุ : ทุกสูตรก่อนนำไปใช้ ควรผสมน้ำยาล้างจานนิดหน่อย 1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเป็นสารจับใบเวลานำไปฉีดพ้นเพื่อกำจัดวัชพืช

คิดให้ดีก่อน..ออกมาทำเกษตร

ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อน!!! ถ้าคุณคิดจะลาออกจากงานประจำ มาทำเกษตรแบบเต็มตัว

          คนที่จะลาออกจากงานมาทำเกษตรต้องวางแผนล่วงหน้าให้ดี มีบางท่านคิดว่า อีก 7-8 เดือน จะเกษียณอายุ มีเงินก้อนหนึ่งอยากไปหาซื้อที่ทำเกษตรที่บ้านเกิดบ้าง แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือคนที่จะลาออกจากงานหรือคนที่จิตใจไม่อยู่กับที่ทำงานในบริษัท หรือหน่วยงานราชการ บุคคลประเภทนี้จะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมเพราะ การทำการเกษตรนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือปูด้วยพรมบนแคทวอล์ค หากต้องการมาเป็นเกษตรกรจริงๆ แล้วต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่าง

ซึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณามีหลายประการคือ

1.มีที่ดิน

           เดี๋ยวนี้มีที่ดินเพียง 1-2 ไรก็รวยได้ อยู่ที่เราวางแผนจะใช้ที่ดินนั้นทำอะไร เรามี 50 ไร่ ปลูกพืชเชิงเดียว อาจจะจนมากกว่า คนที่ทำเกษตรแบบผสมผสานเพียง 1 ไร่ ก็ได้ 1 ไร่ 3 แสนเป็นเรื่องที่เป็นได้แน่นอนทำมาแล้ว ขออย่างเดียวให้มี น้ำ ถ้ามีน้ำคือมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน ถ้าฝนตกเรามีที่เก็บไว้ได้หมดเราจะมีน้ำเพียงพอใน1ปีแน่นอน

2.มีทุน

Money and plant. Hand holding euro coin.

          เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยลาออกมาแล้วจะกินอะไร เอาเงินที่ไหนใช้จ่าย การเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรไม่ใช่ว่าทำเดือนสองเดือนแล้วมีเงินเข้ามา ต้นไม้พืชผัก จะบังคับให้มันโตตามใจเราไม่ได้ ถามว่ามีเท่าไหร่ถึงจะพอยิ่งถ้ามี ภาระทางครอบครัวแล้วคิดให้หนัก ต้องเตรียมปรับปรุงดิน วางแผน ปลูกต้นไม้แบบค่อยๆ ไปตามเวลาอย่างน้อย 1-2  ปี พอลาออกปุ๊บเก็บผลผลิตขายได้เลย แต่ถ้าไม่วางแผนหรือทำล่วงหน้าไว้ก่อน ท่านครับเป็นลูกจ้างเหมือนเดิมดีกว่า

3.มีใจ

            ใจนั้นสำคัญ ถ้ามีใจก็มีชัยไปครึ่งหนึ่งที่สำคัญถ้าอยู่ไม่ได้ต้องออกแน่ อยากให้ทุกคนปลูกไม้บำนาญตามขอบเขตของที่ทางเช่น ยางนา พะยูง ตะแบก เป็นต้น จะได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยของธนาคารใดๆในโลกนี้ ก่อนลาออกต้องถามใจตัวเองก่อนว่าทนตากแดดตากฝน เท้าติดดิน มือแตก และการดูถูกเหยียดหยามได้หรือไม่

4.มีกำลัง

           อันนี้คนที่เกษียณอายุควรคิดให้มาก ยิ่งอายุมากกำลังวังชาถดถอย เคยขุดดินได้ก็เริ่มขุดไม่ไหว อย่าคิดว่ามีเงินจ้างเขาทำชี้นิ้วสั่งก็ได้ แบบนี้เก็บเงินไว้ให้ลูกหลานใช้ดีกว่า บางคนมีเงินลุยทำเกษตรตั้งชื่อฟาร์มเสียโก้หรู โดนลูกน้องหลอกมาหลายราย สุดท้ายก็เป็นฟาร์มที่ใช้เงินสร้างไม่ได้สร้างด้วยกำลังกาย กำลังใจ

5.มีความรู้

          อย่าเพิ่งรีบลาออก ต้องเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน ที่ดิน ทุน ใจ กำลัง หาได้สร้างได้ แต่ความรู้ ต้องมี เพื่อเป็นพื้นฐานระหว่างที่ทำงานอยู่หาความรู้ไปด้วย สะสมเงินทุน ที่ดินไปก่อนอย่าเพิ่งตัดสินใจลาออกกะทันหัน เพราะตอนที่เราทำงานอยู่ เราสามารถใช้เวลาว่างหาความรู้ได้เต็มที่ทุกคน

            พรสวรรค์ไม่ได้มีทุกคน แต่ถ้ามีพรแสวงรับรองพออยู่ พอกิน พอใช้แน่นอน การเสาะแสวงหามีความรู้นั้นไม่ยากต้องตั้งโจทย์ก่อนว่า คุณอยากทำอะไร สนใจอะไร หาความรู้ไว้ก่อนยิ่งมีสื่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งสะดวกสบายใหญ่ค้นข้อมูลแป๊บเดียวก็ได้แล้ว แต่อย่าเชื่อจนหมด เราต้องปฏิบัติจริงแล้วปรับมาใช้กับบริบทของตนเอง ต้องนำหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้ามาใช้ โดยเฉพาะนักวิชาการบางคนรู้แต่ทฤษฎีไม่เคยลงมือทำ อย่าเชื่อปราชญ์เพราะบางคนเป็นปราชญ์โปรโมท เชื่อเขาทั้งหมดทำตามหมดก็เจ๊งได้ จงเชื่อตัวเราเองที่ได้นำความรู้จากที่ต่างๆ มาตกผลึกจนปนของเราเอง

สาวไทยสุดแกร่ง ชาวร้อยเอ็ด ขับรถ 10 ล้อ ที่อเมริกา

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ชาวเน็ตให้ความสนใจ หลังเพจเฟสบุ๊ค “New York ออกสาว” ได้ออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวระบุข้อความว่า สาวไทยวัย 25 ปี ขับรถ10 ล้อ ส่งของทั่วอเมริกา เรื่องราวของสาวไทยที่ขับรถส่งของทั่วอเมริกาที่หลายคนอาจจะเคยเห็นกันมาบ้างแล้ว แล้วคุณรู้มั้ยว่าก่อนที่เค้าจะมาถึงจุดๆนี้ เค้าผ่านอะไรมาบ้าง

เพจเรามีเรื่องราวของเธอมาฝากกันค่ะ “ปิ๋ม สุภาวดี นามชารี” สาวชาวร้อยเอ็ด ที่ชีวิตลิขิตให้เค้ากลายเป็นสาวแกร่ง และเก่งแห่งปี จากเด็กที่เริ่มจากศูนย์ จนวันนี้เธอสามารถทำรายได้เกือบล้านต่อเดือน และทำหน้าที่ลูกที่น่ารักของพ่อแม่และครอบครัว เค้าเป็นใคร แล้วเพราะอะไรเธอถึงเลือกอาชีพนี้

ปิ๋ม เกิดในครอบครัวที่ทางบ้านประกอบอาชีพเกี่ยวกับ รถขนของ พ่อและแม่ของเธอต้องขับรถบรรทุกส่งของ ซึ่งต้องออกต่างจังหวัดเป็นประจำ ทำให้เธอนั้นเติบโตและเลี้ยงดูมากับคุณตาคุณยายโอกาสเดียวที่เธอจะได้อยู่กับพ่อและแม่นั้น เธอต้องอาศัยช่วงวันหยุดหรือปิดเทอม เพื่อที่จะนั่งรถบรรทุกส่งของและเดินทางติดตามไปกับพ่อแม่ของเธอ นั่นก็ทำให้เธอได้ซึมซับกับประสบการณ์การขับรถบรรทุกส่งของตั้งแต่เด็กๆ

ตอนวัยเด็กปิ๋ม ก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป ที่การทำไร่ไปนา นอนกลางดินกินกลางทราย หรือแม้แต่งานรับจ้างทั่วไป เป็นสิ่งที่เธอทำประจำ หรืออะไรที่พอจะช่วยให้เค้าแบ่งเบาภาระทางบ้านได้ เธอไม่เคยเกี่ยง เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ น่าชื่นชมจริงๆ กับผู้หญิงคนนี้

ใครที่คิดว่าเรียนไม่เก่ง จะไม่ประสบความสำเร็จ ปิ๋มเรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าการจบแค่ ม.6 แล้วคุณจะไม่มีโอกาสทำอะไรตามที่เราฝัน เพราะฉะนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินตามความฝันเข้ามาทำงานในประเทศอเมริกา ปิ๋มก็เหมือนเด็กไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานตามร้านอาหารไทย

แต่สำหรับเธอคนนี้ เธอคิดว่างานบริการไม่ใช่สิ่งที่เธอถนัด และชีวิตคนเราถ้ามุ่งมั่นและไม่หยุดที่จะทำในสิ่งที่เราฝัน เธอตัดสินใจเข้าสมัครเรียนจริงจัง เกี่ยวกับการขับรถส่งของในอเมริกา และสอบผ่านใบอนุญาตขับรถส่งของจนวันนี้เธอได้ทำตามความฝันอาชีพอะไรที่คุณรักและถนัด แล้วทำมันแล้วมีความสุข นั่นก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จในอาชีพแล้วค่ะ

ปิ๋มขอบคุณคนที่อ่านแล้วเข้าใจ เปิดใจกว้าง มองเห็นด้านดีที่ถูกแชร์ออกไป ไม่ใช่แค่ส่วนรายได้ จริงๆ ความสำเร็จในชีวิตคนเรา ไม่ได้ไกลตัวเลยนะ เริ่มจากการอ่าน คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เบสิคง่ายๆเลย

ถ้าตีความได้ ใช้เหตุผล เข้าใจคนอื่นให้เหมือนที่อยากให้คนอื่นเข้าใจเรา แค่นั้นก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จ ในการใช้ชีวิตไปอีกขั้นแล้วค่ะ ไม่ได้โลกสวย แต่ก็ไม่เคยใช้ด้าน ไม่สวย

เห็นตอนเด็กคุณปิ๋มถ่ายรูปครอบครัวกับรถบรรทุก ไม่ทราบว่ารถบรรทุกมีความสำคัญอะไรกับคุณปิ๋มอย่างไร

รูปนั้นเป็นรูปเดียวในชีวิตของปิ๋มเลยก็ว่าได้ ในรูปคู่ที่ปิ๋มมีคู่กับรถบรรทุกที่บ้าน ก็มันสำคัญมาก เพราะ รถบรรทุกคันข้างหลังนั้นเป็นคันแรกที่พ่อปิ๋มมีเลย แล้วก็เวลาดู มันทำให้เรารู้สึกว่า เรามีทุกวันนี้ได้ เรามีโอกาสที่ดี ได้เรียนโรงเรียนดีๆ มายืนถึงจุดนี้ได้ เพราะว่ามันคือรถคันนี้ รถบรรทุกข้างหลังเรา

คุณคิดว่าการทำงานในสหรัฐอเมริกาแตกต่างจากไทยมั้ยคะ

โดยส่วนตัวคิดว่าต่างมากๆ เรื่องของทัศนคติในการทำงานตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะปิ๋มเป็นคนนึงที่ เป็นเด็กบ้านนอก ที่มีโอกาสไปเรียนพิเศษที่กรุงเทพ แล้วหลังจากนั้นก็มีโอกาสไปหางานพาร์ทไทม์ทำ ในระหว่างหลังเลิกเรียน พอหลังจากคนรอบข้างที่รู้แล้ว คนรอบข้าง ใครก็ตาม น้อยคนมากที่เค้าจะชื่นชมเรา เค้ามองเราในแง่ลบ พ่อแม่ถังแตกหรือเปล่า ไม่มีเงินส่งให้ หรือว่าเราใช้เงินเยอะ ไม่เพียงพอ แทนที่จะมองว่า เราอยากมีเงินเก็บ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มันกลับเป็นอีกด้านนึงเลย ที่เราไม่คิด ไม่ฝันมาก่อน แต่ต่างจากคนที่อเมริกา ที่เด็กไฮสคูล เริ่มทำงาน พาร์ทไทม์ ฟูลไทม์แล้ว เพราะฉะนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นว่าทำไม เวลาเราทำอะไร หรือจะเริ่มงานอะไร เราถึงไม่บอกใคร มันไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะบอกให้คนอื่นรับรู้ แล้วการบอกคนอื่นอาจทำให้เราเสียเซลฟ์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นนี่คือความต่างมากๆเลย และถ้าเป็นเรื่องของรถบรรทุกที่อเมริกา สามารถทำเงินได้ดีกว่าที่ไทยมากๆ ที่ไทยต้องใช้รถถึง 3 คันกว่าจะได้กำไรเท่ากับ 1 คันที่นี่ เลือกการหางานจะยากง่ายต่างกัน ที่อเมริกาจะง่ายมาก แค่เข้า App หางาน แต่ที่ไทยไม่มีอะไรแบบนี้ เรื่องการติดต่องานต้องไปพูดไปคุยกับเค้า ถ้าเราไม่มีเส้นไม่มีสาย มันยากมากที่เราจะไปของานใครสักคนทำ เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นวัยรุ่นไฟแรง มันยากมากที่จะลืมตาอ้าปากได้โดยไม่มีเส้นไม่มีสายนะ

ไปไงมาไงถึงมาเป็นในอเมริกาได้คะ

ปิ๋ม ก็เป็นคนไทยธรรมดาคนนึง ที่มาเริ่มต้นจากการทำงาน ร้านอาหารไทย ทำงานหน้าร้าน หรือหลังร้าน ก็ตาม แต่อย่างที่บอก เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยหวาน ไม่ชอบคุยกับคน ก็เลยขอเจ้าของร้านทำงานหลังร้าน แต่เจ้าของร้าน เห็นว่าเราเป็นผู้หญิง ด้วยบุคลิก ดูอ้อนแอ้น จะทำงานในครัวได้หรอ ต้องใช้ความว่องไว เค้าเลยไม่กล้าให้เราทำ อยากให้เราทำงาน บริการ ขายหน้าตา ทำงานบริการ แต่ซึ่งเค้าไม่รู้เลยว่า skill ข้างหน้าร้านของเรามัน เฟลมาก มันไม่ใช่ตัวตนของเรา เราทำงานมาแค่ 1-2 ปี มันทรมานมาก มันเหมือนเด็กที่ต้องตื่นมา ไปโรงเรียน ที่เราไม่อยากไปโรงเรียน มีฟีลแบบนั้นทุกวันเลย เลยมีความรู้สึกว่า ต้องหางานอะไรอย่างอื่น ที่ใช้กำลังก็ได้ ที่ใช้แรงงานของเรา ด้วยความที่เราก็มีแค่วุฒิ ม.6 แล้วอยู่ๆก็ได้มีโอกาสรู้จักคนที่ทำธุรกิจรถ truck ได้คุยแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็ทำให้ได้รู้ว่า การขับรถ truck ในอเมริกา สามารถทำได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง เราก็เริ่มศึกษาหาข้อมูล แล้วตั้งแต่วันนั้นเราก็แน่ใจแล้วว่า เราจะไปเรียนที่โรงเรียนนี้นะ เราจบมาเราจะได้งาน เราก็ตัดสินใจออกจากงานร้านอาหาร โดยไม่คิด และกังวลอะไรเลย เราบอกกับตัวเองว่าเราจะเดินออกมาจากตรงนั้น คำตอบข้างหน้าที่ เราจะไปขับรถ truck คือเราทำได้นะ ไม่อย่างนั้น เราก็ต้องกลับมาที่เดิม คำตอบวันนั้นคือ มันต้องได้ อย่างเดียว

เวลาว่างคุณชื่นชอบและทำอะไรคะ

ตอนนี้ตั้งแต่มาขับรถ truck ก็จะมีเวลาว่างแค่ 1-2 ชม. ก็คือนอนเก็บเอาแรงอย่างเดียวเลย เพราะเวลาขับรถเราไม่ได้ขับแค่ 1-2 ชม. เราขับรถทีนึง 10 กว่าชม.เลย ถ้าว่างก็คือ นอนอย่างเดียวเลย

ใครคือแรงบันดาลใจของคุณให้เดินทางสายนี้คะ?

ตอบ..ปิ๋มคิดว่าปิ๋มไม่ได้อยากจะเป็นคนที่รวยแล้วก็ให้คนอื่นมาชมนะ แต่ปิ๋มอยากจะเป็นคนที่หาเงินได้ระดับนึงเพื่อที่จะมาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่แล้วก็ตากับยายคนที่เลี้ยงเรามาในขณะที่ปิ๋มยังสามารถทำได้การตอบแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงเรามานั้นแหละคือแรงบันดาลใจสำคัญของเรา

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับอาชีพนี้?

ตอบ…ในความคิดปิ๋มนะ ปิ๋มคิดว่าคนขับรถทรัคหลายๆคน น่าจะคิดเหมือนกันว่า เรามีความรู้สึกว่าขาข้างหนึ่งของเรามันเข้าไปอยู่ในคุกแล้วอ่ะ คือมันรอแค่จังหวะแค่อีกนิดเดียวเราสามารถทำผิดเราสามารถเป็นฆาตกรได้ตลอดเวลา เพราะว่าถ้าเราตัดสินใจผิดหรือว่าเลือกทำอะไรในทางที่ผิดแค่วินาทีเดียวเราสามารถฆ่าคนหรือฆ่าคนที่เราไม่รู้จักได้ นั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับปิ๋มแล้วค่ะ

คติประจำตัวของคุณคืออะไร?

ไม่รู้ว่ามันเป็นคติประจำตัวได้รึป่าวนะคะ แต่สิ่งที่ปิ๋มคิด มันไม่มีใครรวยทางลัด ทุกอย่างมันต้องลงทุนและต้องลงมือทำมันถึงจะสำเร็จ อย่างบางคนเห็นเราขับรถทรัคได้เงินดีนะ แต่พอรู้ค่าใช้จ่ายแพงกลับไม่กล้าลงเรียน เราอย่าคิดแบบนั้นค่ะ เพราะทุกอย่างคือการลงทุนให้กับชีวิตเรา อย่ามองแค่จุดเริ่มต้นให้เราคิดว่าเราจะจบตรงไหนค่ะ

งานไหนที่คุณประทับใจและภูมิใจที่สุด?

สำหรับปิ๋มนะงานที่ปิ๋มทำแล้วพ่อกับแม่แฮปปี้ คือเค้าภูมิใจในตัวเรา นั่นแหละคือทำให้ปิ๋มภูมิใจที่สุดแล้ว เช่นการขับ truck ในอเมริกาตอนนี้ ซึ่งทุกคนให้ความสนใจ หลายๆคนชม มันก็ทำให้พ่อกับแม่ยิ้มได้แล้วเค้าก็ภูมิใจในตัวเรา มันก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วที่เห็นเค้าภูมิใจในตัวเรา

สุดท้ายนี้อยากให้คุณฝากข้อคิดอะไรซักเล็กน้อยแก่แฟนเพจนิวยอร์คออกสาว ที่มีความฝันแต่ยังกลัวที่จะเริ่มต้นทำความฝันสักหน่อย?

ปิ๋มคิดว่า ความสุขของคนเรามันไม่เท่ากัน ความสุขของบางคนมีค่าหนึ่งพัน บางคนมีค่าหนึ่งหมื่น บางคนมีค่าหนึ่งแสน หรือบางคนต้องใช้หนึ่งล้านถึงจะมีความสุข แต่ว่าสำหรับปิ๋ม ความสุขที่สุด คือ การทำให้ครอบครัวของเราภูมิใจในตัวเรา และไม่ทำให้ผิดหวัง น่าจะเป็นความสุขที่สุดแล้ว เพราะว่ามันเป็นอย่างเดียวที่เรา อาจจะทำยากมากด้วยซ้ำ ที่ทำให้คนที่เรารัก แฮปปี้ เพราะฉะนั้นการที่ เห็นเค้ายิ้มได้ เราได้เห็นเค้ามีกิน มีใช้ ไม่ขาดมือนั้น คือความสุขของปิ๋มจริงๆ ที่เห็นคนในครอบครัวมีความสุข

คนไทยไอเดียเจ๋ง เปลี่ยนเปลือกทุเรียน เป็นฟิล์มถุงพลาสติกกินได้ เพิ่มรายได้

คนไทยไอเดียกรีน แปลงเปลือกทุเรียน เป็นฟิล์มถุงพลาสติกชีวภาพ ย่อยสลาย กินได้ ละลายน้ำ! ลดขยะเกษตรกรรม ลดขยะพลาสติก เพิ่มรายได้ ใช้ประโยชน์จากของเหลือ ผลิตบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พลาสติกใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย เปลือกทุเรียน และผลไม้ต่างๆ เป็นขยะภาคการเกษตรมหาศาล ปัจจุบันจึงมีการนำเปลือกผัก ผลไม้ต่างๆมาทำประโยชน์ต่างๆ

โดยในไทยมีการนำเปลือกทุเรียนนำมาสกัด และขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ จะได้ฟิล์มทำเป็นถุงพลาสติกเล็กเหมาะใช้สำหรับบรรจุเครื่องปรุงอาหารได้ ที่กินได้ ละลายน้ำ ย่อยสลายได้ด้วย

สามารถประยุกต์ใช้บรรจุอาหารที่มีความชื้นน้อยได้ ไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ อย่างน้ำตาลทราย น้ำมัน พริกป่น กาแฟ ชา และอื่นๆ ได้นาน 2 ปี กลิ่น สี รสชาติวัตถุดิบไม่เปลี่ยน เนื้อฟิล์มคงเดิม

โดยมันสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ในดินที่มีอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม ภายในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงกินได้ ละลายน้ำในเวลาไม่นานอีกด้วย

ตรงกันข้ามพลาสติกปัจจุบันใช้เวลาย่อยสลายกว่าหลายร้อยปี มีอัตราการรีไซเคิลที่ต่ำ ก่อภูเขาขยะทั่วโลก ตกค้างสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อสัตว์

หากใครสนใจนวัตกรรมนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5982, 084-0762021

ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ตั้งใจทำผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนพลาสติกที่ส่งปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถลดขยะเกษตรกรรมได้อีกด้วย

สามารถตามข้อมูลเพิ่มเติมลิงค์ด้านล่างนี้

https://youtu.be/OcvV1MUsnIY
https://www.thairath.co.th/news/local/1688675
https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_60898
http://www.moveworldtogether.com/TH/news-event-detail.php?ID=85
http://www.doa.go.th/research/attachment.php?aid=2229

แบบบ้านสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ ออกแบบรูปทรงตัวแอล เหมาะสำหรับครอบครัวเริ่มต้น

กลับมาพบกันเป็นประจำกับ ในบ้าน ครั้งนี้เราจะขอพาทุกท่านไปชม แบบบ้านสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการตกแต่งสุดฮิต สวยงามด้วยดีไซน์ปูนเปลือยและเผนสเน่ห์ความดิบของผนังอิฐโชว์แนว พร้อมพื้นที่ใช้สอยครบครัน เหมาะสำหรับครอบครัวเริ่มต้น เราไปติดตามรายละเอียดกันเลยดีกว่าค่ะ

บ้านหลังนี้เป็นผลงานการออกแบบจากคุณ ช.รัชชานนท์ รับเหมาก่อสร้าง โครงสร้างบ้านคอนกรีตตกแต่งภายนอกแนวปูนเปลือยขัดมัน โดดเด่นด้วยผนังอิฐโชว์แนวสีเข้ม ผสมผสานกับวัสดุงานไม้อย่างบานประตูและหน้าต่าง มุงหลังคาเมทัลชีททรงเพิงหมาแหงนเล่นระดับ

ผนังโดยรอบติดตั้งหน้าต่างกระจกบานใสเพื่อช่วยในการระบายอากาศ ส่วนด้านหลังมีลานโล่งกว้างสำหรับใช้เป็นพื้นที่ซักล้างและจัดสวน อีกทั้งยังมีประตูเชื่อมต่อเข้าไปยังพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกได้อีกช่องทางหนึ่ง

เรามาชมแปลนภายในกันบ้างดีกว่าค่ะ ตัวบ้านด้านหน้าโอบล้อมด้วยเฉลียงตลอดแนว จากทางเข้าจะพบกับห้องโถงกลาง แบ่งเป็นมุมนั่งเล่น มุมทำอาหาร และมุมทานข้าว ห้องทางฝั่งซ้ายมือจะเป็น 2 ห้องน้ำ และห้องนอนใหญ่ ส่วนทางขวาเป็นห้องนอนเล็ก

แบบบ้านสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ ประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องโถงกลาง เฉลียงหน้าบ้านและหลังบ้าน มีพื้นที่ใช้สอย 110 ตารางเมตร

ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1.3 ล้านบาท (ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์) หากชาวเว็บต้องการทราบรายละเอียดการก่อสร้างเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้จากที่มาด้านล่างนี้เลยค่ะ

ที่มา : ช.รัชชานนท์ รับเหมาก่อสร้าง

.

บ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย ดีไซน์ยกพื้น หลังคาปั้นหยาเล่นระดับ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 95 ตร.ม.

บ้านตัวอย่างที่ ในบ้าน จะพาไปชมนั้น เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ด้วยพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 100 ตร.ม. และยังมีการตกแต่งภายในที่สดใส มีการใช้โทนสีแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ พร้อมฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่ครบครัน น่าอยู่และไม่จำเจเลยทีเดียว

บ้านหลังนี้เป็นผลงานการออกแบบจาก บ้านสล่ารับสร้างบ้านลำพูน ที่ได้เน้นการออกแบบใน สไตล์ร่วมสมัย พร้อมขนาดที่มีความเล็กกะทัดรัดและมีดีไซน์ยกพื้น หลังคาทรงปั้นหยาเล่นระดับสวยงาม

ด้านหน้ามีเฉลียงทางเข้า ที่มาพร้อมกับพื้นที่นั่งชิลให้คนในครอบครัวได้ออกมานั่งเล่นพูดเคย รับบรรยากาศดีๆ ด้านนอก และยังให้ความรู้สึกต้อนรับเชื้อเชิญอีกด้วย

เข้ามาด้านในบ้านจะพบโถงนั่งเล่นเป็นอันดับแรก ซึ่งพื้นที่นี้ให้บรรยากาศโล่งสบายตาด้วยผนังโทนสีสีมิ้นท์ ตัดกับพื้นและฝ้าเพดานสีขาวอีกที นอกจากนั้นแล้วยังออกแบบให้เพดานเป็นแบบฝ้าหลุม เพื่อช่วยเพิ่มมิติให้กับโถงนั่งเล่น

ห้องครัวติดกับพื้นที่หลังบ้าน และเลือกใช้ผนังเป็นสีเขียวมิ้นท์ กับพื้นที่เป็นกระเบื้องสีขาวสะอาดตา โดยห้องครัวนี้ถือว่าค่อนข้างกว้างและมีพื้นที่เยอะ เหมาะสำหรับทำเป็นครัวฝรั่ง หรือครัวไทยก็ได้

ห้องนอนแต่ละห้อง สำหรับห้องนอนของบ้านหลังนี้มีหลายสี ซึ่งแต่ละสีนั้นมีสีสันที่สดใส บรรยากาศดูเป็นกันเอง โดยห้องแรกเป็นห้องนอนสีชมพู ห้องถัดมาเป็นฟ้าเย็นสบายตา และห้องสุดท้ายเป็นโทนสีน้ำตาลอบอุ่น

ในส่วนของห้องน้ำจะมี 2 ห้อง โดยห้องนี้ดูสวยงามเรียบง่าย และเลือกใช้วัสดุกระเบื้องสีเนื้อ ตัดกับกระเบื้องโมเสคสีน้ำตาลเข้ม พร้อมบานหน้าต่างขนาดเล็ก ที่ช่วยระบายไอความร้อน รวมถึงความชื้นภายในห้องน้ำได้เป็นอย่างดี

บ้านหลังนี้มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 95 ตารางเมตร งบประมาณก่อสร้าง 900,000 บาท หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามที่มาท้ายบทความเลยนะคะ ^^

ปล. งบประมาณในการสร้างบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้าง คุณภาพหรือเกรดของวัสดุ

การว่าจ้างช่างฝีมือหรือผู้รับเหมา ฯลฯ ดังนั้น ข้อมูลของบ้านหลังนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเป็นมาตรฐานในการสร้างบ้านอื่นๆ ที่มีสภาพปัจจัยที่แตกต่างกันได้

ที่มา : บ้านสล่ารับสร้างบ้านลำพูน

โทรศัพท์ : 091-853-1717 (ช่างแชม), 086-185-2953 (ช่างดรีม)

Line id : Samnoi_classicbannok