แจกสูตร การทำน้ำเขียวเลี้ยงปลา ทำให้ปลาโตเร็ว ไร้สารพิษ

น้ำเขียวเกิดจากตะไคร่น้ำ แต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ ตะไคร่ที่เป็นพืชเซลล์เดียวไม่ใช่ตะไคร่ที่เกาะตัวเหมือนขนตามก้อนหินหรือขอบบ่อ ตะไคร่ประเภทเซลล์เดียวเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายในสภาพที่เหมาะสม คือต้องมีแสงแดดที่เพียงพอ และมีแอมโมเนียวิ่งเป็นอาหารชั้นเลิศสำหรับตะไคร่น้ำ

วิธีง่าย ๆ ที่จะก่อให้เกิดแอมโมเนีย คือ ของเสียที่ถูกขับออกมาจากตัวปลา ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตะไคร่น้ำหรือน้ำเขียวสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว คลอเรลล่า (Chlorella sp.) เป็นแพลงค์ตอนพืชขนาดเล็กแค่ 2-3 ไมครอน

ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้ามีจำนวนมากจะมองเห็นเป็นสีเขียว เซลล์เป็นทรงกลม มีผนังเซลล์หนา สัตว์น้ำวัยอ่อนเมื่อกินข้าไปแล้วไม่สามารถย่อยได้ แต่เป็นอาหารที่ดีของโรติเฟอร์และไรน้ำกร่อย มีทั้งคลอเรลล่าน้ำเค็มและน้ำจืด

ชนิดที่เพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารแพลงค์ตอนสัตว์น้ำกร่อยจะอยู่ในช่วงความเค็มระหว่าง 10-20 พีพีที ชอบแสงแดด เพื่อสังเคราะห์อาหาร แต่ไม่ชอบอุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส เหตุที่ไม่ชอบอุณหภูมิสูง เพราะยิ่งอุณหภูมิสูงเท่าไหรโปรโตซัวก็จะเพิ่มจำนวนเร็วเท่านั้น

นอกจากโปรโตซัวแล้วแพลงค์ตอนตัวอื่นโดยเฉพาะกลุ่มไดอะตอม โรติเฟอร์ และไรน้ำกร่อย เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มจำนวนของคลอเรลล่า ทำให้คลอเรลล่าลดจำนวนลงสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยการใช้คลอรีนผง 1 กรัมต่อน้ำเลี้ยงหนึ่งตัน หรือคลอรีนน้ำ 7 ซีซี ต่อน้ำเลี้ยงหนึ่งตัน แต่ปริมาณนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผล เพราะคุณภาพของคลอรีนจะแตกต่างกันมาก ต้องหาปริมาณการใช้ใหม่ให้อยู่ในระดับที่โปรโตชัวและแพลงค์ตอนตัวอื่นตาย แต่คลอเรลล่าไม่ตาย ถ้าคลอเรลล่าตายให้ลดปริมาณคลอรีนลงมา

วิธีการเลี้ยงคลอเรลล่า
การเพาะเลี้ยงคลอเรลล่าเพื่อเป็นอาหารแก่โรติเฟอร์และไรน้ำกร่อย โดยเลี้ยงในบ่อคอนกรีตหรือถังไฟเบอร์ ขนาดไม่ควรเล็กมาก โดยทั่วไปควรใช้บ่อขนาดตั้งแต่ 0.5 ตันขึ้นไป และต้องมีปริมาตรน้ำเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4 ของปริมาตรน้ำเลี้ยงโรติเฟอร์และไรน้ำกร่อย

บ่อต้องตั้งอยู่กลางแจ้ง ล้างบ่อให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วจึงเติมน้ำทะเลที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนแล้ว พร้อมปรับความเค็มให้อยู่ที่ระดับ 15-20 พีพีที ใส่พันธุ์คลอเรลล่าที่อัตราส่วน 1-5 ต่อ 5 ของปริมาตรน้ำเลี้ยง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นหัวเชื้อ ปริมาณน้ำจะใช้เต็มบ่อหรือครึ่งบ่อขึ้นอยู่กับปริมาณหัวเชื้อที่มี ถ้ามีน้อยให้เริ่มจากครึ่งบ่อก่อน แล้วค่อยขยายให้เต็มบ่อเมื่อเซลล์หนาแน่นขึ้น จัดให้มีอากาศอย่างเพียงพอ

ปุ๋ยที่ใช้เลี้ยงใช้ปุ๋ยสูตร แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) จำนวน 100 กรัมต่อตัน, ปุ๋ยนา (16-20-0) จำนวน 15 กรัมต่อตัน และยูเรีย (46-0-0) จำนวน 5 กรัมต่อตัน ปริมาณปุ๋ยที่ใช้จะลดลง เมื่อเริ่มสูบน้ำคลอเรลล่าไปใช้เลี้ยงไรน้ำกร่อย คือ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ

ทั้งนี้เนื่องจากถ้าปุ๋ยที่ใส่ลงไปคลอเรลล่าใช้ไม่หมด แล้วสูบนำไปใช้เลี้ยงโรติเฟอร์และไรน้ำกร่อยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อโรติเฟอร์ และไรน้ำกร่อยได้ ถ้าปริมาตรน้ำเต็มบ่อจะใช้เวลา 3 วัน จึงจะสูบนำไปใช้ได้ หรือวัดความโปรงแสงได้ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร

การเลี้ยงคลอเรลล่า สามารถเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการล้างและตากบ่อ ทั้งนี้จะต้องมีการควบคุมการปนเปื้อนของโปรโตซัว แพลงค์ตอนชนิดอื่น โรติเฟอร์ และไรน้ำกร่อย ที่มีผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของคลอเรลล่า ด้วยการเติมคลอรีนผง 65 เปอร์เซ็นต์ ทุกวัน ในอัตราประมาณ 1 กรัมต่อน้ำ หนึ่งตัน หรือคลอรีนน้ำ 7 ซีซี ต่อน้ำหนึ่งตัน

ช่วงเวลาการใส่คลอรีนไม่ควรใส่พร้อมกับการใส่ปุ๋ย เพราะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี และทำให้ประสิทธิภาพของคลอรีนและปุ๋ยลดต่ำลง ควรเว้นระยะเวลาการใส่ให้ห่างกันประมาณ 6 ชั่งโมง

ข้อดี
น้ำที่เปี่ยมไปด้วยออกซิเจน ในระหว่างการ Photosynthesis ของพืช คาร์บอนไดออกไซด์และแอมโมเนีย จะถูกใช้ไป ออกซิเจนจะถูกผลิตออกมาแทนที่ ปลาที่ได้รับ ออกซิเจน ในปริมาณที่มากจะเจริญอาหาร โตเร็ว และแข็งแรง ผลพลอยได้ คือ พัฒนาการที่ดีของปลา

น้ำที่ปราศจากของเสีย Nitrite และ Nitrate ซึ่งเป็นพิษสำหรับปลา จะถูกกำจัดออกไปในกระบวนกา Photosynthesis ระบบกรองแบบธรรมชาติที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ น้ำเขียวสามารถถูกนำมาใช้แทนที่ระบบกรองที่ต้องลงทุนทั้งเม็ดเงิน และ เวลาในการดูแลรักษา

ช่วยให้สภาพของน้ำไม่แปรปรวน คุณสมบัติที่ดีอีกอย่างของน้ำเขียว คือ สามารถทำให้ไม่เกิดการแกว่งตัวอย่างเฉียบพลัน ของค่า pH ในน้ำ และเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำใส น้ำเขียวจะมีการปรับตัวของอุณหภูมิที่ช้ากว่าเมื่อต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุณหภูมิโดยรอบเป็นแหล่งอาหารชั้นยอด

น้ำเขียวมีสัดส่วนของโปรตีน ในจำนวนมาก เและยังมี Carotene ที่เป็นสารเร่งสีแบบธรรมชาติสำหรับปลาอีกด้วย ช่วงฤดูหนาวปลาจะจำศีล และจะไม่มีการให้อาหารหรือเปลี่ยนน้ำเด็ดขาด น้ำเขียวจึงเป็นแหล่งอาหารที่ดี และยังช่วยคงสภาพน้ำในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้ายอีกด้วย

ช่วยลดความเครียดให้กับปลา ทุกท่านอาจเคยได้ยินว่าเวลาปลาป่วยให้ใส่ยาและปิดบ่อ เพื่อลดความเครียดของปลา น้ำเขียวก็สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนกับการปิดบ่อ เพราะปลาจะมองเห็นแต่สีเขียว และจะไม่แตกตื่นง่ายต่อการเคลื่อนใหวของสิ่งต่าง ๆ รอบข้าง

ข้อเสียการขาด ออกซิเจน
ในขณะที่ตอนกลางวัน น้ำเขียวจะปล่อย ออกซิเจน ออกมาจำนวนมาก ช่วยให้ปลาสดชื่นและเจริญอาหาร แต่ในตอนกลางคืนน้ำเขียวจะแย่งออกซิเจน และอาจทำให้เกิดการขาดออกซิเจนได้ แต่โดยรวมแล้วปลามักจะมีการเคลื่อนไหวน้อยและกินอาหารน้อยอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้ออกซิเจนมากเท่าตอนกลางวัน แต่เพื่อความปลอดภัย การเติมอากาศให้เพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญในตอนกลางคืน

แผลเป็นที่เกิดจากออกซิเจนบางท่านอาจจะเคยพบว่าเกิดฟองอากาศขึ้นตามครีบและหางบนตัวปลา เมื่อพยายามเขี่ยก็ไม่ออก สาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดจากออกซิเจนที่ถูกผลิตออกมาในจำนวนมากโดยน้ำเขียว และได้เกิดการรวมตัวเป็นจำนวนมากในครีบหรือหางของปลา เกิดภาวะระเบิดออกจากแรงอัดอากาศ ทำให้เกิดแผลเป็นขึ้น

มองไม่เห็นปลาการมองไม่เห็นปลาที่เราเลี้ยงก็มีความเสี่ยงในการรักษาปลาที่เป็นโรค หากพบอาการป่วยของปลาช้าเกินไป

การทำน้ำเขียวจากปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ส่วนผสม
มูลสัตว์ 1 ส่วน
เศษฟาง หรือ ใบไม้แห้ง 1 ส่วน
รำอ่อนพอประมาณ
แกลบดิบ 0.5 ส่วน
น้ำจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์หัวเชื้อ 4 ช้อน + กากน้ำตาล 4 ช้อน + น้ำสะอาด 20 ลิตร)

วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ ราดน้ำจุลินทรีย์ที่ผสมแล้วลงไปเรื่อย ๆ จนได้ความชื้นที่เหมาะสมประมาณ 50%หมักกองใช้พลาสติกคลุมไว้ในที่ร่ม 5 วัน สามารถนำไปใช้ได้

วิธีการใช้
ทำน้ำเขียวในบ่อเลี้ยงปลา ใส่ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จำนวน 1-2 กิโลกรัม ทิ้งบ่อไว้ 7 วัน แล้วจึงปล่อยปลาลงเลี้ยง

การทำน้ำเขียวโดยใช้ขี้ไก่กับปุ๋ยยูเรีย
การเลี้ยงปลาจะได้ผลดีมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ คือ ลูกปลาที่ปล่อยต้องมีขนาดใหญ่ แข็งแรง จึงจะสามารถรอดจากศัตรูปลาได้ น้ำในบ่อต้องมีคุณภาพดี มีอาหารธรรมชาติมาก ถ้ามีมากจะมีสีเขียว

**ควรให้อาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอ และให้จำนวนเพียงพอต่อความต้องการของปลาที่อยู่ในบ่อการทำน้ำเขียวมีหลายวิธี สามารถทำได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ คือการทำน้ำเขียวด้วยการใส่ขี้ไก่กับปุ๋ยยูเรียลงในบ่อเลี้ยงปลา

วิธีทำ
รวบรวมขี้ไก่แล้วใส่ลงในบ่อปลา ละลายปุ๋ยยูเรียในน้ำก่อน แล้วจึงใส่ในบ่อปลา ถ้าไม่ละลายปลาจะกินยูเรีย อาจทำให้ปลาตายได้

วิธีการใช้
การใส่ขี้ไก่กับปุ๋ยยูเรียควรใส่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

วิธีเพาะน้ำเขียวในบ่อกลม
1 เริ่มจากทำความสะอาดบ่อกลม เติมน้ำลงในบ่อกลม ประมาณ 20ซม. โดยน้ำนั้นจำเป็นต้องผ่านการกรอง เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา อาจมีผลต่อไรแดงของเราในอนาคตได้ครับ

2 เตรียมหัวอาหาร สำหรับเพาะน้ำเขียว เมื่อเตรียมน้ำในบ่อเสร็จแล้ว จึงจัดการน้ำหัวอาหารเข้มข้น สำหรับเพาะน้ำเขียว Chlorellakit ขึ้นมาครับ จัดการเช็คปริมาณน้ำนะครับว่าใส่น้ำในบ่อไปกี่ลิตร กรณีนี้ผมใส่ไปประมาณ 100 ลิตรครับก็จะใส่หัวอาหารเข้มข้น Chlorellakit 100 ซีซี ครับ ( น้ำ 1 ลิตร : หัวอาหาร 1 ซีซี ) ง่ายมากเลยครับ **หมายเหตุ ฝาขวดของหัวอาหารเข้มข้น 1 ฝา เท่ากับ 5 ซีซี

3 กวนน้ำกับหัวอาหาร สำหรับเพาะน้ำเขียว เมื่อเติมหัวอาหารเข้มข้น ในบ่อแล้วให้ทำการกวนน้ำในบ่อ ให้เข้ากันกับหัวอาหารเข้มข้น ในกรณีนี้ผมได้ทำการเติมอากาศเข้าไปแทนการกวนครับ รอสักพักให้น้ำกับหัวอาหารเข้มข้น เข้ากันดี

4 เตรียมหัวเชื้อน้ำเขียว Chlorella สำหรับเพาะไรแดง จากนั้นทำการเตรียมหัวเชื้อน้ำเขียว Chlorella เพื่อจะเตรียมลงบ่อกลมกับน้ำที่ผสมหัวอาหารเข้มข้นแล้ว อัตราส่วน 1: 20 ลิตรครับ กรณีนี้ผมเติมหัวเชื้อน้ำเขียว Chlorella ไป 20 ลิตรครับ ปริมาณหัวเชื้อน้ำเขียว Chlorella มากเท่าไรก็จะยิ่งเขียวเร็วครับ มากหน่อยก็ใส่มากหน่อยครับ จากนั้นก็กวนน้ำในบ่อให้เข้ากัน ผมใช้การเติมอากาศแทนการกวนด้วนมือเหมือนเดิมครับ

5 รอเวลาและกวนน้ำเขียวเป้นประจำ จากภาพ เป็นการเสร็จสินกระบวนการทำครับ หลังจากนี้ก็รอไปอีก 2-3 วัน อย่าลืมมากวนน้ำทุกวันนะครับ ในภาพอาจจะดูเขียวหน่อยนะครับ เพราะผมใสน้ำเขียวไปเยอะครับ

6 น้ำเขียวสำหรับเพาะไรแดง พร้อมใช้งาน จากภาพ น้ำเขียวในบ่อดูเขียวเข้มขึ้นมากครับ พร้อมจะนำไปเพาะไรแดงต่อได้แล้วครับ ขอให้สนุกกับการเพาะน้ำเขียวและเพาะไรแดง

ขอบคุณแหล่งที่มา: http://www.kasetporpeangclub.com และ http://www.chlorellakit.com

วิธีรดน้ำต้นไม้แบบประหยัดน้ำด้วย ระบบน้ำหยด แบบต่างๆ

การรดน้ำต้นไม้ในระบบน้ำหยด ช่วยประหนัดน้ำและลดการใช้แรงงาน วิธีที่จะช่วยประหยัดน้ำอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับระบบน้ำหยด ที่จะช่วยให้เพื่อนๆประหยัดน้ำ ด้วยไอเดียแบบชาญฉลาด เอาใจคนรักต้นไม้ และการทำก็ทำได้จากวัสดุง่ายๆที่อยู่ใกล้ ว่าแต่จะมีแบบไหนนั้นไปดูกันเลยครับ

แบบที่1 โรงเรือนจิ๋วจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ลดการระเหยน้ำ
ตัดก้นขวดพลาสติกแล้วครอบลงในต้นไม้ ช่วยรักษาความชื้นหน้าดิน ช่วยลดปริมาณของน้ำที่ระเหยจากดินได้

แบบที2 กรวยน้ำหยด
นำกรวยรดน้ำต้นไม้ติดเข้ากับขวดน้ำพลาสติกที่ใส่น้ำ จากนั้นปักลงดิน น้ำจะหยดไหลผ่านกรวยในปริมาณเท่าๆกันสร้างความชุ่มชื้นให้กับดินและต้นไม้

แบบที่3 ระบบไอน้ำหมุนเวียน
ใช้ความร้อนจากแสงแดด ทำให้น้ำในขวดเล็กกลายเป็นไอระเหยอยู่ภายใน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับดิน

แบบที่4 เศษผ้าดึงน้ำจากขวด
นำเศษผ้าหรือผ้าฝ้าย จากนั้นให้ใส่ลงขวด หรือภาชนะใส่น้ำจุ่มลงไปถึงก้นขวด รอให้น้ำซึมผ่านผ้าแล้วนำปลายอีกด้านไปวางไว้รอบโคนต้นไม้

แบบที่5 การให้น้ำแบบใส่เทียน
ให้ท่านนำเชือก ไหมพรม หรือผ้าฝ้าย ใส่ไว้บริเวณใต้กระถาง วางซ้อนบนภาชนะที่ใส่น้ำไว้ดังรูปด้านล่าง เป็นระบบการให้น้ำในตัวเองจากน้ำด้านล่างผ่านเชือกไปยังกระถางต้นไม้ เป็นวิธีที่เหมาะกับไม้กระถางขนาดเล็ก

แบบที่6 สวนแขวนซ้อนกัน
ให้แขวนต้นไม้ซ้อนกัน ดังรูปด้านล่าง รดน้ำจากกระถางด้านบนจะไหลต่อลงมาข้างล่างเรื่อยๆนั่นเอง

แบบที่7 ขวดปักโคนต้น
ใช้ขวดน้ำพลาสติก หรือขวดแก้วใส่น้ำจนเต็มขวด แล้วคว่ำขวดลงไปในดินลึกประมาณ 10 ซ.ม.รอบบริเวณโคนต้น

แบบที่8 ขวดเจาะรูฝังดิน
นำขวดน้ำเจาะรูพรุน จากนั้นให้นำมาฝังดินใกล้โคนต้นไม้ โดยให้ฝาโผล่ในระดับผิวดิน ใส่น้ำให้เต็มแล้วปิดฝา น้ำจากขวดจะค่อยๆซึมออกมาทางรูพรุนรอบๆขวด

แบบที่9 ถังเก็บน้ำฝน
รองน้ำฝนกักเก็บใส่ถังหรือภาชนะแบบทึบแสงป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำ นำมาใช้แทนน้ำประปาได้ เช่น ล้างรถ รถน้ำต้นไม้ เช็ดล้างทำความสะอาดนอกอาคาร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก

แบบที่10 ระบบน้ำหยดแบบครัวเรือน
ใช้ถังเป็นแหล่งจ่ายน้ำส่งผ่านท่อหลัก ส่งไปตามท่อย่อยที่เจาะรูไว้ เป็นวิธีการให้น้ำสำหรับแปลงผัก มีประสิทธิภาพการให้น้ำสูง แต่ใช้แรงดันต่ำ ต้นทุนในการทำไม่สูงมากเป็นอย่างไรบ้างครับกับไอเดียดีดีที่นำมาฝากวันนี้ถ้าชอบก็ ลองเอาไปทำดูนะครับ

วิธีการเพาะเมล็ดผักหวานป่า ให้รอด พร้อมวิธีการปลูกอย่างง่ายๆ

ขั้นตอนการปลูกผักหวานป่า
วิธีการเพาะกล้า หรือ เพาะเมล็ดผักหวานป่า การเลือกวัสดุเพาะให้เหมาะสมกับพืชเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการงอกของพืช ทั้งนี้ผักหวานป่าเป็นพืชที่ต้องคอยประคับประคองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะราก วัสดุเพาะในแบบของคุณปัญญาประกอบด้วย ดินดำ ดินลูกรัง (ดินแดง) แกลบดำ และปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 3:3:3:1

“ดินดำ เป็นดินที่มีความเหนียว และมีฮิวมัสสูง แต่อุ้มน้ำได้เยอะ แต่พืชไม่ต้องการน้ำมาก เราจึงต้องใส่แกลบดำเข้าไปช่วย ส่วนดินลูกรังจะช่วยเพิ่มช่องว่างในดิน มีเหล็กสูง สามารถช่วยถ่ายเทอากาศในน้ำในถุงได้ และปุ๋ยคอกที่มีธาตุอาหารสำคัญต่อต้นพืช แต่ต้องผ่านการหมักไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเท่านั้น”

โดยทั่วไปแล้วปุ๋ยคอกมักมีความเค็มสูง การหมักมูลสัตว์เพื่อให้ได้มาซึ่งปุ๋ยคอกที่มีประกอบด้วยธาตุอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช และเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการ เพาะเมล็ดผักหวานป่า พันธุ์

ปุ๋ยคอกที่เขาใช้มาจากการหมักของ “ขี้วัว” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และใช้น้ำตาลทรายเป็นตัวช่วยย่อยสลายประมาณ 1 กก. กับขี้วัว 30 กระสอบ ไม่ต้องกลับกอง หรือคลุมพลาสติก เพื่อให้การย่อยสลายรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การคลุมหรือกลับกองอาจเป็นวิธีการที่ดี

ปัจจุบันการหมักวัตถุอินทรีย์ต่างๆ เพื่อนำกลับไปเป็นปุ๋ยมีให้เห็นกันมาก สามารถหาซื้อกันทั่วไปได้ไม่ยาก แต่ส่วนมากกลับเป็นปุ๋ยหมักที่ผสมด้วยปุ๋ยเคมีมากกว่า เพราะปุ๋ยเคมีจะสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าของธาตุอาหารในปุ๋ยคอกมากขึ้น ซึ่งกล้าผักหวานป่าไม่ต้องการ การหมักด้วยตนเองนอกจากจะลดต้นทุนลงไปแล้ว ยังทำให้ผู้เพาะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อพืชอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นให้ดูว่าขี้วัวที่เป็นก้อนป่นคล้ายดินหรือยัง จึงจะสามารถนำมาใช้ได้ กรณีที่ต้องหมักไม่ต่ำกว่า 6 เดือน สำหรับปุ๋ยที่ไม่ผ่านการคลุมและการกลับกองเท่านั้น เหมือนคุณปัญญา

เทคนิคการปลูกผักหวานป่า
ความพิถีพิถันในการปลูกก็ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะ เพื่อให้ต้นกล้าที่อ่อนแอออกมาจากถุงอย่างสมบูรณ์ที่สุด แน่นอนว่าต้องให้ “ราก” กระทบน้อยที่สุด ด้วยนิสัยของผักหวานป่าที่ทนแล้ง และไม่ชอบน้ำท่วม น้ำขัง อย่างมาก ดังนั้นก่อนที่จะย้ายต้นกล้าลงหลุมควรห้ามรดน้ำต้นก่อนประมาณ 3 วัน หรือจะสังเกตว่าถุงมีลักษณะหลวมพอที่จะดึงออกได้ ดินที่ถุงแน่นพอที่จะไม่แตก และไม่ทำให้รากขาดได้ จึงจะปลูกลงหลุมได้

“ปลูกต้นผักหวานป่าพยายามให้เอียงสวนทางกับทิศตะวันตกเฉียงใต้ 45 องศา เช่นกัน เนื่องจากลมจะเข้ามาทางนั้นมากกว่า การปลูกต้นตั้งตรงก็เหมือนการต้านลม ซึ่งหากต้นล้มก็ตายได้ทันทีเหมือนกัน แล้วกลบดินให้เต็มหลุม ป้องกันน้ำขัง ก่อนลงไม้ปักยึดต้นไว้ไม่ให้ล้มอีกทีหนึ่ง”

ทั้งนี้สืบเนื่องจากลักษณะการเดินของรากต้นที่มักจะเดินแผ่เป็นวงกว้างไปรอบต้นตามผิวดิน ซึ่งไม่ใช่การดึงลงไปตามความลึก การเอียงต้นจะส่งผลให้รากเดินได้ดีขึ้น พร้อมกับรับปุ๋ยที่อยู่ตามผิวดินด้วย หลังจากผ่านไปประมาณ 3 เดือน จะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงการตาย และการรอด ของต้น จากการดูที่ใบหากยังเขียวอยู่สม่ำเสมอก็แสดงว่าต้นรอด

1 ปี หลังจากที่ปลูกไปแล้ว ห้ามพรวนดินเด็ดขาด !!! แต่ให้ใส่ปุ๋ยคอกรอบโคนต้นสำหรับดูดซับอาหาร แต่ต้องหลังจากที่ต้นตั้งตรงได้ก่อน และไม่ใช้ปุ๋ยคอกใหม่ๆ เพราะต้นจะตายอย่างแน่นอน

เกษตรกรบางคนที่ปลูกแล้วมักจะท้อ จะเห็นว่าปีแรกยังไม่โตเท่าไหร่ ช่วงที่ปลูกผักหวานป่าได้ดีที่สุดประมาณ ก.ค.- ธ.ค. ถ้าหลังจากนี้อายุต้นจะเกินแล้ว ถ้าไปซื้อจากไหนก็พยายามจะปลูก หากว่าปลูกประมาณระหว่างหน้าฝน-ธ.ค. รากก็จะเดินเต็มที่ ต้นจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยจนถึงเดือน เม.ย. ที่ไม่ว่าโตเป็นเรื่องปกติ พอฝนตกอีกรอบหนึ่งต้นก็จะโตขึ้นมาทันที ปีแรกสูงกว่าเข่าแน่นอน จากนั้นก็ต้องตัดยอดที่ออกมาทิ้งทั้งหมด หัก 1 กิ่ง จะออกมา 5 กิ่ง ดังนั้นประมาณ 1 ปีกว่า- 2 ปี ก็จะสามารถเก็บยอดได้เลย

การให้น้ำผักหวานป่า
เมื่อใช้เวลาในการลองผิดลองถูกกว่า 2 ปี พอต้องมาเริ่มปลูกอีกครั้งเขาจึงต้องขึ้นร่องปลูก เพื่อป้องกันการน้ำท่วม และเป็นอีกระบบการให้น้ำของเขา “ในสวนผมจะมีลักษณะเป็นร่อง เมื่อเปิดน้ำก็จะไหลไปตามร่องที่ทำไว้ เมื่อเห็นว่าดินอิ่มตัวแล้วเราก็ปิดเท่านั้น แต่ไม่ต้องให้น้ำขัง บางส่วนจะเป็นระบบสปริงเกลอร์บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการวางระบบน้ำ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปรดน้ำเองเลย” ส่วนผลผลิตทั้งจากป่าและจากสวนมักประเดประดังเข้ามาช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. เป็นเรื่องปกติที่ราคาจะตกต่ำในช่วงระหว่างนี้

การหาแนวทางเพิ่มมูลค่าเพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูคงเป็นประเด็นที่เห็นกันบ่อยในพืชแทบทุกชนิด ซึ่งต้องอาศัยหลักการความน่าจะเป็นของพืชก็แตกต่างกันไปเช่นกัน บ้างก็ต้องอาศัยสารเคมีเป็นหลักในการเร่ง บ้างต้องอาศัยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการให้ผลผลิตนอกฤดูกาล

การเก็บเกี่ยวผลผลิตผักหวานป่า
ปกติผักหวานป่าจะออกยอดตั้งแต่เดือน ก.พ. แต่เราต้องการเก็บตั้งแต่เดือน พ.ย. เพราะราคาช่วงนั้นจะดีมากประมาณ 200 บาท/กก. ก่อนอื่นก็ต้องรูดใบออกให้หมดก่อน หลังจากนั้นก็ต้องรดน้ำทันที หากว่าอากาศร้อน พอต้นจะแตกยอดออกมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าร้อน ด้วยราคาที่ลดลงในหน้าร้อนเขาจะหยุดการเก็บยอดในเดือน เม.ย.-พ.ค. โดยการปล่อยให้ยอดแตกออกมา เพื่อรอเก็บเมล็ดมาเพาะใหม่ประมาณเดือน มิ.ย.

เป็นตัวเลขที่คุณปัญญาเฉลี่ยให้ทีมงานฟังคร่าวๆกับผลผลิตที่ได้รับในแต่ละวัน ถึงจะมีจำนวนต้นกว่า 1,000 ต้น บนพื้นที่ 3 ไร่ ที่เขามีอยู่ แต่นั่นก็ใช่ว่าผลผลิตที่ได้จะมาจากทั้งต้นทั้งหมด เมื่อที่ปลูกแซมไว้อีกมากมายยังไม่สามารถให้ผลผลิตได้อีกมาก ดังนั้นเท่าที่เก็บได้ ณ ตอนนี้ยังต้องรอต้นที่เก็บได้ในอนาคตอีก หากต้นใหม่เข้ามาผสมโรงด้วยแล้ว เชื่อว่าผลผลิตที่ได้ต่อวันคงต้องเพิ่มอีกเป็นทวีคูณอย่างแน่นอน

การจำหน่ายผักหวานป่า
รายได้จากผักหวานป่า 30 กก./วัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าราคาที่ได้ไม่ต่ำกว่า 100 บาท/กก. เป็นตัวเลขของบริเวณภาคกลาง แต่แหล่งตลาดโดยรวมของภูมิภาคอื่นๆ กลับมีราคาพุ่งสูงกว่า 200-300 บาท/กก.ทีเดียว

“แม่ค้าที่เข้ามารับซื้อจะมีทั้งภายในจังหวัดเอง แล้วยังจะเป็นกลุ่มแม่ค้าจากจังหวัดใกล้เคียง ทั้งยังมีจากตลาดไทเข้ามารับอีก ซึ่งจริงๆ แล้วเพียงแค่แม่ค้าในจังหวัดยังไม่เพียงพอให้ต่อความต้องการรับซื้อของเขาเลย” ด้วยมูลค่าที่สูงลิบ ทำให้หลายหน่วยงาน รวมทั้งตัวเกษตรกร ต่างกรูเข้าหาแหล่งผลิต ด้วยความที่มั่นใจว่าแม้ในอนาคตผลผลิตจะมีมากขึ้นต่อความต้องการ อีกทั้งราคายังเป็นต่อให้ราคาคงที่สม่ำเสมอ

เดิมทีเหมือนว่าเขาจะปลูกผักหวานป่าเป็นพืชแซมระหว่างต้นมะขามเทศอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับเหมือนว่าต้นมะขามเทศจะเป็นพืชตัวรองจากผักหวานป่าเสียแล้ว เมื่อเขาขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากขึ้น ผักหวานป่าเริ่มครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ และมีต้นชะอมที่ถูกตัดจนเป็นต้นเตี้ยสลับกันไป

รายได้จากผักหวานป่า และพืชอื่นๆ
หากแต่ต้นมะขามเทศยังกลายเป็นเสมือน “ต้นไม้พี่เลี้ยง” ให้กับต้นผักหวานป่าอีก ที่นอกเหนือจากเป็นพืชสร้างรายได้ดีไม่แพ้กันแล้ว ยังเอื้อประโยชน์จากใบมะขามเทศเป็นปุ๋ยชั้นดีอีก เพราะเป็นพืชตระกูลถั่วที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้เป็นอย่างดี บางที่อาจเลือกต้นแคเป็นไม้พี่เลี้ยง ซึ่งคุณปัญญาให้เหตุผลว่าต้นแคนั้นได้ราคาที่ค่อนข้างจะน้อยกว่ามะขามเทศมาก เขาไม่ต้องการเพียงมีรายได้จากต้นผักหวานป่า หรือต้นชะอม เท่านั้น แต่รายได้ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่เขาต้องการ คือ มะขามเทศ ด้วย

การปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเอง อาจลงตัวได้ดีไม่แพ้กัน และที่แน่นอนที่สุดน่าจะเป็นการลงตัวในระยะยาวที่เหนือกว่าการเข้าไปแทรกแซงของสารเคมีชนิดต่างๆ ที่ได้ผลดี แต่ก็เป็นเพียงแค่ในระยะสั้นๆเท่านั้น และนั่นก็อาจมีผลเสียในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ต้นกล้าผักหวานป่าพร้อมจำหน่าย
ต้นกล้าผักหวานป่าพร้อมจำหน่าย เพาะเมล็ดผักหวานป่า เพาะเมล็ดผักหวานป่า เพาะเมล็ดผักหวานป่า

การตอนกิ่งผักหวานป่า
ใช่เพียงว่าจะต้องตอนเมล็ดเท่านั้น แม้ส่วนมากจะเป็นการเพาะที่แพร่หลายกว่า แต่กิ่งตอนก็สามารถใช้ได้ดีเช่นกัน ทั้งหมดคงต้องอยู่ที่ความต้องการของผู้เลือกปลูก

ปลูกแบบใช้กิ่งตอนกับปลูกโดยใช้ต้นกล้าเมล็ด แบบไหนดีกว่า..??? คำถามสุดฮิตที่เกษตรกรให้ความสนใจที่สุดอีกหัวข้อหนึ่ง ทั้งนี้คงต้องมองให้เห็นถึงจุดเด่นที่เหมาะสมกับผู้ปลูกเอง

1.ต้นกิ่งตอน เป็นต้นที่ให้ผลผลิตเร็วกว่า เนื่องจากเป็นต้นที่โตแล้ว แต่ต้องได้รับการดูแลมากกว่า และละเอียด เสี่ยงต่อการรอดระหว่างการดูแล เน้นสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเมล็ดเร็ว

2.ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ไม่เน้นการดูแลมากนัก เมื่อต้นแข็งแรงแล้วสามารถเว้นการให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้งได้ แต่ระยะการให้ผลผลิตจะนานกว่า คือ ประมาณ 1 ปีกว่า ถึง 2 ปี นับว่าเป็นจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ผมคิดว่าลูกค้าที่มาซื้อกับเรา เขาเองก็ต้องการจะรวย ถ้าเขาซื้อไปแล้วตาย เขาคงไม่อยากซื้อเหมือนกัน และถ้าเราแชร์ความรู้ตรงนี้ให้เขา ก็เหมือนกับเราสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นส่วนมากลูกค้าที่ซื้อต้นกล้าจากเราไปมักโทรมาบอกว่าไม่ค่อยเกิดการเสียหาย หรือตายเลย”

ขอขอบคุณ คุณปัญญา และคุณยุทธ์ กลับจันทร์ 216/15 ม.8 ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

เชียงใหม่ ประกาศห้ามเผา ฝ่าฝืนจำคุก 3 เดือน ปรับ 25,000 บาท

จังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาในที่โล่งทุกชนิด และมาตรการทางกฏหมายในการควบคุม โดยกำหนดให้พื้นที่ทุกหมู่บ้าน / ตำบล / อำเภอ ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขตควบคุมการเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม – 30 เมษายน 2563 ซึ่งห้ามมิให้มีการเผาในที่โล่ง

ตั้งแต่การกำจัดวัชพืช ขยะ หรือสิ่งอื่นใดในเขตพื้นที่ชุมชน วัสดุทางการเกษตร ในเขตพื้นที่การเกษตร หรือการเผาในเขตทาง รวมทั้งการจุดไฟเพื่อหาของป่า ล่าสัตว์ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าไม้ในการดับไฟป่า และแจ้งเหตุอีกด้วย

สำหรับผู้ประสบเหตุ สามารถแจ้งเหตุการเผาในที่โล่งได้ 2 ทาง คือ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ประจำอยู่ที่หมู่บ้านและโรงพัก สถานีควบคุมไฟป่าในพื้นที่ ศูนย์อำนวยการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่-ลำพูน ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ ที่ 1

และสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) หรือแจ้งเหตุผ่านระบบผ่อดีดี (app PODD) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นการเฝ้าระวัง จัดการไฟป่าที่สามารถระบุพิกัด รวบรวมสถานที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป โดยประชาชนจิตอาสา สามารถรายงานเหตุได้ทันทีที่พบเหตุ

ทั้งนี้ ผู้ที่กระทำการเผาในที่โล่งหรือเผาพื้นที่ป่า จะถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฏหมาย โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 2,000,000 บาท ระวางโทษจำคุก 3 เดือน – 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ (ขึ้นอยู่กับฐานความผิดที่กำหนดไว้ในกฎหมาย)

ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้เมื่อพบการกระทำความผิดดังกล่าว สำหรับผู้ที่พบเบาะแสและพบการเผาทั้งในที่โล่งหรือพื้นที่ป่า สามารถแจ้งหน้าที่ตำรวจ ที่หมายเลข 053-232019 และ 053-112725 หรือสายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

และประชาชนจิตอาสา สามารถดาวน์โหลด App ผ่อดีดี (PODD) “จิตอาสารายงานเหตุหมอกควันไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่“ โดยค้นหาชื่อ PODD สามารถสมัครได้ทั้งในระบบแอนดรอย และระบบ IOS วสันต์ มีจินดา – ข่าว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

วิธีทำ “เตาไร้ควัน” ใช้หุงต้มแทนเตาแก๊ส ประหยัดแก๊ส-ถ่าน

ปัจจุบัน ในการทำครัวส่วนใหญ่ก็จะใช้ เตาแก๊ส ที่มีขายตามท้องตลาดในราคาค่อนข้างสูงและมีอันตรายที่ต้องระวังเยอะพอสมควร น้อยคนนักที่ยังคงใช้เตาถ่านุดประหยัดประกอบอาหารเพราะยุ่งยากที่จะต้องมานั่งก่อไฟ วันนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ช่างแดง เทพนคร ได้โพสต์ภาพขั้นตอนการทำ “เตาไร้ควัน” ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนเตาแก๊สได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้ระบุไว้ว่า…

“ท่านพ่อบ้าน-แม่เรือน..ที่ต้องใช้แก็ส-ใช้ถ่าน..ในการหุงต้มทำกับข้าว..ต้องดูเรื่องนี้..ข้อมูลนี้เป็นของท่าน สจ.อดุลย์ อยู่ยืน สจ.เขต2 จ.นครราชสีมา..ผมทดลองทำดูแล้ว..มีประโยชน์กับพี่น้องทุกท่าน..จะประหยัดค่าแก็สและไม่ต้องตัดไม้มาเผาถ่าน..ใช้เพียงซังข้าวโพด,กะลาและเศษกิ่งไม้เล็กๆรอบๆบ้านมาเป็นเชื้อเพลิง..แถวนครราชสีมาเขาทำกันเกือบทุกบ้านแล้วครับพี่น้อง…” มาเริ่มกันเลยค่า

ปี๊บหน่อไม้แบบมีหูหิ้ว1ใบ…ใช้ทำเป็นห้องเก็บอากาศ..และโครงเตา…

กระป๋องสี1ใบ..ใช้ทำเป็นห้องเผาไหม้..

เครื่องมือที่ใช้ทำ..มีแค่ตามรูปนี้เท่านั้น..บวกกับความตั้งใจของเรา…

ปี๊ปด้านบน..มีหูหิ้ว…

คว่ำเอาด้านหูหิ้วลงข้างล่าง..

กระป๋องสีวางให้ได้กึ่งกลาง….ตอนนี้จะทำช่องใส่ห้องเผาไหม้ครับ..

ปากกาเคมี..ขีดเส้นวงกลมรอบกระป๋องสี..

ปากกาเคมีวาดวงกลมรอบใน…ห่างจากเส้นนอกประมาณ 1 นิ้วได้เป็นวงกลม 2 วงแบบนี้…

อีโต้กับค้อน….ตอกเอาวงกลมวงในออก……อย่าให้ออกนอกเส้นวงกลมใน…

ตัดวงในออกมาแล้วครับ….

ใช้กรรไกรตัดซอยเป็นชิ้นเล็กๆให้ถึงขอบเส้น..อย่าให้เลยเส้นวงกลมเส้นนอก…ระวังนิ้วก้อยและหลังมือ..จะโดนปี๊ปบาด..คมมาก..

ได้ออกมาเป็นแบบนี้ครับ……

ใช้นิ้วมือนิ้วเดียว..กดส่วนที่ตัดซอยเอาไว้..ให้พับลงด้านล่าง..พยายามพับลงให้ตรงเส้นที่ขีดไว้…ระวังบาดมือนะครับ..ถ้ากลัวก็ใช้ไม้กดก็ได้ แต่ความเรียบร้อย..สู้ใช้นิ้วมือนิ้วเดียวไม่ได้ครับ

ใช้นิ้วเดียวกดพับ..เรียบร้อยและดูสวยงามครับ ..ห้ามใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว..เพราะเดี๋ยวตำรวจจับ.. เอ้ยไม่ใช่..ขอโทษครับ..ถ้าใช้หลายนิ้วจะทำให้กดพับตรงเส้นไม่ได้..และอาจโดนปี๊ปบาดนิ้ว..

ใช้ค้อนเล็กตกแต่งอีกเล็กน้อย….เสร็จแล้วครับ ช่องใส่ห้องเผาไหม้….

ทำช่องให้ลมเข้า…ใบนี้เป็นใบที่2ของการทำ. ใบแรกผมเจาะช่องลมเข้าเป็นรู 3 เหลี่ยม 2 รู ปัญหาคือเวลาจะเทขี้เถ้าทิ้ง..ไม่สะดวก..ใบนี้เลยทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ…ช่องเดียวครับ.

ขีดเส้นทางด้านหูหิ้ว..ให้ติดขอบ…

อีโต้+ค้อน…ตัดส่วนที่ติดขอบออก….

พับขึ้นทางด้านบน..ให้ตรงเส้นที่ขีดไว้..สูง 2 นิ้ว..กว้าง 6 นิ้วครับ….

ใช้ค้อนเล็กตกแต่งลบคม…..เสร็จแล้วครับ…. ช่องลมเข้า..เทขี้เถ้าได้สะดวก…..

ทำห้องเผาไหม้ต่อครับ….เจาะรูที่ก้นกระป๋องสี

เจาะถี่ๆแบบนี้ครับ…เพื่อให้ขี้เถ้าร่วงลงไปด้านล่าง….

เจาะด้านข้างของกระป๋องสีทางด้านบน…เพื่อให้อากาศออก..ใบแรกผมเจาะ4แถว..ส่วนใบนี้ผมเจาะ8แถว..เพื่อดูความแตกต่างของไฟ..แถวละ 3 รูครับ

เวลาเจาะ..ให้ใช้ไม้รอง..ใช้เหล็กยาวๆปลายแหลม..เจาะจากทางด้านในออกมาด้านนอก..

ตัดส่วนหูหิ้วของกระป๋องสีออก…

ใช้ไม้ปรับพื้นของก้นกระป๋องสีให้เรียบ…..

นำกระป๋องสีมาใส่ในช่องของปี๊ปที่ทำไว้แล้ว..ถ้าใส่ไม่เข้าอย่าฝืนครับ..เดี๋ยวพัง….

ใจเย็นๆ..ค่อยๆใช้ฆ้อนเล็กแต่งขอบให้กว้างขึ้น.

ใช้ไม้ค่อยๆเคาะกระป๋องสีลงไปในช่องของปี๊ป. *ให้สังเกตุรูเล็กๆ 3 รู..ที่อยู่รอบๆกระป๋องสี…เวลากดกระป๋องสีลงไป..ขอบของปี๊ปจะทำให้รูมันบี้…ไฟออกไม่สดวกครับ…

ใส่กระป๋องสีเรียบร้อยแล้ว..ใช้เหล็กยาวๆ..ปรับรูให้เรียบร้อย..อย่าให้รูบี้ครับ…..

ผมเคยลองทำเตาแบบนี้มาแล้วหลายปี…แต่ไม่สำเร็จ..จุดเตาแล้วควันขึ้นเต็มไปหมด..ไฟไม่แรง..เดี๋ยวเดียวก็ดับ..จนอ่อนใจเลิกทำไปเลย. สาเหตุเพราะผมไม่ได้เจาะรูด้านข้างของห้องเผาไหม้..จนมาได้ข้อมูลของท่าน สจ.อดุลย์ สจ.เขต2 จ.นครราชสีมา..ว่าต้องเจาะรูด้านข้างด้วย..รูพวกนี้จะเป็นเหมือนรูของเตาแก็ส.. ถ้าไม่มีหรือตัน..เตาก็ใช้งานไม่ได้..ขอบคุณข้อมูลดีๆของท่าน สจ.อดุลย์ครับ….

เมื่อคว่ำเตาเพื่อหิ้ว..ห้องเผาไหม้ต้องไม่หลุดลงมา..

เสร็จแล้วครับ..เตาไร้ควันแบบปิคนิค..หิ้วไปไร่ไปนา..นอนเฝ้าเครื่องสูบน้ำ..หุงข้าวทำกับข้าว ต้มน้ำชงกาแฟ,มาม่า.ฯลฯ..ได้สบาย..ไม่ต้องซื้อแก็ส,ซื้อถ่าน..เศษกิ่งไม้เล็กๆมีอยู่ทั่วไป.. ไม่ต้องเสียเงินซื้อ..เข้าหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัวเลย..รีบทำใช้นะพี่น้อง….

เผาไฟล้างสีเสียก่อน…ให้สังเกตุ..ใส่เศษไม้ไปจนเต็ม..พอไฟติดแล้วมองแทบไม่เห็นควัน..

นี่ใบแรก…ช่องลมเข้าเจาะเป็นรู3เหลี่ยม2รู.. ไม่สะดวกเวลาเทขี้เถ้าทิ้ง…

นี่ใบที่2..ปรับช่องลมเข้าเป็นสี่เหลี่ยม..สะดวกเวลาเทขี้เถ้าทิ้ง…

ก่อนวางหม้อหรือกะทะ…ต้องหาอะไรมารองก่อน..เพราะถ้าวางลงไปเลยจะไปปิดห้องเผาไหม้..ไฟจะดับและมีลมกระแทกออกมาเสียงดังพรึบ..แต่พอยกกะทะออกไฟก็ติดใหม่..ผมจะใช้ก้อนอิฐรอง..แต่แม่บ้านไปเอาขารองที่เตาแก็สมา….

สวยงามครับ..ไปต่อยอดกันเอาเองนะครับพี่น้อง..จะใช้เหล็กอ็อกทำเป็นขาตั้งเพื่อความแข็งแรงก็ได้…แล้วแต่ไอเดีย..แต่ต้องไม่วางหม้อปิดห้องเผาไหม้..เว้นช่องว่างเอาไว้ครับ.

วันนี้จะต้มไก่ให้น้องหมา..มีอยู่4ตัว..โกลเด้น2ชิสุ2..ธรรมดาป่านนี้ได้กินไปนานแล้ว…รอหน่อยโว้ยไอ้หนู…จะได้ลองเตาใหม่ด้วย…

เชื้อเพลิงก็ใช้เศษไม้ข้างๆบ้าน..

ขี้ไต้ไม่มี..ใช้ยางในรถไปก่อน..วันหน้าจะเอาสูตรทำขี้ไต้อย่างง่ายๆมาลงให้ชมกัน..ของท่าน สจ.อดุลย์..คนเดิม…สจ.ท่านนี้มีดีเยอะมาก..พี่น้องในเขตรับผิดชอบได้ประโยชน์จากท่านมากมายหลายอย่าง…น่านับถือครับ..

ใส่เศษไม้ให้เต็มห้องเผาไหม้…

เริ่มจุดไฟเวลา..10.28 น.

ควันขึ้นเหมือนก่อไฟตามปรกติ…..

1นาทีผ่านไป…ไฟเริ่มลุกเป็นเปลวเหมือนเตาแก็ส..ควันเริ่มจางลง…

2นาทีผ่านไป..ไฟแรงขึ้นเรื่อยๆ..ควันเริ่มหายจนมองแทบไม่เห็น..

เอาซี่โครงไก่ลงต้ม….

เริ่มต้มเวลา..10.31 น.

ไฟแรงมาก..ต้องหาอะไรมาปิดช่องลมเข้า..ไฟถึงเบาลงไป….

น้ำเริ่มเดือดแล้วครับ….

ไก่สุกแล้วครับ…..

ใช้เวลา 15 นาทีในการต้มไก่….แต่ไฟยังติดต่อเนื่องกันไปรวมเวลาประมาณ 35 นาที พี่น้องไปปรับใช้เอาเองนะครับ เชื้อเพลิงสามารถใส่เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา อาจจะต่อยอดโดยการทำขาตั้งกะทะให้สูงขึ้น.เพื่อเลื่อนเตามาเติมเชื้อเพลิงได้..จะได้สดวก ไม่ต้องยกกะทะขึ้น..กรณีที่ต้องใช้ทำอาหาร.. เป็นเวลานานครับ…

ขอขอบพระคุณ ท่าน สจ.อดุลย์ อยู่ยืน สจ.เขต2 จ.นครราชสีมา..ที่เผยแพร่ข้อมูล ดีๆที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้าน..พี่น้องท่านใด..ที่นำข้อมูลนี้ไปทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ขอให้ช่วยกันขอบคุณและส่งกระแสจิต..ให้ท่าน สจ.อดุลย์ อยู่ยืน..ให้ท่านแข็งแรงและอยู่ยืน.. สมกับนามสกุลของท่าน..จะได้เป็นแหล่งข้อมูล ที่ดีและมีประโยชน์..กับพวกเราต่อไปนานๆ..

ขอบคุณอีกครั้งครับท่าน สจ.มีให้ละเอียดทุกขั้นตอนแบบนี้ พ่อบ้านแม่บ้านยุคประหยัดต้องไม่พลาดแล้วละค่ะ นอกจากจะประหยัดสุดๆแล้วยังใช้งานได้จริงอีกด้วยนะคะ ไอเดียเจ๋งจริงๆ มีข้อสงสัยโทรสอบถามได้ ที่ผม ช่างแดง เทพนคร 080-1160637 ครับ

ลงทุนแค่ 500 บาท ได้เท่ากับปุ๋ย 10 กระสอบ สูตรการทำ “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง”

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงคือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก พบได้ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และ ในดินทั่วๆไป ตัวมันเองทำหน้าที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดินและน้ำมาใช้ และ สามารถย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้มีขนาดเล็กลง เร่งปฎิกิริยาการเกิดปุ๋ย

ด้วยความสามารถตรงนี้เองทำให้เรานำประโยชน์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ตรงส่วนนี้มาช่วยในเรื่องของการเกษตรได้ ทีนี้ถ้าเราเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเข้าไปในดินเพิ่มขึ้นก็จะไปเร่งปฎิกิริยาพวกนี้ให้มากขึ้น ทำให้ต้นไม้ดูดซึมปุ๋ยได้มากขึ้นลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง ในขณะเดียวกันต้นไม้ก็เจริญเติบโตมากขึ้นด้วย ช่วยประหยัดค่าปุ๋ยบำรุงต้นไม้ไปได้มากเลยทีเดียว

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
–ผงชูรส 1 กิโลกรัม ( ยี่ห้ออะไรก็ได้เอาที่ราคาถูกๆ ) ราคาประมาณ 100 บาท
–น้ำปลาขวดใหญ่ 3 ขวด ( ยี่ห้ออะไรก็ได้เอาที่ราคาถูกๆ ) ราคาประมาณ 75 บาท
–กะปิ 2 กระปุกเล็ก 40 บาท
–ไข่ไก่ 3 แผง ประมาณ 300 บาท
รวมแล้วประมาณ 500 บาท ส่วนผสมทั้งหมดนี้สามารถทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้ในปริมาณที่ ช่วยประหยัดค่าปุ๋ยลงไปได้ประมาณ 10 กระสอบ เลยทีเดียว ต่อไปเราจะมาเริ่มวิธีทำกัน ซึ่งการทำนั้นก็ไม่ยาก

ขั้นตอนวิธีทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
1 ตอกไข่ลงไป 2 ฟอง ตีให้ไข่ขาวกับไข่แดงเข้ากัน
2 ใส่ผงชูรสครึ่งช้อนโต๊ะ น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ กะปิครึ่งช้อนโต๊ะ ( กะปิเป็นตัวช่วยเร่งให้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงติดแดงได้ง่ายขึ้น )
3 คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วตักใส่ขวดน้ำ ( อัตราส่วน 3 ช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำขวด 1.5 ลิตร 1 ขวด )

4 ใส่น้ำเปล่าตามลงไปจนเต็ม เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน
5 หลังจากนั้นก็จะเริ่มเป็นสีแดง แสดงว่าตัวจุลินทรีย์สังเคราห์แสงนั้นเจริญเติบโตจนเต็มขวดแล้ว อย่างที่กล้าวเอาไว้ในข้างต้นว่า จุลินทรีย์สังเคราห์แสงนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และ ในดิน เราแค่นำเอามาเพาะเลี้ยงด้วย กระปิ น้ำปลา ผงชูรส ไข่ไก่ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของตัวจุลินทรีย์

ส่วนที่ในขวดเป็นสีแดงนั้นเป็นสัญญานบ่งบอกว่า น้ำในขวดเต็มไปด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราห์แสง ซึ่งพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานต่อไป เคล็ดลับที่ทำให้จุลินทรีย์สังเคราห์แสงติดแดง 100%
–หากใช้น้ำประปา จะออกเป็นสีเขียว สีขวา หรือ แดงไม่เต็มที่
–หากใช้น้ำ บึง สระ ( โดยเฉพาะน้ำจากบ่อเลี้ยงปลา ) จะได้ผลดีมาก แดงภายใน 5-7 วัน
–น้ำบาดาล จะติดแดงบ้าง ขาวบ้าง ขึ้นอยู่กับสารเจอปนในแหล่งน้ำ

อ้างอิงจากข้อมูลของ อาจารย์ มนตรี นักระนาด ที่ท่านทดลองทำมาแล้วหลายครั้งแล้วได้ผลดังกล่าว ทำให้ทางแอดมินสรุปได้ว่า น้ำที่ใช้ได้ดีที่สุดควรเป็นน้ำจากจากบ่อเลี้ยงปลา อาจเพราะมีจุลินทรีย์สังเคราห์แสงอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำอยู่เยอะ เพราะได้มูลปลาและอินทรีย์วัตถุต่างๆที่ปลาหากินในบ่อเป็นอาหารเลี้ยงอยู่แล้ว ทำให้จุลินทรีย์สังเคราห์แสงที่อยู่ในแหล่งน้ำเหล่านี้แข็งแรง และ มีการเจริญเติบโตดี เวลานำน้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้มาเพาะจุลินทรีย์สังเคราห์แสง จึงทำให้เจริญเติบโตได้เร็วและติดได้ง่ายกว่าจากแหล่งน้ำอื่น

วิธีนำไปใช้
–จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 100 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ใบ ทุกๆ 7 วัน
–จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 100 ซีซี / น้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นลงดิน ทุกๆ 7 วัน

ข้อดีของการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกับพืช
– จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุ และ สารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ใต่อการเจริญเติบโตของพืช
– จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เป็นตัวช่วยเร่งปฎิกิริยาในการย่อยสลาย ทำให้เกิดปุ๋ยในดินเยอะขึ้น ช่วยให้พืชได้รับปุ๋ยมากขึ้น

– จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ช่วยในการตรึงในโตรเจน
– ใช้งานร่วมกับปุ๋ย ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยลง 30 – 50 %
– เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกระบวนการรีไซเคิล คาร์บอน และ สารจำพวกซัลเฟอร์ ซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้
– ทำให้รากของพืชแข็งแรงสามารถหาอาหารได้เก่งสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ยังมีโปรตีนสูงและวิตามินแร่ธาตุมากมาย
– พืชมีความแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงต่างๆได้ดี
– ฉีดพ่นในคอกสัตว์ช่วยลดกลิ่นเหม็นของมูล

Cr. ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : อาจารย์ มนตรี นักระนาด , เกษตรพอเพียง

ปั้มน้ำไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำมัน สูบน้ำได้ตลอดโดยไม่เสียเงิน

ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไกล โดยที่เราเองสามารถศึกษาค้นคว้าวิธีการต่างๆที่ช่วยทุ่นเงิน และแรงเราได้ง่ายๆ วันนี้ผมจึงอยากให้ลองอ่าน วิธีการทำปั้มน้ำ ที่ใช้งบน้อยและมีประโยชน์มากการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงกว่า

เกษตรกรอาจจะต้องใช้ต้นทุนทั้งในเรื่องของเครื่องจักรกล รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ แต่เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในเรื่องของพลังงานดังกล่าวได้ด้วย “พญาแร้งให้น้ำ”เครื่องสูบน้ำแรงดันสุญญากาศ นวัตกรรมการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงกว่า

เกษตรกรอาจจะต้องใช้ต้นทุนทั้งในเรื่องของเครื่องจักรกล รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ แต่เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในเรื่องของพลังงานดังกล่าวได้ด้วย “พญาแร้งให้น้ำ” เครื่องสูบน้ำแรงดันสุญญากาศ นวัตกรรมการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

คุณธงชัย ก้อนทอง เจ้าของฟาร์มไส้เดือนมาตรฐานและศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้การเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงบ้านสนามชัย ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด กล่าวถึงการนำน้ำจากแหล่งนำ้ธรรมชาติ มาใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรภายในฟาร์ม ได้แก่ การปลูกพืช-ผัก ไม้ผล เลี้ยงปลา ฯลฯ

ซึ่งคุณธงชัยได้แนวคิดการจัดหาพลังงานทดแทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยหลักการของ”พญาแร้งให้น้ำ” เครื่องสูบน้ำที่ใช้แรงดันแบบสุญญากาศ นวัตกรรมใหม่ของการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนโดยไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานเชื้อเพลิงใดๆ

คุณธงชัยกล่าวถึงหลักการทำงานของ “พญาแร้งให้น้ำ” ที่มีลักษณะการทำงานที่คล้ายๆกับกาลักน้ำแบบทั่วไป โดยกาลักน้ำจะเป็นการนำน้ำจากที่สูงลงมาใช้ในพื้นที่ต่ำกว่า ส่วนการทำงานของพญาแร้งให้น้ำจะเป็นการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในที่ลุ่มต่ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรบนพื้นที่ที่สูงกว่าจากการสูบน้ำด้วยระบบแรงอัดสุญญากาศโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานใดๆซึ่งมีการวางระบบตามขั้นตอนแอละใช้วัสดุอุปกรณ์ดังนี้วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมถังน้ำสุญญากาศ

1 ถัง(เหล็ก) ขนาด 200 ลิตร (ไม่มีรูรั่วและมีฝาปิดมิดชิด)
2 ท่อเหล็กและข้องอ (สำหรับเชื่อมต่อกับถัง 200 ลิตร)
3 ท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว (สำหรับดูดน้ำพร้อมวาล์วหัวกะโหลกเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ)

4 ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว และ 1 นิ้ว (สำหรับส่งน้ำไปใช้งาน พร้อมข้องอและข้อต่อ)
5 วาล์วเปิด-ปิด (สำหรับท่อเติมน้ำ,ท่ออากาศและเปิด-ปิดน้ำใช้งาน)
6 ท่อพักลม ขนาด 4 นิ้ว ลด 2 นิ้ว ความยาว 50 ซม. (สำหรับส่งแรงดันน้ำ)

7 ฐานสำหรับวางถังน้ำ 200 ลิตร ความสูงประมาณ 1.20 เมตร น้ำยาประสานท่อ ,กาวสำหรับอุดรอยรั่ว ฯลฯ

การเชื่อมต่อถังน้ำสุญญากาศเข้ากับระบบท่อส่งน้ำ
ส่วนที่ 1 : ด้านที่ใช้สำหรับสูบน้ำมาใช้ประโยชน์
วางถังเหล็ก 200 ลิตรไว้บนฐานรองตามแนวนอน ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติให้มากที่สุด ทำการเชื่อมต่อท่อเหล็กกับตัวถังด้านบนโดยหย่อนท่อลงไปในถัง ประมาณ 20 ซม. และโผล่ขึ้นมาจากตัวถัง ประมาณ 10 ซม.

พร้อมข้องอต่อเชื่อมกับท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว เชื่อมต่อกับท่อเติมน้ำพร้อมวาล์วเปิด-ปิด และปลายสายให้ต่อวาล์วหัวกะโหลกเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ โดยจุ่มลงไปในแหล่งน้ำ ความลึกตามความเหมาะสม

ส่วนที่ 2 : ด้านที่ใช้สำหรับนำน้ำไปใช้ประโยชน์
ด้านบนของถังให้ต่อท่อ PVC ลอยขึ้นมาเพื่อเป็นท่ออากาศพร้อมวาล์วสำหรับเปิด-ปิด ส่วนด้านล่างของถังให้ทำการเชื่อมต่อท่อเหล็กเข้ากับตัวถัง และต่อท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว

สำหรับนำน้ำไปใช้ประโยชน์ ทุกระยะห่างประมาณ 30 เมตรให้ต่อท่อพักลมไว้เพื่อใช้เป็นตัวช่วยส่งแรงดันน้ำไปที่ปลายสาย แล้วลดขนาดท่อลงเหลือ 1 นิ้ว เพื่อให้น้ำไหลได้แรงขึ้น ทั้งนี้ภายในระบบการส่งน้ำจะต้องอุดรอยรั่วทั้งหมดเพื่อไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปข้างในได้

ขั้นตอนการใช้งานพญาแร้งให้น้ำ : เมื่อทำการเชื่อมต่อระบบท่อเข้าด้วยกันดีแล้ว ให้ปิดวาล์วจ่ายน้ำทั้งหมด เปิดไว้เพียงวาล์วลม และวาล์วที่ใช้สำหรับเติมน้ำ จากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปในระบบท่อจนน้ำเต็มถัง

แล้วทำการปิดวาล์วทั้งหมดเพื่อไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไป จากนั้นให้ทดลองเปิดน้ำที่ปลายท่อด้านที่ใช้งาน ในช่วงแรกจะเป็นการไล่อากาศออกจากระบบท่อ น้ำอาจจะไหลได้ไม่สม่ำเสมอ แต่เมื่อระบบน้ำทั้งหมดเข้าสู่สภาวะสุญญากาศแบบสมดุลแล้ว จะสามารถดูดเอาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในที่ลุ่มมาใช้ประโยชน์บนที่สูงได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานใดๆเพิ่มเติม

หมายเหตุ : ตัวอย่างที่นำเสนอนี้ทดลองใช้ในระยะทางที่ห่างจากแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 100 เมตร ซึ่งถังเหล็ก 200 ลิตรจะมีความทนทานต่อแรงอัดอากาศได้ดีกว่าถังน้ำพลาสติก หากต้องการเพิ่มกำลังส่งน้ำให้มากกว่าขึ้นสามารถนำถัง 200 ลิตรมาต่อเพิ่มเติมได้อีก

เพื่อเพิ่มแรงอัดอากาศให้มากขึ้น และปิดน้ำทุกครั้งภายหลังจากเลิกใช้งานเพื่อความคงทนของอุปกรณ์ใช้งาน สนใจสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธงชัย ก้อนทอง โทร.081-6600493

หนุ่มโรงงานทิ้งเงินเดือน 5 หมื่น มุ่งหน้ากลับบ้านนอก หาความสุขที่แท้จริง

บอกเลยว่ามาลองอ่านบทความนี้กันดูเลยคะ โลกโซเชียลพากันแชร์เรื่องราวของชาวหนุ่มคนหนึ่ง ที่ลาออกจากงานประจำ เงินเดือน5หมื่น เพื่อมาเป็นเกษตรกรบ้านนา โดยเขาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ไร่บีสิทธิ์ โดยระบุว่า…

ลาแล้วโรงงาน..ขอลาขาดวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผมแล้วหลังจากเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 17 ปี (เริ่มทำงาน อายุ 15 ) หลังจากนี้ไปผมก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเเล้ว..อายุผมตอนนี้ 32 ปี

ผมว่ากำลังเหมาะที่จะได้กลับไปพัฒนาบ้านอยู่กับครอบครัว..ดูแลพ่อแม่ที่อายุก็เริ่มมาก..สุขใจที่ได้กลับไปอยู่บ้าน..ถึงแม้ใครๆจะบอกว่าเสียดายเงินเดือนสี่ห้าหมื่นกว่าจะได้ไม่น่าออกแต่ผมคิดดีแล้วว่า ถ้าไม่ออกตอนนี้จะให้ไปออกตอนอายุ 40-50 ก็คงมีแต่ใจแรงคงหมดทำอะไรคงไม่ได้แล้ว

ผมขอทำตามฝันตอนมีแรงหนุ่มดีกว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆเพื่อนๆที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนและอยากกลับไปอยู่บ้าน..ให้วางแผนให้ดีๆเตรียมการเตรียมความพร้อมก่อนออกงานนะครับ..ขอให้ทุกคนโชคดีครับ.

ปล._ผมเตรียมความพร้อมมาแล้ว 4 ปีโดยใช้เงินเดือนที่เหลือจากใช้จ่ายแต่ละเดือนส่งให้ที่บ้านดูแลให้ ..เริ่มแรกผมวางแผนและปลูกไม้ยืนต้นจากนั้นค่อยๆต่อยอดมาเรื่อยๆ..ก่อนออกงานผมก็หาตลาดและออเดอร์ไว้พอออกงานก็ออกไปขายดีกว่าออกไปทำ

นำเงินไปลงทุนอย่างเดียว(แบบนี้จะล้มเอา)ผมเดินทาง ไป-กลับ ระยอง-เลย ทุกเดือนตลอด2ปีมานี้เพื่อเตรียมความพร้อม..#ออกไปขายและต่อยอดสิ่งที่ทำมา

ผมออกงานครั้งนี้ ผมออกไปไม่ได้เอาทุนไปลงทำเกษตรแบบเริ่มต้นแต่ผมออกไปขายสินค้าผลผลิตที่มีออเดอร์ของลูกค้าที่สั่งจอง ผมค้างส่งมาหลายเดือนทั้งๆที่ยังไม่ได้เปิดขาย #ผมใช้หลักการ”ตลาดนำผลิต”

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับความคิดของชายผู้นี้ หวังว่าคงจะทำให้ใครหลายๆคนคิดว่าตัวเองจะทำอะไร หาหนทางหรือชีวิตที่ใช่ให้กับตัวเอง ใครที่กำลังเบื่องาน เบื่อการที่ต้องเป็นมนุษย์ออฟฟิต ทำงานอยู่แต่ในห้องแอร์ เลิกเป็นเวลา ทำราวกับหุ่นยนต์

ไอเดียสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ถุงกระดาษจากลังบะหมี่ สวยแถมทนทาน

ในช่วงนี้ทุกคนก็ต้องปรับตัวกันแล้วล่ะค่ะ กับการงดแจกถุงพลาสติกตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า ซึ่งหลายคนก็นำถุงพลาสติก ถุงผ้า ถุงกระดาษมาเองจากบ้าน แต่หลายคนก็ยังมีปัญหากับการที่ร้านสะดวกซื้อไม่แจกถุงพลาสติก

แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใช้ชีวิตให้ชินกับการงดแจกถุงพลาสติก วันนี้เราก็เลยมีไอเดียดีๆมาฝากกันค่ะ กับไอเดียการประดิษฐ์ถุงกระดาษ จากลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยสมาชิกพันทิปชื่อ aumnauy ได้แชร์ไอเดียเก๋ๆเอาไว้

ไอเดียสุดเจ๋งถุงกระดาษทำเองนอกจากจะดูแข็งแรงทนทานแล้ว ยังสวยงามด้วยลวดลายจากลังบะหมี่อีกด้วย หมดปัญหาไม่มีถุงใส่ของ แถมยังไม่ต้องไปหาซื้อให้เปลืองเงินค่ะ

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 เป็นต้นมา รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้องดให้ถุงพลาสติกกับลูกค้า โดยให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอย่างอื่นมาใส่สินค้าเอง แม้จะเป็นเรื่องที่ดี เพื่อลดปริมาณขยะจากถุงพลาสติกที่ไทยมีปัญหาเรื่องนี้มาก และคนไทยกำลังปรับตัว

แต่มีข้อกังขา ทำไมไม่ให้ผู้ผลิต หรือร้านค้าดังกล่าว รับภาระในการจัดเตรียมถุงกระดาษแบบบางๆ เป็นวัสดุรีไซเคิลย่อยสลายง่ายไว้บริการลูกค้า ซึ่งอยู่ในวิสัยที่กระทำได้ ในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ก็ทำเช่นนี้ ที่น่าสนใจคือมีการผลิตถุงกระดาษ ถุงพลาสติกใส่ของจากธรรมชาติ เช่น มันสำปะหลังที่ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกับถุงพลาสติก

หากรัฐบาลส่งเสริมก็จะช่วยให้มันสำปะหลังมีราคาสูงขึ้น ใช้มาตรการจูงใจให้ผลิตและจำหน่ายในราคาไม่แพง ส่วนลูกค้าคนไหนจัดเตรียมถุงผ้าหรือวัสดุอื่นใดมาจากบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ดี

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ต้นทุนของร้านค้าที่ลดลงจากการไม่ต้องให้ถุง หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายถุงผ้า เหตุใดจึงไม่พูดถึงราคาสินค้า ซึ่งไม่ได้ลดลงเลย การรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนที่จะร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ถุงพลาสติกนั้น ตนเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่สร้างภาระให้กับประชาชนจำนวนหนึ่ง โดยที่พ่อค้าร้านขายของได้ประโยชน์และได้กำไรอย่างเดียว

ปกติชาวบ้านมีชีวิตลำบากอยู่แล้ว ทั้งปัญหาการเดินทาง การกินอยู่ การตกงาน ขาดรายได้ มีรายได้ไม่เพียงพอ รัฐบาลคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน อยากให้รัฐบาลรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ว่าอย่าเอากำไรลูกค้ามากเกินไปนัก

ขอขอบคุณที่มาจาก : aumnauy / kaijeaw

ชีวิตคู่ที่สงบสุขที่สุด คือการ รักเดียวใจเดียว

ยุคของผัวเดียวเมียเดียวจบไปแล้ว ยุคหลาย ผัวหลายเมียมา ถึงแล้ว ใครยังรักษาศีลข้อสามถือว่าเชย ไม่ยอมรับความจริงโลกสวยไม่เข้าท่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ส่วนใหญ่คนที่ใช้ชีวิต ตามความเชื่อแบบนั้น มักแก่ตัวลงสู่ความเงียบเหงา และความไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดพลาดอย่างไร

ทำไมถึง รู้สึกผิดปกติ อยู่เกือบตลอดเวลา ตัดเรื่องความถูกความผิดทิ้ง ตัดเรื่องศีลธรรมออกไป เหลือแต่เรื่องของ ความรู้สึกทางใจ เราจะพบว่าใช้ชีวิตอย่างไรไปนานๆ ความรู้สึกทางใจจะเกิดขึ้นตามนั้น ซึ่งก็วัดได้อย่างดีว่า อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ถ้ามองเสียแต่เนิ่นๆ

ว่าการใช้ชีวิตคู่ คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตัวตนที่ดีขึ้น ชีวิตคู่ก็คือแบบฝึกหัด ที่จะเอาความเห็นแก่ตัวออกไป แล้วเอาความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเข้ามา มีสมาธิ มีโฟกัสอยู่กับคนคนเดียว กระทั่งเหลือใจเดียว สงบได้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่หลายใจ วอกแวกกับใครบ้างก็ไม่รู้

แต่ถ้าคำว่า ชีวิตคู่ ไม่เคยอยู่ในหัว มีแต่กลัวจะไม่ได้เปลี่ยนรสชาติ อันนั้น จะนำไปสู่การไม่มีใจจริงให้ใคร ไม่มีสมาธิที่จะโฟกัสอยู่กับใครไม่พัฒนาความเห็นอกเห็นใจใคร จิตจึงนิ่งไม่เป็น เห็นแต่ความว้าวุ่นไปกับคาว ก า ม ที่ผิดแผก จึงยากจะมีความรู้สึกดีๆ สะอาดๆ ให้ตัวเอง

คนเราไม่มีทางรู้สึกถูกต้อง จากการทำ ร้าย จิตใจคนอื่นไปเรื่อยๆ บอกเลิกกับใครต่อใครไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อจะพบว่าเหลือตัวเองอยู่คนเดียวเป็นคนเดิม คิดแบบเดิม เห็นแก่ตัวเท่าเดิม เหมือนชีวิตผ่านไป ไม่ได้พัฒนาจิตใจขึ้นเลย จิตดิบอย่างไรก็ดิบอย่างนั้น หรือหนักกว่านั้น

ไม่เห็นแววสุกสว่างกว่าเคยแม้แต่น้อย สุดท้ายสิ่งที่นึกว่าเป็นสีสัน เหลือแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจไม่ได้โดยเฉพาะในยามเบื่อหน่ายความรู้สึกทางเพศแล้ว ต้องการความสงบสุขทางใจแล้ว มองไปນองมา ก็เห็นแต่ใจที่ไม่จริงของตัวเอง จะกวาดตาหาใคร

ก็เจอแต่ความรู้สึกที่ผิวเผิน ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น และเหมือนเหลือเวลาไม่พอ ที่จะรู้จักกับชีวิตแบบลงหลักปักฐานกับใครเสียทีด้วยครั้นจะไปบวชก็บวชไม่ลง เพราะรู้ตัวว่าขี้เหงาชนิดสายเกินแก้ ตอนเลือกคู่ คุณอาจไม่ทราบว่าตัวเอง เลือก คู่พัฒนา หรือ คู่เสื่อมกันแน่ในระยะยาว

แต่การเลือกที่จะรักษาชีวิตคู่ สุดท้ายแม้ไม่สำเร็จ แม้ล้มเหลว แม้ต้องแยกทาง อย่างน้อยคุณก็ผ่านแบบฝึกหัดที่จะมีใจเดียว มีใจที่ไม่รู้สึกผิดปกติไม่มีดวงจิตที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ต้องฟุ้งซ่านคิดถึงใครต่อใครในทางต่ำมั่วไปหมดขอบคุณแหล่งที่มา…ดังตฤณ