เทคนิคปลูกมะระทำเงิน ที่สุพรรณบุรี 12 ไร่ โกยรายได้เกือบ 8 แสน

ว้าวใครว่าทำเกษตรแล้วไม่รวยเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะการทำเกษตรก็สามารถรวยได้เหมือนกันเพราะถ้าเรารู้จักบริหารและจัดการดีๆ ซึ่งวันนี้ทางเราจะพาทุกคนมารู้จักกับ ‘คุณประหยัด ทัดดอกไม้’ หรือที่เพื่อนฝูงรู้จักกันดี ในชื่อ เสี่ยโปน นับเป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จกับการปลูกมะระมาหลายรอบ เสี่ยโปน เล่าว่า ครอบครัวทำอาชีพปลูกผักมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าสืบทอดกันมาโดยตลอด เสี่ยโปนจึงอยู่กับอาชีพนี้มาตลอด

โดยผักที่ปลูกก็จะมีอยู่ประมาณ 3 ชนิด คือ คะน้า คื่นช่าย และมะระ โดยจะวางแผนปลูกในช่วงที่คาดว่าราคาน่าจะแพง แม้ผักจะเก็งราคายากก็ตาม เสี่ยโปนบอกว่า ผักใบเสี่ยงตรงที่เก็บครั้งเดียวถ้าโดนราคาก็โกย ถ้าไม่โดนราคาก็เจ๊งเลย อีกทั้งราคาเปลี่ยนแปลงเร็ว คาดการณ์ยากเหมือนกัน แต่มะระดีตรงที่สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายครั้ง ก็มีโอกาสที่จะโดนราคาหรือขายราคาแพงได้

แม้ผักจะเก็งราคายากก็ตาม เสี่ยโปนบอกว่า ผักใบเสี่ยงตรงที่เก็บครั้งเดียวถ้าโดนราคาก็โกย ถ้าไม่โดนราคาก็เจ๊งเลย อีกทั้งราคาเปลี่ยนแปลงเร็ว คาดการณ์ยากเหมือนกัน แต่มะระดีตรงที่สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายครั้ง ก็มีโอกาสที่จะโดนราคาหรือขายราคาแพงได้ ซึ่งโดยปกติแล้วมะระจะแพงช่วงที่ปลูกช่วงแล้งประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค.และเก็บผลผลิตเมื่อเข้าฝนเพราะทำยาก ค่อนข้างเสี่ยง คนปลูกน้อย เพราะมะระที่ปลูกช่วงร้อนต้นจะไม่ค่อยโต แคระแกร็น เพลี้ยไร ไวรัสก็ระบาดหนัก กับอีกช่วงที่มะระมักจะมีราคาแพงก็คือมะระที่ปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาวนั้นมักจะมีปัญหา ยอดไม่ค่อยเดิน เถามักจะเหลือง เสี่ยงต่อเพลี้ยไฟและไวรัส ต้นโทรมเร็ว เก็บผลผลิตได้ไม่นาน จึงเป็นช่วงที่มีโอกาสโดนราคา แปลงนี้เสี่ยโปนลงปลูกไป 12 ไร่

การปลูกมะระจะต้องเพาะกล้าก่อน ที่นี่จะใช้พันธุ์ ศรแดง เบอร์ 16 เพราะเป็นพันธุ์ที่ติดดก ลายน้ำสวย ทรงผลสวย ก้นไม่แหลม ขนาดสม่ำเสมอเท่ากันทั้งผล เป็นที่ต้องการของตลาด โดยนำเมล็ดมาหยอดใส่ถุงดำ 12 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 10 กระป๋องๆละ 1,200 บาท น่าจะประมาณ 500 หลุม เมื่อต้นกล้าอายุได้ 10-12 วัน ย้ายลงมาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ระยะการปลูก 1-1.2 เมตร การทำค้างของทางสวนจะใช้แบบกระโจมหรือสามเหลี่ยมซึ่งทำง่าย รวดเร็วและต้นทุนต่ำ ต้านลมได้ดี มะระ 12 ไร่ นี่ถ้าลงทุนค่าค้างใหม่เลยก็ประมาณ 30,000 กว่าบาท แต่เสี่ยโปนมีค้างเดิมอยู่แล้ว

หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้งโดยจะใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ในกรณีที่ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ยอดตัน ก็จะใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้วก็ค่อยมาใช้ 16-16-16 พอมะระติดลูกแล้วเปลี่ยนมาใช้ 15-15-15 อัตราการให้ปุ๋ยตอนนี้ก็ประมาณ 5 กระสอบ/ครั้ง เสี่ยโปนบอกว่า มะระถ้าปุ๋ยไม่พอ ลูกจะเล็ก ส่วนทางใบใช้ชุดทนแล้ง+แวกซีโกร+ดินดีฟู เพื่อช่วยให้ต้นเติบโตเร็ว เร่งต้น เร่งการแตกแขนง เถาเดินดี และใช้ธาตุอาหารเสริมรวม(เน้นแคลเซียม โบรอน สังกะสี) พ่นทุก 7 วัน

มะระเป็นพืชที่มีศัตรูพอสมควร ที่ชาวสวนกลัวกันมากก็คือ ไวรัส เพลี้ยไฟ ราน้ำค้าง จึงต้องฉีดพ่นสารเคมีป้องกันไว้ตลอด โดยแปลงนี้เสี่ยโปนใช้สารป้องกันไวรัสฉีดพ่นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไวรัส ถ้าเจอเพลี้ยไฟก็จะใช้ คอนฟิดอร์ เอฟโฟเรีย เป็นหลัก ถ้ามีหนอนเจาะก็จะใช้โปรเคลม พรีวาธอน

หลังจากปลูกแล้ว 50-60 วันก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกหรือที่ชาวสวนนิยมเรียกกันว่ามีดแรกได้แล้ว ความถี่ในการเก็บ อย่างมีดที่ 1-4 ก็จะเก็บ 2 วันครั้ง ถ้าผลผลิตออกมาเยอะตั้งแต่มีดที่ 5 ไปจะต้องเก็บทุกวัน เพราะเก็บ 2 วัน จึงจะหมดแปลง ปกติแล้วมะระดูแลดีๆจะเก็บได้ถึง 20 มีดขึ้นไป บางครั้งอาจไปถึง 30 มีด โดยจะให้ผลผลิตเยอะๆ ช่วงมีดที่ 5-10 ช่วงนี้จะเก็บได้มากถึง 4-5 ตัน หลังจากนั้นลูกก็จะเล็กลง เก็บได้น้อยลง หลังมีดที่ 10 ก็จะเหลือ 3 ตัน 2 ตัน ไปเรื่อยๆ แปลงนี้เสี่ยโปนเก็บมาแล้ว 12 มีด ยังดกอยู่เลย น่าจะเก็บได้ไม่ต่ำกว่า 20 มีดแน่นอน

หลังจากเก็บแล้วนำมาคัดแยกใส่ถุงๆละ 5 กก. คัดทั้งหมด 4 เบอร์ มีหน้า 3 หน้า 4 หน้า 5 แล้วก็ งอ ตัด หน้า 3 จะมีอยู่ประมาณ 6-7 ลูกต่อถุง แต่ถ้าเป็นหน้า 4 ก็จะมี 8-9 ลูกต่อถุง ถ้าเป็นหน้า 5 ก็จะมี 10-11 ลูกต่อถุง ราคาต่างกันไล่ระดับลงมาถุงละ 10 บาท ราคาตอนนี้ถ้าเบอร์สวยเลยก็จะเป็นหน้า 3 หน้า 4 ราคา 20 บาท/กก. ถุงละ 100 บาท หน้า 5 ราคา 90 บาท/ถุง แต่ถ้ามะระผลผลิตน้อยราคาอาจพุ่งไปสูงถึง 30 บาท/กก. แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 18-20 บาท/กก. ช่วงถูกที่สุดของมะระอยู่ที่ 4 บาท/กก. ราคานี้ชาวสวนขาดทุน ถ้ามะระราคา 10 บาท/กก. ชาวสวนก็ไม่ขาดทุนแล้ว โดยมะระ 12 ไร่ แปลงนี้ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวลงทุนไปประมาณ 2 แสนบาท แปลงนี้เก็บมาแล้ว 10 กว่ามีด ถ้าราคานี้ไปตลอดก็น่าจะได้เงินกว่า 7-8 แสนบาท เหลือกำไรอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงทำให้เสี่ยโปนเลือกที่จะปลูกมะระในช่วงแพงทุกรอบเพราะมันเกินคุ้มหากสามารถดูแลให้มะระมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้

ข้อมูลเพิ่มเติม คุณประหยัด ทัดดอกไม้(เสี่ยโปน) 25 ม.1 ต.บางคาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 089-0016032

ขอขอบคุณ คุณสุนิสา ชาติกานนท์ (086-0162455) ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชุดทนแล้ง-แวกซีโกร-ดินดีฟู-พุ่งปรี๊ด ที่พาเยี่ยมสวนในครั้งนี้

ผู้ให้แท้จริง หลวงพ่ออลงกต แบกภาระค่าใช้จ่าย ถึงเดือนละ ห้าล้าน

จะพาไปรู้จักกับเรื่องราวที่สุดของความเมตตา เกิดมาเป็นผู้ให้แท้จริง ดูแลผู้ป่วยแม้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่หน้าที่พระก็ตาม อย่างที่เคยเห็นภาพออกมาในโลกโซเชียลคือในแต่ละวันหลวงพ่ออลงกตต้องออกจากวัดพระบาทน้ำพุตั้งแต่ตี ๔ พร้อมสภาพที่ไร้เรี่ยวแรงเพื่อไปบิณฑบาตข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อนำมาเลี้ยงดูคนยากไร้กว่าสองพันชีวิต

ในแต่ละวัน วัดพระบาทน้ำพุ จำเป็นต้องใช้ข้าวสารและอาหารจำนวนมาก สิ่งที่อยากได้นอกจากของใช้จำเป็นเช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ของใช้ส่วนตัว แล้ว ยังต้องการข้าวสาร และขนมปังปี๊บให้กับเด็กเด็ก ซึ่งหากญาติโยมที่มีจิตศรัทธาก็สามารถไปบริจาคกันได้

สำหรับท่านที่บริจาคทุกครั้ง จะมีการบันทึกข้อมูลของท่านเก็บไว้ เพื่อดำเนินการออกใบอนุโมทนาบัตรได้ทันที หากท่านประสงค์จะบริจาคเป็นประจำรายเดือนก็สามารถทำได้โดยง่าย ท่านอนุญาตให้ธนาคารดำเนินการตามความต้องการของท่าน

ซึ่งในการดำเนินการตัดเงินจากบัญชีของท่านเพื่อรับบริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิ ทุกครั้งไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด และทางมูลนิธิจะจัดเก็บข้อมูลในการบริจาคของท่านไว้ตลอดไป เสมือนท่านมีกองทุนในมูลนิธิของท่านเอง

ทั้งนี้เดินตามพ่อ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคได้ตามกำลังศรัทธาที่ท่านพิจารณาเห็นสมควร ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ด้วยเทอญ

หลวงพ่ออลงกต กล่าวว่า วัดพระบาทน้ำพุยังอยู่อย่างมั่นคง ไม่มีทางจะเลิกแน่นอน

ทั้งนี้ วัดพระบาทน้ำพุ ตั้งอยู่เชิงเขาน้ำพุ หมู่ที่ 3 ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นสถานรักษาพักฟื้นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ และเป็นที่ตั้งของมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดแห่งนี้เริ่มต้นรับรักษาและพักฟื้นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2535 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยการดำเนินการเกี่ยวกับโรคเอดส์มีสองส่วน ส่วนแรกคือรับดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโรคเอดส์ทั่วไปจากทั่วประเทศ ส่วนที่สองคือการรับอุปการะเด็กกำพร้า ที่ได้รับผลกระทบโรคเอดส์จากบิดามารดา ทั้งสองส่วนอยู่ในการดูแลของวัดประมาณ 2,000 คน ซึ่งในแต่ละเดือนทางวัดจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าอาหาร ยารักษาโรค ค่าบริหารจัดการภายในวัด และค่าเผาศพ

ปัจจุบันวัดมีรายจ่ายสูง ผู้มีจิตเมตตาสามารถบริจาคเงินสร้างกุศลร่วมช่วยเหลือผู้ป่วยได้โดยตรงที่บัญชีวัด หรือผ่านหมายเลขบัญชี 289 – 0 – 84697 – 1 ธนาคารกรุงเทพ หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 579 – 2 – 33730 – 7

วัดพระบาทน้ำพุหลายชีวิตที่นี่ ยังรอคอยความหวัง

มาร่วมกันสร้างความหวังของพวกเขาให้เป็นจริง ปันน้ำใจ ร่วมทอดผ้าป่าเพื่อซ่อมแซม บ้านวลัยลักษณ์ อาคารผู้ป่วยหลังแรกของวัดพระบาทน้ำพุ จากอาคารชั้นเดียวที่ทรุดโทรม สู่อาคารหลังหลังใหม่ ที่รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ให้เป็นที่พักพิงระยะสุดท้ายของชีวิต

ร่วมบริจาค ผ่านแอป ทรูมันนี่ วอลเล็ท เพียง 1 บาท ก็บริจาคได้ (บริจาค 300 บาทขึ้นไป แจ้งขอใบเสร็จเพื่อลดหย่อนภาษีได้)

ผู้บริจาคที่มีการยื่นภาษี ณ ปัจจุบัน ทางมูลนิธิจะทำการคีย์ข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ (e-donation)

ไปยังกรมสรรพากรแทนการออกใบอนุโมทนาบัตร เพื่อความสะดวกในการแจ้งขอลดหย่อนภาษี

ผู้บริจาคสามารถตรวจเช็คข้อมูลได้ที่ www.rd.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางวัดพระบาทน้ำพุ โทร. 089-742 0731

วิธีปลูก ”ต้นกะเพรา” ให้อายุยืน ต้นสูงใหญ่ ใบดกหนาเป็นพุ่ม

กะเพราเรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรที่รับประทานใบแบบฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองจริง ๆ ซึ่งเมนูนั้นคงหนีไม่พ้นบรรดาผัดกะเพราเป็นแน่แท้ แต่ทว่าการปลูกต้นกะเพรานั้นก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก จึงเป็นเมนูที่บ้านไหนก็ทำได้ และมันทำง่ายด้วย วัถตุดิบก็มีไม่มาก แต่ความยากกลับอยู่ที่การจะทำให้ต้นกะเพราอยู่คู่บ้านไปเนินนาน เพราะเป็นพืชที่เด็ดใบหมดต้นปุ๊ปก็จะมีผลกับต้นกระเพราปั๊บเลย

แต่สำหรับวันนี้ไป การจะทำให้ต้นกะเพราอยู่กับเราไปอีกนานไม่ใช่เรื่องที่น่าเครียดอีกแล้ว เพราะ เรามีวิธีที่จะทำให้พืชกินใบชนิดนี้กลายเป็น ต้นที่สูงใหญ่ ใบดกหนา และมีอายุที่ยืนอยู่กับคุณไม่น้อยกว่า 2 ปีเลยล่ะ

กะเพรามีอยู่ 3 สายพันธุ์ ซึ่งแบ่งตามลักษณะของใบ คือ ใบเขียวก้านแดง , ใบเขียวก้านเขียว และ ใบแดงก้านแดง

ข้อดีของการปลูกต้นกะเพราไว้เป็นของตัวเอง

1 ประหยัดพื้นที่ เหมาะสมหรับบ้านที่ไม่มีดินหรือมีพื้นที่ใช้สอยจำกัด
2 สามารถปลูกได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นดาดฟ้า ระเบียงห้อง
3 ดูแลง่ายมาก แต่ได้ผลผลิตเกินคาด
4 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ ทำได้หลากหลายเมนู

วิธีทำให้ต้นกะเพราสูงใหญ่ ใบดกหนาเป็นพุ่ม อายุยืน คือ.. ให้เด็ดยอดทุกวัน ไม่ปล่อยให้ออกดอก

โดยปกติทั่วไปเราจะสังเกตเห็นต้นกะเพราจะมีลักษณะเตี้ย ๆ เมื่อออกดอกก็จะเหี่ยวเฉาตาย แต่การที่เราเด็ดยอดออกทุกวันนั้นทำให้ต้นกะเพราไม่มีโอกาสได้ออกดอก จึงทำให้ต้นกะเพราขยันออกใบ กลายเป็นต้นใหญ่ ใบดก และอายุยืนได้ง่าย ๆ

การดูแลต้นกะเพรา
แนะนำให้รดน้ำเช้าและเย็นอย่างสม่ำเสมอ แค่นั้นต้นกะเพราก็จะเติบโตตามธรรมชาติ กะเพราเป็นพืชที่ทนความแล้งได้เก่งมาก บางครั้งการดูแลจึงไม่ได้ยากอะไรมากมาย ทำให้บ้านไหนก็ปลูกไว้ปลุกอาหารได้ไม่ยาก

วิธีเพาะต้นกะเพราด้วยเมล็ด
1 เตรียมดินละเอียดเทลงในกระถาง
2 หว่านเมล็ดให้ทั่วกระถาง ใช้ฟางหรือปุ๋ยคอกโรยทับบาง ๆ
3 รดน้ำตามทันที แนะนำให้ใช้ฟักบัวรดน้ำรูเล็ก ๆ
4 รออีก 1 สัปดาห์ เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า
5 รอจนต้นกล้าครบ 1 เดือน จากนั้นค่อย ๆ แยกต้นใส่กระถางละ 1-2 ต้น
6 รอต้นกล้าโตเต็มที่ แค่นี้ก็ได้รับประทานใบกะเพราที่ปลูกเองแล้ว

เทคนิคดูแลต้นกะเพรา
1 ต้นกะเพราจะชอบความชื้น ดังนั้นควรรดน้ำเช้า-เย็น ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ต้นกะเพราชุ่มน้ำ
2 หมั่นพรวนดิน และ กำจัดวัชพืช ให้ต้นกะเพราเป็นประจำ ทุก 1-2 สัปดาห์
3 ใส่ปุ๋ยเป็นประจำ ก่อนเด็ดใบ และ หลังจากเก็บใบ จะช่วยให้กะเพราเติบโตได้ดี และ ออกใบเยอะขึ้น

ไอเดียปลูกผักแนวตั้ง เพิ่มผลผลิตได้ 2 เท่า

“ปลูกพืชแนวตั้ง” เพิ่มผลผลิตได้ 2 เท่าผลิตภัณฑ์กระถางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แนวตั้ง
ปัจจัยบวกที่นวัตกรรมชิ้นนี้โดดใจผู้ซื้อมากที่สุด ก็คือ “ชุดปลูกพืชแนวตั้ง” ช่วยเพิ่มผลผลิตการเพาะปลูกพืชได้ในพื้นที่จำกัด สร้างโอกาสให้ผู้อาศัยในคอนโดมิเนียม หรือตึกสูงในเมือง สามารถปลูกพืชผักรับประทานเองได้ ที่สำคัญยังเป็นผักปลอดสารพิษที่สะอาดและปลอดภัยอีกต่างหาก

จุดกำเนิด “นวัตกรรม”
คุณมนต์ชัย เป็นคนชอบรับประทานผักมากๆ และตั้งใจปลูกผักสำหรับบริโภคในครัวเรือนด้วยตัวเอง เขาลงทุนซื้ออุปกรณ์ปลูกผักไร้ดิน หรือการปลูกผักในระบบไฮโดรโปนิกส์ (hydroponics) บนหลังคาตึก เนื่องจากครอบครัวของเขาทำธุรกิจด้านพลาสติกอยู่แล้ว จึงเกิดความสงสัยว่า อุปกรณ์การปลูกผักไร้ดินทำมาจากพลาสติกทั่วไป ไม่ใช่พลาสติกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่ม จะมีปัญหาสารเคมีตกค้างปนเปื้อนผักที่ปลูกไว้หรือไม่

คุณมนต์ชัย แซ่ว่อง เจ้าของนวัตกรรมชุดปลูกพืชแนวตั้ง
เพื่อคลายข้อสงสัยดังกล่าว เขาได้จัดส่งตัวอย่างผักที่ปลูกไปให้ อาจารย์ปฐมพงษ์ วงศ์เลี้ยง นักวิชาการกลุ่มงานสถานีวิจัยและบริการกลาง คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ช่วยตรวจสอบ ก็ได้ข้อสรุปว่า ผักที่ปลูกมีสารพิษปนเปื้อนอย่างที่เขากลัวจริงๆ สารพิษดังกล่าว มาจากการใช้พลาสติกผิดประเภท เมื่อท่อพลาสติกถูกแสงแดด ทำให้เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยสารพิษปะปนกับน้ำและปุ๋ยที่ใช้ในการปลูกผัก

เมื่อนำผักไปทำอาหาร ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษประเภทกรดอะซีติก และไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายตามไปด้วย นอกจากนี้ เอกชนบางรายได้ใช้กระเบื้องลอนคู่แทน ท่อ พีวีซี ในการปลูกผักไร้ดิน ทำให้มีสารประกอบของแร่ใยหินปนเปื้อนเข้าสู่ผักด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเช่นกัน

จากปัญหาที่พบเจอ ทำให้คุณมนต์ชัยเกิดแรงบันดาลใจที่จะใช้อุปกรณ์ชุดปลูกผักที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค โดยศึกษาด้วยตัวเองควบคู่กับพัฒนาระบบร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2557 จนได้ชุดปลูกพืชแนวตั้งที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก Food Grade ผสมสารยูวี มีฉนวนกันความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิน้ำ รวมทั้งผสมสารกันแสง ทำให้ไม่มีตะไคร่จับภายในท่อ ลดการหมักหมมที่ทำให้เกิดเชื้อโรค เนื้อพลาสติก Food Grade ไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำปุ๋ยและสามารถใช้งานได้ประมาณ 4-5 ปี หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการดูแลรักษา ชุดปลูกผักไร้ดินแนวตั้ง แบ่งเป็นชั้นๆ มีตั้งแต่ 4-7 ชั้น แต่ละชั้นมีช่องปลูก 4-5 ช่อง มีเสาแกนพลาสติกอยู่ตรงกลาง

ภายในเป็นท่อสแตนเลส ทำหน้าที่ปั๊มน้ำผสมปุ๋ยจากถังเก็บส่วนล่างขึ้นบน โดยวางระบบให้น้ำจากถังเก็บด้านล่างสูบขึ้นมาด้วย ปั๊มขึ้นไปตามท่อด้านบน ปล่อยน้ำให้ไหลลงมาสู่ถาดปลูกด้านบนสุดก่อน จึงค่อยไหลลงมาสู่ถาดปลูกด้านล่างตามลำดับ สุดท้ายน้ำจะถูกดูดไหลไปรวมกันที่ถังเก็บเช่นเดิม ทำให้อุณหภูมิน้ำเย็นกว่าน้ำที่อยู่ในแนวราบ ช่วยให้พืชได้รับน้ำและธาตุอาหารอย่างเหมาะสม แล้วยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำมากขึ้นด้วย ทำให้ระบบรากพืชแข็งแรง ไม่มีปัญหาโรครากเน่า

ชุดปลูกแนวตั้ง การปลูกผักแนวตั้ง พืชสามารถจะดูดซึมสารอาหารจากน้ำปุ๋ยได้เต็มที่และเติบโตได้รวดเร็ว เฉลี่ย 15-20 วัน ต่อ 1 รอบการปลูก ขณะที่การปลูกผักไร้ดินแนวราบ โดยทั่วไปจะใช้ปลูกดูแลเฉลี่ย 40-45 วัน ต่อ 1 รอบการปลูก

ชุดปลูกพืชแนวตั้งที่ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7innovation Awards 2017
คุณมนต์ชัย ได้นำผักที่ปลูกในชุดปลูกพืชแนวตั้งของเขาไปให้อาจารย์ปฐมพงษ์ตรวจสอบอีกครั้ง ก็ไม่พบสารพิษปนเปื้อน ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล STI AWARDS 2015 ระดับภาคใต้ คุณมนต์ชัย ตัดสินใจผลิตชุดปลูกพืชแนวตั้งออกจำหน่ายใน 2 รูปแบบ ได้แก่

แบบ I-stack มีช่องปลูก 4 ช่อง เหมาะกับปลูกพืชอายุสั้น
แบบ star-stack มีช่องปลูก 5 ช่อง เหมาะกับปลูกพืชอายุยาว ราคาจำหน่ายโดยเฉลี่ย ประมาณ 3,000-4,300 บาท
สามารถปลูกได้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ สตรอเบอรี่ ผักสลัด ผักสวนครัว ประเภทผักบุ้งจีน ผักกาดหอม ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะเพรา เป็นต้น

นวัตกรรมนี้ใช้ปลูกสตรอเบอรี่ได้ผลผลิตงามภายหลังเปิดทดลองขาย ปรากฏว่า ผลงานชิ้นนี้ขายดิบขายดี เป็นที่สนใจของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งพักอาศัยในตึกสูง คอนโดมิเนียม ที่มีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การใช้สอย เนื่องจากชุดปลูกแนวตั้งใช้พื้นที่น้อย แต่สามารถปลูกผักได้มากกว่าการปลูกแนวนอน

ปลูกผักหรือไม้ดอกไม้ประดับก็ให้ผลผลิตที่ดี และมีความสวยงาม
ชุดปลูกพืชแนวตั้ง ช่วยประหยัดพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกพืชหรือผัก สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณระเบียงห้อง หรือบริเวณหน้าบ้าน สามารถปลูกผักได้หลายชนิด ถ้าปลูกผักแนวตั้งในระดับอุตสาหกรรมก็จะได้ผลผลิตที่มากกว่าการปลูกแบบทั่วไป ชุดปลูกพืชแนวตั้งชนิดนี้สามารถประกอบได้ด้วยตัวเอง เก็บง่าย ดูแลง่าย สามารถปลูกได้หลายระบบ โดยใช้น้ำและใช้ดิน สามารถปลูกได้ทั้งดอกไม้ ผักสลัด หรือผักสวนครัว ผักที่ได้มีความสะอาดและปลอดภัย เพราะปลูกด้วยตัวเอง

การร่วมกันปลูกผักภายในครอบครัวสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้น ชุดปลูกพืชแนวตั้งของคุณมนต์ชัย นับเป็น “นวัตกรรมเพื่อธุรกิจ” เหมาะสำหรับปลูกผักเชิงการค้า ในลักษณะฟาร์มขนาดใหญ่ด้วย โดยทั่วไปการปลูกผักไร้ดิน ที่ใช้อุปกรณ์เพาะปลูกแนวนอน มักมีต้นทุนเฉลี่ย ไร่ละ 3-4 ล้านบาท แต่การปลูกโดยใช้อุปกรณ์ชุดปลูกพืชแนวตั้ง รวมกับระบบโรงเรือน EVAP (Evaporative Cooling Greenhouse) จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าประมาณ 50% แต่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะได้ผลผลิตในปริมาณมาก ที่สำคัญสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ปีเศษเท่านั้น

เปิดศูนย์เรียนรู้การปลูกผักไร้ดิน ที่หาดใหญ่ปัจจุบัน คุณมนต์ชัย ได้ทำฟาร์มปลูกพืชไร้ดินในแนวตั้งไฮโดรโปนิกส์ ชื่อว่า “Urban Vertical Hydroponics Farming” เนื้อที่ 1 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 228/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ฟาร์มแห่งนี้ได้นำอุปกรณ์การปลูกพืชแนวตั้ง มาปลูกพืชอายุสั้น เช่น ผักกาดหอม ผักสลัด ผักกาดขาว ผักฮ่องเต้ ฯลฯ และปลูกพืชอายุยาว อายุ 1 ปี เช่น มะเขือเทศเชอร์รี่ ฯลฯ โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่อาศัยสารชีวภาพช่วยดูแลกำจัดแมลงแทน ในอนาคตเตรียมพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชไร้ดินให้กับเยาวชนและประชาชน เพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้กับผู้สนใจทั่วไป

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมชิ้นนี้ได้ที่ บริษัท ไทย แอดวานซ์ อะกรี เทค จำกัด เลขที่ 84/56-57 หมู่ที่ 7 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบอร์โทร. (089) 492-2470, (085) 585-3331 เฟซบุ๊ก verticalhydroponic หรือ Line ID : thaiadvanceagritech ตั้งแต่ เวลา 08.00-17.00 น. ได้ทุกวัน

เครดิตhttps://www.technologychaoban.com/

ใครอยากมีช่วงนี้เชฟโรเลต โปรโมชั่น ราคาลดแรงช่วงนี้สูงสุด 50%

ทำเอาช็อควงการยานยนต์กันเป็นแถว หลังบริษัทออกมาเผยว่า จะหยุดผลิตและจำหน่ายรถเชฟโรเล็ตภายในสิ้นปีนี้ ทำเอาคนที่ใช้รถเชฟถึงกับตกใจ เพราะไม่มีการตั้งตัวล่วงหน้าเลย กลายเป็นข่าวใหญ่อีกข่าวที่ถูกพูดถึงเยอะมาก

ภายหลังเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม ประกาศยุติขายรถยนต์เชฟโรเลตทุกชนิดในเมืองไทย เนื่องจากตัดสินใจขายศูนย์การผลิตรถยนต์ภายในนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์น ซีบอร์ด จ.ระยอง ให้แก่ เกรท วอล มอเตอร์ส ของจีน โดยคาดว่าจะส่งมอบศูนย์การผลิตรถยนต์ดังกล่าว ปลายปี 2563 ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น

จากการสำรวจของทีมงานพบว่า ดีลเลอร์ เชฟโรเลต ต่างใช้วิธีการลดราคารถยนต์ลง เพื่อเรียกลูกค้า โดยรถยนต์ที่ลดราคาลงมากที่สุด คือ เชฟโรเลต แคปติวา

เชฟโรเลต แคปติวา ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 999,000 บาท โดยก่อนมีประกาศยุติดังกล่าวมีการมอบส่วนลดพิเศษ 130,000 บาท เหลือราคา 869,000 บาท แต่จากการสอบถามราคาล่าสุดกับทางดีลเลอร์พบว่า มีการเสนอราคาให้ลูกค้าสามารถซื้อได้ที่ 499,000 บาท หรือ มอบส่วนลด 500,000 บาท จากราคาที่เชฟโรเลตเปิดตัว

ขณะที่รุ่นอื่นๆ มีการมอบส่วนลดเพิ่มพิเศษเช่นเดียวกัน แต่จะไม่มากเท่ากับรุ่น แคปติวา นับว่าเป็นการมอบส่วนลดที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การขายรถยนต์ในประเทศไทย หรือเรียกอีกอย่างว่า เป็นการสู้เพื่อหนีตายครั้งสุดท้ายของบรรดาดีลเลอร์ที่มีรถค้างอยู่ในสต็อกเวลานี้

วิธีบังคับมะพร้าวให้เป็นมะพร้าวกะทิ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

มะพร้าวกะทิ คือมะพร้าวที่มีเนื้อในผลหนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ด้านในมีลักษณะอ่อนนิ่มเนื้อฟูคล้ายผิวมะกรูด น้ำในผลมีน้อยกว่ามะพร้าวธรรมดาและมีลักษณะข้นเหนียว รสชาติเนื้อมีความหวานมันหอมอร่อยมาก นิยมรับประทานกันสดๆหรือทานคู่กับน้ำเชื่อม โดยมะพร้าวกะทินั้นเกิดจากการผสมเกสรด้วยฝีมือมนุษย์ ถือเป็นการบังคับมะพร้าวธรรมดาให้เป็นมะพร้าวกะทิแบบง่ายๆค่ะ

วิธีที่ 1 การทำมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราว
1เริ่มจากนำถุงพลาสติกมาหุ้มจั่น (จั่นคือดอกมะพร้าว 1 จั่น คือ 1 ทะลาย) จั่นไหนที่ถูกห่อด้วยถุงพลาสติก จั่นนั้นจะผิดปกติ

2การห่อต้องทำการห่อตั้งแต่กลีบจั่นเริ่มบาน ห่อไปจนกระทั่งมะพร้าวผลโตจนมีขนาดเท่าลูกหมาก จึงค่อยถอดถุงพลาสติกออกได้

3มะพร้าวในทะลายที่ห่อจั่นประมาณ 90% จะกลายเป็นมะพร้าวกะทิโดยทันที ส่วนมะพร้าวที่ไม่ได้ห่อจั่นจะยังคงเป็นมะพร้าวธรรมดาเหมือนเดิมค่ะ

วิธีที่ 2 การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร

1เริ่มจากนำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วทำการใช้มีดตัดส่วนปลายด้านตรงข้ามกับหน่อออก ให้กะลามะพร้าขาดจากกันจนเห็นเนื้อขาวและจาวสีเหลืองด้านในกะลา

2จากนั้นทำการเอาจาวในกะลาออก แล้วเอาดินเหนียวใส่ลงไปแทนจนเต็มลูก แล้วนำไปปลูกต่อ

3วิธีการนี้จะทำให้ได้มะพร้าวธรรมดากลายเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50% ค่ะ หากต้องการเพิ่มปริมาณ ให้นำผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่มีเปอร์เซนต์การเป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % เลยเทีเดียว

มะพร้าวที่จะนำมาทำมะพร้าวกะทิ
มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งหมด แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม อาจจะทำให้มะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง นั่นเองค่ะท่านใดมีต้นมะพร้าวแล้วอยากลองทำมะพร้าวกะทิก็ลองดูเลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวังค่ะ

12 ประโยชน์ และสรรพคุณของ “ปลีกล้วย”

หัวปลี หรือ ปลีกล้วย ได้จากส่วนที่เป็นดอกของต้นกล้วย ซึ่งจะคลี่กาบที่มีผลกล้วยซ่อนอยู่ภายในหลายๆ ผลรวมกัน เรียกว่า หวี มันจะเจริญงอกงามคลี่กาบหวีกล้วยออกไปเรื่อยๆ หลายๆ หวีรวมกัน เรียกว่า เครือ ในตอนท้ายๆ ของเครือ ดอกกล้วย มักจะหยุดการคลี่กาบและจะไม่มีผลกล้วยออกมาแล้วส่วนนี้ เรียกว่า “ปลีกล้วย” เจ้าของที่ดูแลเอาใจใส่ต้นกล้วยจะต้องตัดปลีกล้วยออกมา เพราะถ้าไม่ตัดออกปลีกล้วยส่วนนี้จะไปแย่งอาหารมาจากผลกล้วยเสียหมด

ปลีกล้วย ที่ตัดไปก็ไม่ได้ทิ้งเปล่า เพราะเนื้อขาวนวล กรุบกรอบรสฝาดมันของหัวปลีสด เข้ากันได้ดีกับอาหารจานเด็ดอย่างผัดไทยหรือขนมจีนน้ำยา ส่วนหัวปลีลวก เนื้อหวานมันปนฝาด เคี้ยวนุ่มชุ่มฉ่ำ นิยมกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังดัดแปลงไปทำยำ แกง ต้มกะทิ ต้มยำ ห่อหมก ทอดมันหัวปลี หรือชุบแป้งทอดให้รสชาติอร่อยเปี่ยมคุณค่าไม่แพ้ผักชนิดอื่น

สรรพคุณทางยา ของ”หัวปลี“ คนโบราณว่าไว้ก็คือ บำรุงน้ำนมของแม่ลูกอ่อนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร รักษาโรคกระเพาะ และแก้ร้อนใน ยางจากปลีกล้วยก็ใช้รักษาแผลสดหรือทาบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้ นอกจากนี้ นักวิจัยชาวอินเดียยังพบว่า หัวปลีมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

นอกจากต้นกล้วยจะมีประโยชน์ทั้งใบและผลแล้ว “ดอก” ก็มีประโยชน์มากเช่นเดียวกัน ดอกกล้วยที่ว่านี้ก็คือ “หัวปลี” หรือ “ปลีกล้วย” เพราะในตำราแพทย์แผนโบราณ “ปลีกล้วย” มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค และมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยทีเดียว

“ปลีกล้วย” สรรพคุณเป็นยา ทานเป็นอาหารต้านโรค
นอกจากนั้นภายในปลียังมีกลีบที่เป็นเนื้อสีนวลเนียน กรุบกรอบ นำมาทำอาหารได้ด้วย เรื่องของคุณค่าทางอาหารนั้นก็มากเหลือ เพราะหัวปลีเต็มไปด้วยใยอาหาร และแคลเซียม นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ช่วยแก้หวัด และฟอสฟอรัสที่จะช่วยให้วิตามินซึมซาบ เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ค่ะ

เรามาดู 12 ประโยชน์ และสรรพคุณของ “ปลีกล้วย” กันค่ะ จะมีอะไรกันบ้าง
1 ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ฟันขาวสะอาด
2 ประโยชน์ของปลีกล้วยช่วยบำรุงน้ำนม สำหรับแม่ลูกอ่อน
3 ปลีกล้วยเป็นเกราะป้องกันกระเพาะ ช่วยแก้ปวดท้อง รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
4 ปลีกล้วยใช้รักษาแผลสด ดูดหนอง และบรรเทาอาการบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย
5 ปลีกล้วยสรรคุณดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
6 ปลีกล้วยช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด
7 ปลีกล้วยดีต่อผู้ป่วยโรคโลหิตจาง และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดี
8 ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงลำไส้
9 ปลีกล้วยช่วยรักษาแผลในปากให้หายเร็วขึ้น ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย
10 ปลีกล้วยช่วยให้หน้าอกเต่งตึง สมบูรณ์ ไม่หย่อนยาน
11 ประโยชน์ของปลีกล้วยช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย
12 สรรพคุณปลีกล้วยช่วยบำรุงผิวพรรณให้นวลเนียน ดูมีน้ำมีนวล

เป็นอย่างไรบ้างค่ะกับ หัวปลี อาหารต้านโรค ของดีมีประโยชน์คงจะได้รับความรู้และประโยชน์ดีๆกันนะคะ

แต่ก่อนที่เราจะใช้สมุนไพรอะไรก็ตามนั้น เพื่อรักษาโรคที่เราเป็น ก็ต้องศึกษาค้นหาข้อมูล หรือ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนใช้ค่ะ หากใช้อย่างเหมาะสมและถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ถือเป็นการรักษาโรคได้อีกทางเลือกหนึ่งค่ะ

เกษตรสวนกระแส ไร่อรหันต์ 1 ไร่ ได้เกินแสน มีให้กิน+เก็บขายทั้งปี

หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า “1 ไร่ ได้ 1 แสน” ด้วยการทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรผสมผสาน…แต่หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นวางแผนการบริหารจัดการอย่างไรวันนี้มีอีกเรื่องราวดีๆจากปราชญ์ชาวบ้าน เมืองย่าโม…พื้นที่ 1 ไร่ มีให้เก็บกิน แถมเหลือก็ขายได้ทั้งปี

 “นำทฤษฎีเกษตรผสมผสานมาประยุกต์ใช้เป็นสูตรของตัวเอง ปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งไม้ยืนต้น ผักสวนครัว สลับกับไม้แปลกหายาก พืชผักสวนครัวก็จะเป็นไม้ที่ขายได้รายวันรายสัปดาห์ ไม้ยืนต้นให้ผลตามฤดูกาล ส่วนไม้แปลกหายากก็ได้ผลผลิตทั้งลูกผลและกิ่งพันธุ์ เลี้ยงสัตว์ รวมถึงแปรรูปผลผลิต ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวตลอดปี”

คุณปา ไชยปัญหา เจ้าของ “ไร่อรหันต์” บ.กุดปลาเข็ง ต.โนนค่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บอกถึงที่มาของการปลูกพืชตาม แนวทางประยุกต์…พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 แปลง A, B, C, D อย่างละ 1 งาน

ใจกลางพื้นที่สร้างบ่อน้ำซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร สูง 80 ซม. เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงปลา… ในน้ำมีขี้ปลา เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ไปในตัว

เส้นทางเดินไปยังแปลงทั้ง 4 ทิศ ทำทางเดินขนาด 1.5 เมตร…ริมทางเดินทำค้างให้ดีปลี ถั่วพู หม่อน ถั่วดาวอินคา เสาวรส ฟักแฟง น้ำเต้า บวบ ถั่วต่างๆได้เกาะเกี่ยวเป็นอุโมงค์

แปลง A ปลูก ปลูกฝรั่งคละสายพันธุ์ อาทิ ฝรั่งแตงโม แดงทับทิมสยาม สุ่ยมี่ หวานพิรุณ ระยะ 3×3 เมตร ให้ผลผลิตตามฤดูกาล พร้อมกับขายกิ่งตอนแปลง B ปลูกไม้ที่ชอบกิน มะม่วง มะยงชิด ไม้แปลกหายาก สะเดาดำ ไผ่หวาน มะนาวหวาน ชะอมไร้หนาม ระยะ 3×3 เมตร ขายได้ทั้งผลตามฤดูกาล และกิ่งพันธุ์เช่นเดียวกัน

แปลง C เลี้ยงสัตว์ ปลาดุก ปลาหมอยักษ์ กบ หนูนา ในบ่อซีเมนต์ และกระชังบก พร้อมกับเลี้ยงไก่ไข่ ไก่ดำ ไก่บ้าน แบบปล่อยอิสระ แซมด้วยจิ้งหรีด และบ่อไส้เดือน รอบๆแปลงปลูกกล้วยไม้พันธุ์แปลกหายาก ล้อมรอบด้วยต้นไผ่ เพื่อให้ได้ทั้งหน่อไม้และเป็นร่มเงาให้กล้วยไม้ไปในตัว

แปลง D ปลูกผักสวนครัว ยกแปลงยาว 8 เมตร 20 แปลง ปลูกผักสวนครัว พริก ผักกาด ผักสลัด หอม ผักชี มะกรูด มะนาว มะเขือ เป็นรายได้ประจำวันและสัปดาห์

วิธีการนี้ ปา บอกว่า ปีแรกจะมีรายได้จากขายผัก กบ ปลา หนูนา ประมาณ 10,000-15,000 บาท เพราะต้นไม้ต่างๆยังไม่โต ปีที่สองผลไม้บางชนิดเริ่มให้ผล รายได้จะเพิ่มเป็น 20,000-30,000 บาท หรืออาจมากกว่านั้นหากมีไม้แปลกให้ได้ขายกิ่งพันธุ์

ปีที่สามไปแล้ว ไม้ยืนต้นหลายชนิดเริ่มให้ผลผลิตจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 70,000-200,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความขยัน…นี่แหละมีกิน มีใช้ แถมขายได้ทั้งปีคุณปาบอกว่าการทำเกษตรไม่ได้ ยากก่อนอื่นต้องมี 3 สิ่งนี้ อุดมการณ์ในการทำการเกษตร ต้องเชื่อมั่นในเกษตร เชื่อว่ามันทำได้ เชื่อว่าทำแล้วไม่จน มีวิชาการ คือมีความรู้ในสิ่งที่ปลูก ในสิ่งที่ทำ และมีประสบการณ์ แบบนี้รอดแน่นอน

กอดงานประจำไว้ให้แน่น สัญญาณเตือนมาแล้ว

1. อย่างที่ได้เห็นในข่าวว่า บางบริษัททยอยปิดกิจการโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ บางบริษัทก็ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้าน เพราะ ต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า ทำให้หลายคนตกงานโดยไม่รู้ตัว เมื่อวานยังทำงานๆตอกบัตรเลิกงานอยู่ดีๆ เช้าวันต่อมาเดินทางไปที่บริษัทรู้ข่าวอีกทีก็ตอนอยู่ที่หน้าโรงงาน

2. ขณะที่บางบริษัทที่เปิดกิจการอยู่ก็แทนที่พนักงานด้วยหุ่นยนต์ ด้วยเครื่องจักร ในอนาคตเราจะค่อยๆเห็นหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ลูกจ้างมากขึ้น ใครที่เป็นลูกจ้างอยู่หากรู้ถึงจุดนี้แล้วต้องรีบปรับตัว

3. ใครทำงานธนาคารให้รีบมองหางานใหม่ก่อนที่จะถูกปลด เพราะ ระบบใหม่ธนาคารเน้นใช้แอพมากกว่า จำนวนสาขา หรือ พนักงานในการดำเนินธุรกิจ และ พอถึงตอนนั้นจะหางานทำยากมาก เพราะจะมีคนที่ออกจากระบบนี้หลักหมื่นคนพร้อมกัน กลายเป็นไปแอย่งกันสมัครงานในที่ใหม่

4. ธุรกิจท่องเที่ยวที่เคยเฟื่องฟูก็เริ่มลำบาก เริ่มเห็นกันแล้วนักท่องเที่ยวหายไปมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เคยเข้ามามาก ช่วงนี้ก็เริ่มหายไปมาก ไม่ใช่เพราะบ้านเราไม่น่าเที่ยว แต่… เพราะ ในประเทศเค้าเองก็เจอปัญหาหนักมาก ทั้งคนที่เที่ยว และ ออกมาลงทุน หายไปด้วยปัจจัยที่ใหญ่เกินกว่าที่เราจะควบคุมได้

5. การมาของ ไ ว รั ส โ ค โ ร น่ า ยิ่งซ้ำเติมการท่องเที่ยวเข้าไปอีก เพราะ นอกจากจีนจะปิดประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ก็ต่างเก็บตัวอยู่แต่ที่ประเทศของตัวเองด้วยกันแทบทั้งสิ้น

6. ยิ่งนักท่องเที่ยวยุโรปกระเป๋าหนักที่ชอบมาใช้จ่ายต่อคนสูง ไม่มาเที่ยวบ้านเรากันแล้ว

7. อสังหาริมทรัพย์ต่างๆโดยเฉพาะคอนโดที่หลายคนซื้อเพื่อเก็งกำไรเริ่มออกอาการชัดเจน เนื่องจากมีคนแนะนำให้คนไปกู้เงินเกินมากๆ เพราะอยากได้ค่านายหน้า หรือ ไปฟังจากคอสสัมนาลงทุนในอสังหา และ เข้าไปลงทุนตามกระแส คิดว่าจะเอาค่าเช่ามาผ่อนแต่ท้ายที่สุดไม่มีคนเช่า ที่เคยคิดว่าจะเอาค่าเช่ามาจ่ายก็ไม่พอจ่าย กลายเป็นหมุนเงินไม่ทัน

8. บางคนก็ฟุ้งเฟ้อมากกว่ารายได้ที่มี ซื้อของเกินความจำเป็น ใช้จ่ายเงิน และ กู้เงินโดยไม่นึกถึงอนาคตข้างหน้า ขอให้อย่าสร้างหนี้เพิ่ม เพราะ ดอกเบี้ยมีแต่จะทวีคูน อย่าใช้จ่ายเกินตัว หากวันหนึ่งที่เกิดวิกฤติจะเอาตัวไม่รอด ควรมีเงินเหลือสำรองไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินบ้าง

9. ส่วนหนี้สินที่มีอยู่ตอนนี้ เป็น หนี้สินที่ดอกเบี้ยต่ำ ถ้ามีการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น เพียง บาท สองบาท หรือ หลักสตางค์ จะเกิดความลำบากต่อคนเป็นหนี้ทันที เช่น บ้านเคยผ่อน 9,000/เดือน จาก ( เงินต้น 3,000 ดอกเบี้ย 6,000 ) จะกลายเป็นดอกเบี้ยแทบทั้งหมดในทันที เรียกว่าผ่อนแต่ดอกต้นไม่ลด

10. อาชีพค้าออนไลน์นจะเริ่มถดถอย เพราะ มีการแข่งขันที่สูงขึ้น และ ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลาย โดยเฉพาะ บริษัทที่สร้างระบบการค้าออนไลน์มาแบบครบวงจร ที่กระหน่ำอัดโปรโมชั่นลดราคาแข่งกับรายย่อย ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น

11. ที่ดิน และ บ้าน ตอนนี้ขายยากมาก เพราะ เงินในระบบหายไปมากจริงๆ ส่วนคนที่มีเงินอยู่ก็ไม่อยากจะใช้จ่ายออกไป ใครที่มีเงินอยู่ก็พยายามจะประหยัด และ อยากเก็บไว้กับตัวให้ได้มากที่สุด ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด

12. เริ่มเห็นการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน หากจะลงทุนในธุรกิจหุ้นน้ำมันควรพิจารณาให้ดี เพราะ นั่นเป็นอดีตไปแล้ว

13. โลกแห่งหุ้นพื้นฐานดีจะหมดไปเรื่อยๆ เพราะแทบจะไม่มีธุรกิจที่ยั่งยืนใน พื้นฐานโลกใหม่ที่กำลังจะดำเนินไป

14. สกุลเงินดิจิตอล และ เหรียญต่างๆ น่าจะออกแบบมาเพื่อทดสอบระบบและทำหน้าที่ Burn cash ทิ้งจากการพิมพ์เงินตลอดเวลา ​ซึ่งเป็นการ burn ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

15. การมาของ 5G จะทำให้หลายๆอย่างเปลี่ยนไป ก่อให้เกิดอะไรใหม่ๆมากขึ้น และ อะไรเก่าๆก็ร่วงหล่น เหมือนที่ ยุคกำเนิด2G ทำให้ โทรเลขเลิกใช้ถาวร ยุค3G มา Email ก็มาแทนจดหมาย ยุค4G โทรศัพท์มือถือแทบจะทำได้ทุกอย่าง

16. AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ทำในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และ การที่ไม่เชื่อว่าจะมาแทนที่ได้ขนาดนั้น ก็เหมือนกับที่รุ่นพ่อแม่เราไม่คิดว่าโลกทุกอย่างจะมารวมในมือถือเครื่องเดียวได้ขนาดนี้

17. ไม่ใช่ประเทศเราบริหารไม่ดี แต่ระดับโลกเศรษฐกิจหลายๆประเทศก็หดตัวลงพร้อมๆกัน โดยที่ไม่มีภูมิภาคไหนดีเลย เรียกได้ว่าแย่พร้อมๆกัน ทำให้ไม่มีใครพยุงใครได้ เพราะ ลำพังตัวเองก็แทบจะไม่รอด

18. ทองคำยังมีค่าเสมอ เวลาค่าเงินมีปัญหาให้เรียนรู้จากหลายๆ ประเทศที่ค่าเงินลดอย่างรุนแรง และ คนที่มีทองคำอยู่ในมือ จะสามารถเปลี่ยนไปแลกค่าเงินใดก็ได้ในโลก

19. การที่ค่าเงินบ้านเราเรทดี ค่าเงินแข็งกว่าประเทศอื่นๆในโลก อย่าดีใจ เพราะ เขาต้องการถือเงินบาท เพื่ออะไรบางอย่างเท่านั้น ( ดูจากบทเรียนต้มยำกุ้งเป็นตัวอย่าง )

20. สุดท้าย…!! เศรษฐกิจพอเพียงสามารถช่วยเราได้ ถ้าเราไม่สร้างหนี้มากเกินไป อย่างน้อยประเทศเราก็มีดินดี มีแม่น้ำลำธารอุดมสมบูรณ์ แทบทุกจังหวัดสามารถ ปลูกผัก ปลูกผลไม้ได้ พอให้เรามีกินมีใช้

Cr. ขอบคุณที่มาบทความบางส่วนจาก : ปราชญา บูรพาชลทิศน์

กระถางแก้มลิง รดน้ำครั้งเดียวอยู่ได้ถึง 2 อาทิตย์

กระถางแก้มลิงเป็นกระถางที่สามารถเก็บกักน้ำถายในตัว ทำให้เราไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อย ๆ รดครั้งหนึ่งสามารถอยู่ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ช่วยลดการให้น้ำ ลดเวลา ลดต้นทุนได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชได้หลายอย่าง เช่น การปลูกมะนาวในกระถาง ต้นไม้ในกระถาง

กระถางแก้มลิงนี้อาศัยหลักกลไกตามธรรมชาติ โดยใช้หลักการจากระดับน้ำใต้ดิน เพราะในช่วงหน้าแล้งต้นไม้บางชนิดก็ยังสามารถอยู่ได้เนื่องจากในบริเวณนั้นมีแหล่งน้ำใต้ดินนั่นเอง จึงผุดไอเดียทำกระถางแก้มลิงขึ้นเลียนแบบธรรมชาติ จำลองระดับน้ำใต้ดินในกระถางต้นไม้ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกลงในกระถางนี้อยู่ได้นานโดยไม่ต้องรดน้ำเป็นเวลานาน

อุปกรณ์

1กระถางใบใหญ่ (ใช้สำหรับปลูก)

2กระถางใบเล็ก (กระถางที่มีรูพรุน ใช้รองก้นถังใหญ่)

3ท่อพีวีซี (สำหรับใช้น้ำ และออกซิเจน)

4ดิน (ใช้เป็นดินปลูก)

5กรวด (ใช้รองก้อนถัง)

วิธีทำ

1เจาะรูที่กระถางใหญ่ เพื่อเป็นรูระบายน้ำ (เจาะรูรอบ ๆ กระถาง) การะเจาะรูก็เจาะตามระดับน้ำที่เราต้องการ ว่าจะให้น้ำสูงระดับไหน ถ้าต้องการเก็บน้ำไว้เยอะหน่อย ก็เจาะรูปต่ำลงหน่อย ก็จะได้กระถางแก้มลิงที่สามารเก็บน้ำได้เยอะขึ้น ระยะเวลาในการเติมน้ำก็จะนานขึ้นตามไปด้วย

2วางกระถางใบเล็กลงไปในกระถางใบใหญ่ ในลักษณะคว่ำ

3สอดท่อพีวีซีลงไปในกระถาง ท่อนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยในการเพิ่มน้ำลงกระถางและออกซิเจนในน้ำ

4หาวัสดุ หรือ เศษกระเบื้องวางที่ก้นถัง เพื่อป้องกันไม่ให้หินลงไปในกระถังใบล่าง

5เทกรวดหรือเศษหินลงไปในกระถางให้พอท่วมถังด้านล่าง

6เทดินลงไปเล็กน้อย ให้พอท่วมก้อนกรวด

7ใส่ต้นไม้ที่ต้องการปลูกลงไป เช่นต้นมะนาว

8เทดินลงไปในกระถางให้พอดี

9ใส่น้ำลงไปตามท่อ ให้น้ำล้นถึงรูที่เจาะ

10เทน้ำที่โคนต้น เพื่อให้น้ำ ในระยะเริ่มปลูก เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้

เป็นวิธีการทำกระถางแก้มลิงง่าย ๆ แต่ใช้งานได้จริง ช่วยประหยัดเวลาของเราเพื่อที่จะได้ไม่ต้องให้น้ำบ่อย ๆ แต่ช่วงแรก ๆ ที่เราเพิ่งปลูก ต้นไม้หรือต้นมะนาวที่เราปลูก รากยังลงไม่ถึงน้ำด้านล่าง ให้รดน้ำแบบปกติไปก่อน รอให้รากไชไปถึงน้ำด้านล่างของถังก่อน หลังจากนั้นเราก็จะไม่ต้องรดน้ำทุกวัน การรดน้ำ 1 ครั้ง สามารถอยู่ได้นานประมาณ 2-3 อาทิตย์

ขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก : อ.นภพล รัตนสุนทร