Plant Factory โรงเรือนปลูกผัก ในอาคาร

5 ปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของหนุ่มเชียงใหม่ ที่จุดประกายให้เขาคิดค้นโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับปลูกพืชในอนาคต โดยเริ่มต้นจากงานวิจัย ต่อยอดมาเป็นโรงเรือนที่บริหารจัดการได้จริง สร้างงานและเงินได้จริง ที่ วังรี รีสอร์ต จังหวัดนครนายก

คุณกฤษณะ ธรรมวิมล เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำงานในสายอาชีพที่เรียนมาจนคร่ำหวอดในวงการ เปิดบริษัทเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กระทั่งมีเวลาว่างจึงลงเรียนหลักสูตรพิเศษด้านนวัตกรรมของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีเหตุให้ต้องทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ บ้านเกิด ซึ่งตามโจทย์ให้นำค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศกับวิชาชีพมาเขียนเป็นโครงการวิจัย จากการเก็บข้อมูล พบว่า ค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเรื่องเกษตร และปัญหาสินค้าเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ คือ การปนเปื้อนสารเคมีและยาฆ่าแมลงในสินค้าเกษตรจำนวนมาก

งานวิจัย จึงพุ่งเป้าไปที่ การปลูกพืช โดยไม่ใช้สารเคมี และราคาไม่แพงการปลูกพืชไร้สารเคมี อาจจะทำได้หลายวิธี แต่สำหรับ คุณกฤษณะ อาศัยความโชคดีที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน การสร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ได้ไอเดียหลายอย่างมาประยุกต์เข้ากับแนวคิดในโครงการวิจัยที่ทำขึ้น ผนวกกับโครงการวิจัยชิ้นนี้ เมื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเห็นรายละเอียด จึงให้ทุนวิจัย

คุณกฤษณะ เรียกการทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ หรือ Plant Factory นี้ว่า อะกรี เทคโนโลยี (Agri Technology) และเปรียบเทียบเป้าหมายให้เห็น สร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะในต่างประเทศว่า มีความแตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่น ทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ เพราะพื้นที่มีจำกัด ส่วนสหรัฐอเมริกา ทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ เพราะต้องการความมั่นคงทางอาหาร แต่สำหรับคุณกฤษณะแล้ว การออกแบบโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะที่จะทำในประเทศไทย เริ่มจากต้องการสานต่องานวิจัยให้จบ เพื่อตอบโจทย์การปลูกพืชโดยไม่ใช้เคมีและราคาถูก

ทุนสำหรับทำวิจัย ใช้ไปกับการเช่าตึกแถว การทดสอบและศึกษาข้อมูลในการปลูกพืชโดยไม่ใช้สารเคมีและต้นทุนการผลิตต่ำในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ เป็นเวลา 3 ปี และอีก 2 ปี คุณกฤษณะ สร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะจริงขึ้นที่ วังรี รีสอร์ต จังหวัดนครนายก มีการบริหารจัดการครบวงจร รวมถึงการทำการตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสุดท้ายของการทำการเกษตรให้จบ

การศึกษาการทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ทำให้คุณกฤษณะ ค้นพบว่า Plant Factory อยู่ในโหมดของฟาร์มคนเมือง หรือฟาร์มในเมือง (Urban Farm) คุณกฤษณะ จึงนำหลักของการทำสตาร์ทอัพมาผนวกกับการทำการเกษตร คือ เน้นที่ลักษณะเด่นของผัก ซึ่งผู้บริโภคต้องการผักปลอดสารและมีความสด โดยความสดหรือสารอาหารจากผักทุกชนิดจะยังคงอยู่ในผักหลังการเก็บเกี่ยว ไม่เกิน 72 ชั่วโมง เท่านั้น เมื่อปลูกโดยโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะในแบบของฟาร์มในเมือง ลดขั้นตอนการขนส่ง ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารจากผักครบถ้วน เพราะได้บริโภคภายใน 72 ชั่วโมง หลังการเก็บเกี่ยว

ประมวลจากการสัมภาษณ์ การทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ อย่างง่ายๆ ได้ตามนี้
ต้นทุนการสร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะมีหลายขนาด แต่ขนาดที่ศึกษามาแล้วว่ามีความเหมาะสมและคุ้มทุน ซึ่งหมายถึง ต้นทุนการปลูกผักต่อต้นถูกที่สุด คือ ขนาดโรงเรือน 40 ตารางวา หรือขนาด 18×10 เมตร ต้นทุน ประมาณ 5 ล้านบาท จะทำให้ต้นทุนผักต่อต้น อยู่ที่ ต้นละ 4.25 บาท คุณกฤษณะ เปรียบเทียบต้นทุนให้ดูถึงขนาดโรงเรือน หากใช้เงินต้นทุน 2 ล้านบาท ขนาดจะเล็กลง ปลูกพืชได้จำนวนต้นน้อยลง ทำให้ต้นทุนผักต่อต้นสูงขึ้นขณะที่ขนาดโรงเรือนเท่ากัน ในประเทศญี่ปุ่น ต้นทุนผักต่อต้น อยู่ที่ 100 บาท ส่วนสหรัฐอเมริกา ต้นทุนผักต่อต้น อยู่ที่ 30 บาท การเสื่อมสภาพ วัสดุอุปกรณ์โรงเรือน ภายในโรงเรือน ทั้งหมดมีอายุการใช้งาน 30 ปี ยกเว้นหลอดไฟ มีอายุการใช้งาน 10 ปี

ระยะเวลาปลูก พืชปกติในกลุ่มผักต้นเตี้ยทั่วไป ใช้เวลาปลูกแบบออร์แกนิก 45-50 วัน แต่ภายในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ พืชสามารถเจริญเติบโตได้เร็ว ใช้เวลาปลูกเพียง 21-30 วัน ขึ้นกับชนิดของผักรอบการผลิต โดยปกติการปลูกผักต้นเตี้ยทั่วไป จะปลูกได้อย่างมากเพียง 8 รอบการผลิต ต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ และฤดูกาล แต่ปลูกภายในโรงเรือน สามารถปลูกได้สูง 12-15 รอบการผลิต ต่อปี

การใช้น้ำ รอบการผลิตของการปลูกผัก เมื่อเปรียบเทียบที่การปลูก 1 โรงเรือน พื้นที่ 40 ตารางวา เท่ากับการปลูกผักออร์แกนิก บนพื้นที่ 10 ไร่ คำนวณการใช้น้ำ 10 ไร่ 3,000,000 ลิตร การปลูกในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ใช้น้ำเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นอัตราการใช้น้ำเพียง 30,000 ลิตร หรือน้อยกว่า เพราะน้ำที่ใช้ภายในโรงเรือนใช้แบบน้ำวน ไม่มีการสูญเสีย ไม่มีเชื้อโรค เป็นน้ำคุณภาพ เกรด RO หรือน้ำที่ปราศจากสารอินทรีย์หรือน้ำบริสุทธิ์ สามารถนำมาบริโภคได้

ปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก เมื่อเปรียบเทียบต่อการปลูกผักออร์แกนิก บนพื้นที่ 10 ไร่ จะได้ผลผลิตที่เป็นผักต้นเตี้ย ประมาณ 5 ตัน ต่อเดือน ขณะที่ปลูกผักต้นเตี้ยภายในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะได้ปริมาณ 160 กิโลกรัม ต่อวัน หรือ 5 ตัน ต่อเดือน สามารถทำให้ได้ผลผลิตภายในโรงเรือน ขนาด 40 ตารางวา

การควบคุมพืชให้เจริญเติบโตตามที่ผู้ผลิตต้องการ สามารถทำได้ เช่น การปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิก โดยปกติผักเคล น้ำหนัก 100 กรัม มีวิตามินซี เท่ากับการรับประทานส้ม 1 ผล แต่การปลูกผักเคลในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ โดยการออกแบบของคุณกฤษณะ สามารถทำให้ผักเคล น้ำหนัก 100 กรัม มีวิตามินซี เท่ากับการรับประทานส้ม 1 กิโลกรัม โดยการควบคุมสเปกตรัม หรือแสงที่เป็นเส้น หรือแถบที่แสดงออกมาเป็นสีผ่านหลอดไฟคลื่นแสง

หรือต้องการให้ผักกาดขาว มีก้านเป็นสีชมพู สามารถควบคุมการสังเคราะห์แสงของพืชผ่านการให้แสงหรือหลอดไฟ ด้วยการควบคุมสเปกตรัม (สเปกตรัมจากแสง แบ่งเป็น สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง) โดยพืชใช้สีแดงและสีน้ำเงินมากกว่าสีอื่น หรือขนาดผล เช่น สตรอเบอรี่ สามารถเพิ่มให้ความสดของสีสตรอเบอรี่เข้มหรืออ่อน ขนาดผลใหญ่หรือเล็กได้ตามความชอบ โดยใช้การควบคุมตามที่กล่าวมาข้างต้น

ซึ่งข้อดีอีกประการของการปลูกพืชในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ คือ การมีผัก ผลไม้ รับประทานได้ตลอดปี โดยราคาไม่ถูกหรือแพงขึ้นจากราคาซื้อขายปกติ เพราะสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล และต้นทุนการผลิตเท่าเดิมจำนวนแรงงานที่ใช้ พื้นที่ 40 ตารางวา ต่อโรงเรือน ใช้แรงงานเพียง 2 คน เป็นแรงงานในส่วนของการปลูก และการเก็บผลผลิตเท่านั้น โดยการทำงานคนงานจะหยอดปลูกพืชทุกวัน และเก็บผลผลิตทุกวัน

ที่สำคัญที่สุด คุณกฤษณะ บอกว่า ผลผลิตที่ได้จากโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ มีคุณภาพมากกว่าผักออร์แกนิก เพราะมีความสะอาดและสดอยู่ในระดับ เมดิคัลเกรด หรือคุณภาพเทียบเท่าทางการแพทย์ใช้

คุณกฤษณะ ระบุว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมให้พืชภายในโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะเจริญเติบโตได้ตามที่ต้องการ มี 5 ส่วน คือ อุณหภูมิ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ แสง และลม ซึ่งในพืชแต่ละชนิด การควบคุมอุณหภูมิ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ แสง และลม แตกต่างกัน แม้เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แตกต่างสายพันธุ์ ก็ใช้การควบคุมส่วนสำคัญทั้ง 2 ชนิด แตกต่างกัน

อุณหภูมิ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และลม สามารถควบคุมโดย IoT (Internet of Thing) หรือการสั่งการการควบคุมการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แต่สำหรับ “แสง” ต้องสั่งทำหลอดไฟแต่ละหลอดที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน โดยต้นทุนหลอดไฟแต่ละหลอด ราคา 300-1,000 บาท

หลังการทดลองงานวิจัยตามงบประมาณที่ได้รับ 3 ปี ภายในอาคารตึกแถวที่จังหวัดเชียงใหม่ 2 ปี หลังจากนั้น คุณกฤษณะ ก็ได้ทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะขึ้น ขนาด 40 ตารางวา ที่วังรี รีสอร์ต จังหวัดนครนายก เพราะเห็นว่าจังหวัดนครนายก อยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่ ตามโหมดของฟาร์มคนเมือง หรือฟาร์มในเมือง และเริ่มทำการตลาด โดยการใช้โซเชียลออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ นำหลักการทำสตาร์ทอัพมาใช้ การจำหน่ายผลผลิตต้องไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือฝากขาย

“เราเริ่มจาก รัศมี 1 กิโลเมตร รอบฟาร์ม ว่ามีกลุ่มไหนต้องการ ลูกค้าคนไหนต้องการบ้าง พบว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติที่ต้องการผลผลิตจากฟาร์มเมดิคัลเกรด แต่ราคาเท่ากับผักออร์แกนิก จากนั้นก็เริ่มเปิดจำหน่ายเป็นแบบรับออเดอร์ โดยคำนวณความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละวัน เช่น ปริมาณการผลิตผักจากโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ สามารถผลิตได้วันละ 160 กิโลกรัม หากลูกค้าต้องการ คนละ 1 กิโลกรัม มีจำนวนลูกค้า 160 คน ผลผลิตก็จำหน่ายหมด แต่จากการเก็บข้อมูล พบว่า ผู้บริโภคซื้อผักบริโภค สัปดาห์ละ 20 กิโลกรัม ฉะนั้น ปริมาณ 160 กิโลกรัม ต่อวัน ที่ผลิตได้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน”

คุณกฤษณะ เล่าว่า เมื่อทราบความต้องการของลูกค้า เราจึงเปิดให้ลูกค้าซื้อโดยผ่านการจอง หรือบางรายโอนเงินไว้ล่วงหน้า เช่น โอนเงินให้ 3,000 บาท เมื่อรับของแต่ละวันไป จะหักเงินจากจำนวนที่โอนมาจองล่วงหน้า ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยอมโอนเงินจอง ไม่เช่นนั้นหากมาซื้อจะต้องรอคิวตามออเดอร์ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการทำการตลาดที่ได้ผล ในบางรายจองผักยกชั้นปลูก หรือบางรายจองซื้อผักตลอดปีก็มี

เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก ทำให้มีหลายหน่วยงาน ประชาชน และผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานจำนวนหนึ่ง คุณกฤษณะ ยินดีเผยแพร่รูปแบบและวิธีการทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ จึงร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดอบรมหลักสูตรการทำฟาร์มอัจฉริยะ หรือโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ระยะเวลา 3 วัน มีผู้สนใจมาเรียน แต่ผู้เรียนยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย และยังไม่มีรายใดสร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะได้ นอกจากนี้ มีผู้สนใจลงทุนในส่วนของพื้นที่ปลูกในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่อีกหลายแห่งที่มีประชากรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในการสอน คุณกฤษณะ เน้นว่า ไม่ได้สอนเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ใดๆ เกี่ยวกับโรงเรือน แต่ต้องการเผยแพร่ความรู้ให้กับเกษตรกร หรือผู้สนใจจริง เพื่อพัฒนาและยกระดับเกษตรกรไทย

ทั้งนี้ คุณกฤษณะเอง มีโครงการสร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดสระบุรี และสอนการทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะฟรีให้กับผู้สนใจ โดยมีเงื่อนไขในการทดสอบเพื่อคัดเลือกเข้าเรียน ซึ่งรายได้จากโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะที่ก่อสร้างภายในวัดพระบาทน้ำพุนั้น มอบให้กับวัดพระบาทน้ำพุทั้งหมด

คำถามสำคัญที่ทิ้งเสียไม่ได้ และต้องถามคุณกฤษณะ คือ เกษตรกรไทย ทำได้หรือไม่ และต้องใช้เงินทุนเท่าไร
คุณกฤษณะ ตอบว่า เกษตรกรสามารถทำได้ เพราะใช้การควบคุมผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต เรียนรู้ได้ไม่ยาก แต่การเริ่มต้นนั้น หากลงทุนไม่ถึง 5 ล้านบาท เพราะต้องการพื้นที่น้อยกว่า 40 ตารางวา ขอแนะนำว่า พื้นที่ที่เก็บข้อมูลมามีความเหมาะสมกับต้นทุนการผลิตแล้ว พื้นที่ที่เล็กกว่า 40 ตารางวา เงินลงทุนไม่ถึง 5 ล้านบาท แน่นอน แต่ผลผลิตที่ได้จะทำให้ต้นทุนการผลิตผักต่อต้นสูงกว่า 4.25 บาท นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่คุณกฤษณะต้องการให้เกษตรกคือ ตลาด ควรมีก่อนคิดจะทำโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ จะทำให้การบริหารจัดการครบวงจร

“ผมไม่เคยสนใจเรื่องเกษตร เป็นเด็ก ไอที อะไรก็ดิจิตัล ไฮเทค พอมาทำเกษตร ผมใช้เวลาศึกษาเกษตรแค่ 2-3 เดือน ก็ทำได้แล้ว ผมรู้สึกว่าจริงๆ มันอยู่ในตัวเรา แต่เราไม่สนใจมันเอง คนไทยทุกคนรากเหง้าเป็นเกษตรกร เลยมาทำเป็นสตาร์ทอัพ เราไม่ได้โฟกัสที่การขายวัสดุโรงเรือน แต่แนวคิดผมคือ สอนให้เกษตรกรเข้าใจ และหาเงินได้”

ตลอด 5 ปี ที่ดำเนินโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะมานั้น คุณกฤษณะ ยังคงทำงานวิจัยและเก็บข้อมูลสำหรับพืชชนิดอื่นเพิ่มเติมไปอีกเรื่อยๆ โดยเล็งไปถึง การปลูกข้าว การปลูกสตรอเบอรี่ และมะเขือเทศ ในเบื้องต้น และพืชชนิดอื่นตามมาภายหลังอีกอย่างแน่นอน

PLANT FACTORY is an indoor vertical farming system which aids the steady production of high-quality vegetables all year round by artificially controlling the cultivation environment (e.g., light, temperature, humidity, carbon dioxide concentration, and culture solution), allowing farmers to plan production, using mobile phone for monitoring and control farming system.

Starting the very clean vegetable production business by utilizing the know-how of the operation and maintenance of the facilities and operation process management.

Plant Factory: are high-tech, highly-automated, commercial growing facilities that are able to produce yields 24/7 and year-round. In a Plant Factory’s closed environment, grow trays are stacked upon each other under grow lighting systems and safeguarded from the elements. The entire growth process is completely automated and conducive to economies of scale in order to control cost, quantity, and quality against the required harvest time. This allows the producer to determine sale price just as in any other industrial production factory.

Safety and quality initiatives:

-Hygiene management – Strict hygiene management is carried out in order to achieve high quality.

-Quality control is done by measuring the appearances (size, color, and shape).

-Food safety management – Bacteriological examination and culture fluid test are done periodically by specialized agencies, in order to deliver a safe product to consumers.

ระบบการเกษตรแบบโรงงานปลูกพืชระบบปิด เป็นระบบการปลูกพืชแบบควบคุมเต็มรูปแบบ ระบบแบบนี้จะควบคุมทั้งสภาพแสง ความชื้น อุณหภูมิ แร่ธาตุ รวมไปถึงการกระตุ้น ให้พืชหลั่งสารเคมีบางอย่างที่ต้องการ เพื่อเพิ่มอัตตราการผลิตให้เป็นไปตามที่ต้องการและควบคุมกระบวนการทั้งระบบ ซึ่งลักษณะการทำเกษตรแบบนี้จะอาศัยพื้นที่ในอาคารที่มีลักษณะปิดและจะเป็นแนวโน้มของการก้าวไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Future of Food 4.0)

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อประชากรเป็นอย่างมากและเรามีการทำการเกษตรมาอย่างช้านาน แต่ระบบการทำการเกษตรของเรานั้นยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซีย เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปริมานน้ำฝนกับอากาศที่ปัจจุบันเราไม่สามารถแม้แต่ทำนายสภาพอากาศ ในแต่ละปีได้แม่นยำ ซึ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมายในแต่ละปี ทำให้ อุปสงค์ กับ อุปทาน ในตลาดการเกษตรขาดความสมดุล

นอกจากนั้น เทคโนโลยีการเกษตรกับองค์ความรู้ทางการเกษตรสมัยใหม่ก็ไม่สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบ GAP มีความเข้าใจที่ผิดๆ ในการใช้สารเคมีต่างๆ โดยส่วนมากถูกชวนเชื่อจากสื่อโฆษณาต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเสียดุลการค้าระหว่างประเทศและเพิ่มภาระต้นทุนในกับเกษตรกร การใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น นอกจากเพิ่มต้นทุนการเพาะปลูกให้กับเกษตรตกรแล้ว ยังนำพาปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย อาทิเช่น ปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ, ปัญหาแหล่งน้ำเป็นพิษและปัญหาระบบนิเวศที่ทำให้เกิดโรคพืชและแมลงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีนอกจากนั้นผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากสารเคมีตกค้างเนื่องจาก การใช้สารเคมีมากเกินไปซึ่งนำมาสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาว

กลไกตลาดที่ต้องผ่านระบบคนกลางก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ยุติธรรม เมื่อผลผลิตล้นตลาดพ่อค้าคนกลางก็จะกดราคาสินค้า ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนและมีหนี้สิน ในทางกลับกันถ้าสินค้าขาดตลาดเกษตรกรก็ไม่สามารถเรียกราคาสูงได้แต่ ผู้บริโภคปลายทางกลับเป็นผู้ที่รับภาระในการซื้อสินค้าราคาแพง เนื่องจากกลไกลของตลาดถูกผูกขาด โดยคนกลางอย่างไม่ยุติธรรม

โครงการ Plant Factory คือการนำเอานวัตกรรมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อที่จะแก้ปัญหาต่างๆ และพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีคุณภาพสูงขึ้นในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเกษตรที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของชาติและกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อพัฒนาถิ่นกำเนิดสร้างภูมิสังคมที่แข็งแรงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ซึ่งโครงการ Plant Factory นำจุดแข็งของ Internet 3G ที่มีการบริการที่ครอบคลุมเกือบ ทั้งประเทศ ร่วมกับเทคโนโลยี Internet of things (IOT) โดยจำลองการบริหารจัดการเสมือนผู้ บริโภคสามารถควบคุมการเพาะปลูกได้ด้วยตัวเองและทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งปลูกพืชผักจากเกษตรกร ได้โดยตรงโดยผ่านระบบ Internet ในการจัดซื้อโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคด้วย ดังนั้นเกษตรกรจะเป็นผู้ดูแลการตลาดด้วยตัวเองโดยผู้บริโภคก็สามารถควบคุมการเพาะปลูกได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนั้นเกษตรกรยังสามารถควบคุมการผลิตในระบบปิดที่มีการควบคุมปัจจัยเรื่อง น้ำ อากาศ และ ความชื้นในปริมานที่เหมาะสมโดยมีระบบเซ็นเซอร์เป็นตัวควบคุมซึ่งทำให้ประหยัด ทรัพยากรทางธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผลผลิตที่ได้มีความแน่นอนในเชิงปริมาน ในแต่ละรอบปลูกสูงถึง 95% และยังปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค 100%

Plant Factory ยังจะนำนวัตกรรม Factory 4.0 กับ เทคโนโลยี Smart Farming มาปรับใช้เพื่อลดขนาดพื้นที่เพาะปลูกซึ่งสามารถกระจายเข้าสู่ชุมชนได้ทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัดแม้ในตัวเมืองก็สามารถสร้างได้ซึ่งสามารถลดค่าขนส่งที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สินค้าราคาสูงและสามารถรักษาคุณภาพของ ผลผลิตให้มีความสดเหมือนกับปลูกเองที่บ้านได้อีกด้วย และยังใช้เทคโนโลยีผลิต และจัดเก็บ เพื่อลดปัญหาแรงงานและความเสียหายของผลผลิต นอกจากนั้นยังมีการนำเทคโนโลยี BIG DATA เข้ามาจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลผู้บริโภค, ข้อมูลพืช เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและ บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุด คุณกฤษณะ ย้ำว่า ยินดีเผยแพร่ข้อมูลในการสร้างโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ วังรี เฮลท์ แฟคตอรี่ จำกัด หมู่ที่ 12 ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก หรือ www.wangreefresh.com โทรศัพท์ 099-240-9229

ที่มา http://www.wangreefresh.com/ www.technologychaoban.com

วิธีลงทะเบียน ขอรับเงินชดเชยว่างงานออนไลน์

สำนักงานประกันสังคม เปิดให้ผู้ประกันตน ขอรับเงินชดเชย กรณีว่างงาน เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 กรอกข้อมูลง่ายๆ ไม่กี่ข้อ จากวิกฤติ “โควิด-19” หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผลักดันมาตรการช่วยผู้ประกันตน ผู้ใช้แรงงาน โดยกำหนดมาตรการดังนี้

1 ลดอัตราเงินสมทบ นายจ้าง เหลือร้อยละ 4 ผู้ประกันตนมาตรา 33 เหลือร้อยละ 1 และผู้ประกันตนมาตรา 39 เหลือ 86 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม 2563)

2 ขยายระยะเวลานำส่งเงินสมทบ ของนายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 สำหรับงวดเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ออกไปอีก 3 เดือน

3 เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย กรณีผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน หรือ นายจ้างไม่ให้ทำงาน กักตัว 14 วัน เนื่องจากสัมผัส หรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกรณีหน่วยงานภาครัฐ มีคำสั่งให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย ให้ได้รับเงินว่างงาน ร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน

4 เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงาน ให้ผู้ประกันตนที่ลาออก ให้รับเงินกรณีว่างงาน ร้อยละ 45 ของค่าจ้างไม่เกิน 90 วัน และผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างรับเงินกรณีว่างงานร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 200 วัน ทั้งสองกรณีนั้น (บังคับใช้ 2 ปี)

ซึ่งขั้นตอนการลงทะเบียน ขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน ทำได้ดังนี้ www.sso.go.th

1 เข้าไปที่เว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคม (คลิกที่นี่) www.sso.go.th

2 เลือกขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานและชราภาพ Online (e-form for SSO benefits)

3 กรอกแบบฟอร์ม อิเล็กทรอนิกส์ ขอรับประโยชน์ทดแทน กองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน (มาตรา 33 เท่านั้น)

4 เลือกสาเหตุการออกจากงาน หรือว่างงาน

5 ระบุเลขที่บัญชี เพื่อใช้สำหรับขอรับเงิน

6 เลือกสำนักงานประกันสังคม ที่สะดวกยื่นเรื่อง

7 อ่านข้อกำหนด ก่อนคลิกลงทะเบียน

ทั้งนี้ ในกรณีที่ท่านหยุดงานเนื่องจาก หน่วยงานภาครัฐ/นายจ้างสั่งปิดกิจการชั่วคราว หรือ หยุดเนื่องจากต้องกักตัวอันเกิดจากโรคระบาด ทางสำนักงานจะต้องรอเอกสารยืนยันจากนายจ้าง เพื่อความถูกต้อง อาจจะส่งผลให้การส่งเงินให้ผู้ประกันตนล่าช้า และหากใส่ อีเมล ในช่องตอบกลับ ทางสำนักงานประกันสังคม จะส่งอีเมลยืนยันการได้รับคำร้องให้ในภายหลัง.

ที่มาจาก www.sso.go.th

นางเอกสาวน้ำใจงาม “ปุ๊กลุก ฝนทิพย์” แพ็คของส่งให้ฟรี..”คนที่ตกงาน ไม่มีเงิน”

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก ขอบอกเลยว่าคนสวยใจดีมีอยู่จริงๆสำหรับนางเอกสาวที่ทำความดีมาตลอดล่าสุดเธอตั้งใจนำสิ่งของต่างให้กับแฟนคลับและคนที่ถูกพักงานตอนนี้เพราะสถานะการณ์ต่างๆทำให้ต้องหยุด เพื่อให้ทุกคนผ่านเรื่องราวต่างๆไปได้ด้วยดี

เธอเลยเป็กอีกหนึ่งกำลังใจเพื่อช่วยแฟนคลับและพี่น้องทุกคน ปุ๊กลุก เผยข้อความว่าสู้ๆนะคะทุกคน เหตุการณ์นี้เราต้องให้กำลังใจและผ่านไปด้วยกันนะคะปุ๊กลุกกำลังจะแพ็คของจำเป็นให้กับคนที่ทีความต้องการด้านอาหารค่ะ

หลายคนที่อยู่บ้าน มีความต้องการด้านอาหาร ออกไปไม่ได้ คนที่ถูกพักงานอยู่ สามารถบอกเธอได้ที่ใต้ภาพนี้นะคะ ขอให้เป็นคนที่มีความต้องการจริงนะคะ จะจัดส่งไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนค่ะน้ำใจงามมากๆ

ล็อตแรกส่งไปให้เรียบร้อยแล้วนะค้าา ขออนุญาตส่งไปให้คนที่มีความจำเป็นมากๆก่อนนะคะ รอบหน้าจะชวนเพื่อนๆที่อยากมีส่วนร่วมในการแบ่งปันมาทำด้วยกันนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนผ่านสถานการณ์นี้ไปได้นะค้าา ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนนะคะ

สู้ๆนะคะทุกคน เหตุการณ์นี้เราต้องให้กำลังใจและผ่านไปด้วยกันนะคะปุ๊กลุกกำลังจะแพ็คของจำเป็นให้กับคนที่ทีความต้องการด้านอาหารค่ะ. หลายคนที่อยู่บ้าน มีความต้องการด้านอาหาร ออกไปซื้อลำบากหรือ คนที่ถูกพักงานอยู่ สามารถเขียนที่อยู่ใต้ภาพนี้นะคะ ขอให้เป็นคนที่มีความต้องการจริงนะคะ จะจัดส่งไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนค่ะ

ขอบคุณที่มา : pooklook_fonthip

แชร์ไอเดีย ปลูกอย่างไร ให้มีผักกินตลอดระยะเวลา 3 เดือน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) แชร์ไอเดียผ่านการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาโดย สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภูมิภาคของ วว. ว่า เราจะมีผักสดๆ สะอาด ปลอดภัยกินได้ตลอด 3 เดือน เพียงเราใช้เวลาว่างพักจากเรื่องเครียดๆ

จากสถานการณ์ปัจจุบันของไวรัสโควิด-19 มาเพาะปลูกผักนานาชนิดที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมด้วยเส้นใยอาหาร โดยการปลูกผักจากแนวคิดนี้มุ่งเน้นตามความเหมาะสมของบ้านหรือที่พักอาศัยของแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเพาะไว้ในห้องครัว ปลูกในแปลงปลูก สำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยปลูกในกระถาง วางไว้ข้างบ้าน ระเบียงห้อง

หรือออกแบบพื้นที่ปลูกสวนครัวแนวตั้ง ก็สามารถปลูกได้ไม่ยาก เพียงเรารู้อายุเก็บเกี่ยวของพืช และมีแผนแบ่งพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม ก็จะได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องในครัวเรือน หรือหากท่านใดมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้เสริมต่อไป

ข้อแนะนำสำคัญในการปลูกให้มีผักกินตลอดระยะเวลา 3 เดือนก็คือ การเตรียมหรือเลือกซื้อวัสดุปลูก ดินปลูก ที่มีความร่วน โปร่ง ระบายน้ำดี และเลือกใส่ปุ๋ยให้ธาตุอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตที่เหมาะสมต่อช่วงอายุของพืช รวมถึงการให้น้ำ ควรเลือกใช้กระถางที่เหมาะสม และการได้รับแสงของพืชก็ต้องเหมาะสมด้วย

เนื่องจากหากอายุผักมากขึ้นความต้องการน้ำก็มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้เมื่อปลูกผักไประยะหนึ่งหากพบว่าวัสดุปลูกในกระถางยุบตัวลง ให้ใส่ดินผสมลงไปด้านบนเพิ่ม พืชผักของเราก็จะเจริญเติมโตให้ผลผลิตต่อไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุการให้ผลผลิตของผักแต่ละชนิดด้วย

ไอเดียที่ นำมาแนะนำถ่ายทอดในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้ท่านมีงานอดิเรก ช่วยผ่อนคลายจากภาวะตึงเครียดแล้ว ยังจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระเศรษฐกิจในครัวเรือนได้ด้วย และเหนือสิ่งอื่นใดจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีทางอ้อมจากการทานผักที่สด สะอาด ปลอดภัย อันจะส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดีต่อไป

เตือนชาวสวนไม้ผลระวังเพลี้ยแป้งทุเรียนระยะใกล้เก็บเกี่ยวช่วงฤดูแล้ง

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะประธานศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร ปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ แหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญของไทยมีหลายภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออก

เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ เช่น ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ขณะนี้พบว่าอยู่ในระยะพัฒนาผล เริ่มแก่ใกล้เก็บเกี่ยว ประกอบกับในช่วงที่สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง จึงขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดทำลายของเพลี้ยแป้งทุเรียน

โดยรูปร่างของเพลี้ยแป้งทุเรียนเพศเมีย (Planococcus minor (Maskell) และ Planococcus lilacinus (Copckerell) มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3.0 มิลลิเมตร มีสีเหลืองอ่อนหรือชมพู ตัวอ้วนสั้น ผลสีขาวคล้ายผงแป้งปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 100-200 ฟอง เพศเมียตัวหนึ่งสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง

ภายในเวลา 14 วัน ไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้อง ระยะไข่ประมาณ 6-10 วัน เพศเมียเมื่อวางไข่หมดแล้วจะตายไป เพลี้ยแป้งเพศเมียลอกคราบ 3 ครั้ง และไม่มีปีก ส่วนเพศผู้ลอกคราบ 4 ครั้ง มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2-3 รุ่น ใน 1 ปี

ลักษณะการทำลาย เพลี้ยแป้งจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ โดยมีมดดำเป็นตัวคาบพาไปยังส่วนต่างๆ ของพืช นอกจากนี้ เพลี้ยแป้งจะขับน้ำหวาน (honey dew) ออกมาเป็นสาเหตุให้ราดำที่มีอยู่ในธรรมชาติเข้าทำลายซ้ำ หากพบเพลี้ยแป้งเข้าทำลายทุเรียนในระยะผลเล็กจะทำให้ผลแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต แต่ถ้าเป็นผลใหญ่ทำให้คุณภาพ ผลทุเรียนลดลงและไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งทุเรียน โดยหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยแป้งระบาดเล็กน้อย เช่น บนกิ่ง ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้งไป หากพบบนผลทุเรียนในปริมาณน้อยอาจใช้แปลงปัด ใช้น้ำพ่นให้เพลี้ยแป้งหลุด หรือใช้น้ำผสมไวท์ออยส์ อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

ใช้ผ้าชุบสารคาร์บาริล อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พันไว้ตามกิ่งสามารถป้องกันไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งไปยังส่วนต่างๆ ของทุเรียน หรือใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่นไปยังโคนต้น ได้แก่ เมทิดาไทออน อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเฉพาะต้นที่พบเพลี้ยแป้งจะช่วยป้องกันมดและลดการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง

สำหรับการใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น การปล่อยด้วงเต่า หรือแมลงช้างปีกใส จะช่วยกินเพลี้ยแป้งและช่วยลดการทำลายของเพลี้ยแป้งได้เช่นกัน หากเกษตรกรท่านใดมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลหรือเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ถ่านเปลือกทุเรียน ช่วยเพิ่มโปแตสเซียมในดิน

ทำไมดินดำในพื้นที่ลุ่มน้ำอะเมซอน ปลูกพืชผัก ต้นไม้โตเร็ว ลำต้นอุดมสมบูรณ์ แทบไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ย นักวิทยาศาสตร์จึงเก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ จึงรู้ว่าดินดำมีส่วนผสมคาร์บอนและธาตุโปแตสเซียมสูงคาร์บอนหรือถ่าน นอกจากจะเป็นเชื้อเพลิง ยังมีคุณสมบัติดูดซับกลิ่น ช่วยเก็บกักธาตุอาหารส่งต่อให้พืชนำไปใช้ สร้างราก ลำต้น ดูดซับอาหาร เมื่อลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง จะต้านทานโรคต่างๆได้ดี ให้ผลผลิตไว เกษตรกรไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ย หายามารักษาโรค

จากข้อมูลดังกล่าว ดร.สุวรรณี แทนธานี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงทำการวิจัยคิดหาวิธีเพิ่มคาร์บอนให้กับดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ เปลือกทุเรียน, เปลือกกล้วยดิบ, แกลบ, ไม้, กะลาปาล์ม มาทดลองเผาให้กลายเป็นถ่านสีดำหรือคาร์บอน แล้วบดให้ละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่า วัสดุประเภทไหนมีธาตุอาหารโปแตสเซียมสูงที่สุดปรากฏว่า ถ่านแกลบและไม้มีโปแตสเซียมแค่ 1%, กะลาปาล์มมี 15%, ถ่านเปลือกกล้วยดิบมี 20%, เปลือกทุเรียนมีมากที่สุดถึง 30%

เพื่อปรับสภาพดินให้มีโครงสร้างเหมือนดินลุ่มน้ำอะเมซอน ปลูกพืชไปแล้วไม่เป็นโรครากเน่าโคนเน่า จึงต้องเพาะเชื้อจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา และบาซิลลัส ที่ได้จากการนำสารเร่ง ซุปเปอร์ พด.3 จำนวน 1 ซอง โปรตีนเกษตรบดละเอียด 1 กก. น้ำ 10 ลิตร นำทั้งหมดผสมให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติ 2 วัน จากนั้นนำมาผสมกับถ่านเปลือกทุเรียนบดละเอียด 40 กก. แล้วนำมาผสมคลุกเคล้าเข้ากับถ่านเปลือกทุเรียน

และเมื่อนำมาทดลองปลูกมะเขือเทศ, คะน้า, ผักสลัด, ข้าวโพด ในเนื้อที่ 1 ไร่ แบบเปรียบเทียบแปลงที่ 1 โรยเปลือกทุเรียนผสมหัวเชื้อสารเร่ง พด.3 ร่วมกับปุ๋ยคอก 50 กก. ในขณะที่แปลงที่ 2 ใส่แต่เพียงปุ๋ยคอก 50 กก. แต่ไม่ใส่ถ่านเปลือกทุเรียน ดร.สุวรรณี พบว่า แปลงที่ใส่ถ่านเปลือกทุเรียนผสมหัวเชื้อสารเร่ง พด.3 พืชทั้ง 4 ชนิด มีลำต้นสมบูรณ์ ให้ผลผลิตเร็วเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่า 5-7 วัน นอกจากจะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาได้แล้ว ยังช่วยลดปริมาณเปลือกทุเรียน ขณะเหลือใช้ทางการเกษตรได้อีกด้วย

ที่มาไทยรัฐ

น้ำหมักพริกไทย สูตรเข้มข้น ไล่แมลง ผักงามทั้งแปลง

สำหรับเกษตรที่มีอาชีพในการปลูกพืชผัก ทำสวน ปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกเลยก็คือ การ กำจัดศัตรูพืช หากจะใช้ สารเคมี ฉีดพ่น ก็จะเป็น อันตรายต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง วันนี้เราจึงมี “สูตรน้ำหมักพริกไทย” ที่จะช่วย ไล่แมลง และ ศัตรูพืช ให้เกลี้ยงสวน ใช้แล้วพืชผักกลับมางอกงามแน่นอน

ทำไมพริกไทยถึงไล่ศัตรูพืช ได้

พริกไทย เป็นทั้งอาหารและเครื่องเทศและพืชสมุนไพร ส่วนใหญ่ที่พบตามตลาดจะมี 2 ชนิดคือ พริกไทยดำ และ พริกไทยขาว สารสำคัญที่พบในพริกไทยแก่ สารรสเผ็ด คือ chavicine และสารที่มีกลิ่นฉุนและเผ็ดร้อนคือ piperic acid นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอมจะพบที่เปลือกผลและรสเผ็ดฉุนพบที่เมล็ด

จากการวิจัยนำเศษพริกไทยดำและขาวออกมาเป็น Alkaloid และน้ำมันหอมระเหย จากนั้นก็นำไปทดสอบ พบว่า สามารถป้องกันกำจัด ด้วงงวง ข้าวโพดในข้าวสาร ได้ระดับหนึ่ง ภายใน 2-3 สัปดาห์เท่านั้น จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า สามารถช่วย ไล่ศัตรูพืช ได้

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1เมล็ดพริกไทยดำขาวหรือดำก็ได้ 4 ช้อนโต๊ะ

2น้ำมะนาว 1 ผล

3น้ำสะอาด

4น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

1เริ่มขั้นตอนแรกโดยการต้มน้ำสะอาดให้เดือดในปริมาณ 250 มิลลิลิตร จากนั้นนำพริกไทยที่ตำจนละเอียดใส่ตามลงไป

2ต้มน้ำจนเดือดพล่านมีกลิ่นพริกไทยที่ฉุนมากออกมา แล้วน้ำที่ต้มก็กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม จากนั้นทิ้งไว้จนเย็น      (การต้มให้เดือดนี้จะช่วยสกัดน้ำมันหอมระเหยให้พริกไทยออกมาได้มากที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องหมักทิ้งไว้)

3.เมื่อน้ำพริกไทยเย็นดีแล้วให้ทำการกรองเอาพริกไทยออกจนหมด จากนั้นกรอกใส่ขวดสเปรย์พร้อมเติมน้ำตามผสมตามไปอีก 250 มิลลิลิตร (น้ำต้มพริกไทยมีปริมาณเท่าไหร่ให้ใส่น้ำสะอาดตามลงไปเท่านั้น)

4.ขั้นต่อมานำน้ำยาล้างจานและน้ำมะนาวใส่ตามลงไป แล้วเขย่าขวดจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วสามารถนำไปใช้ได้เลย

วิธีการใช้

น้ำพริกไทยสูตรนี้ไม่ต้องหมักไม่ต้องผสมน้ำอีก เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถฉีดพ่นที่บริเวณที่มีศัตรูพืชได้เลย โดยระยะเวลาในการฉีดพ่น 5-7 วัน ต่อการพ่นหนึ่งครั้ง

ทั้งนี้ จะสามารถลดปริมาณของมด  เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนผีเสื้อ  ด้วงปีกแข็ง หนอนเจาะกะหล่ำปลี  ด้วงงวงข้าว  แต่ต้องไม่ใช่ช่วงที่มีการระบาดรุนแรง สามารถนำไปใช้สลับกับสารเคมีได้

เนื่องจากไม่มีฤทธิ์ตกค้างที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเป้าหมายและควรใช้สารฆ่าแมลงจากพืช กับแมลงในบ้านเรือน ในเกษตรอินทรีย์ ในแหล่งที่มีแมลงศัตรูพืชต้านทานต่อสารเคมี ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค.

น้ำหมักพริกไทยใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างก็สามารถทำน้ำพริกไทยสูตรเด็ดช่วยให้พืชผักงามไม่พึ่งสารเคมี ใดๆ อย่าลืมนำไปทดลองใช้กันนะคะ

ขอบคุณข้อมูล : ยูทูปชาแนล Playground KIDS channel, dailynews

ประโยชน์หัวไช้เท้า

หัวไช้เท้า หรือ ผักกาดหัวตามตำราจีนนั้นถือว่ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น แต่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งถือว่าผักชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ช่วยดับกระหายคลายร้อน แก้อาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ซึ่งหากรับประทานผักกาดหัวไปสักระยะหนึ่งแล้วอาการต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้รับการบรรเทาให้ดีขึ้น เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงไม่ควรที่จะรับประทานหัวผักกาดกับยาหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างโสมหรือตังกุย เพราะมันอาจจะไปสะเทินฤทธิ์กันเอง ทำให้โสมหรือตังกุยออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร แต่อย่าเข้าใจผิดไปว่าหัวผักกาดนี้มันจะไปทำลายฤทธิ์ของยาหรือสมุนไพรอื่น ๆ ทั้งหมด และการรับประทานหัวผักกาดนั้นจะรับประทานสุกหรือดิบก็ได้ แต่การรับประทานแบบดิบ ๆ นั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

ประโยชน์ของผักกาดหัว
ผักกาดหัวเป็นผักที่หลาย ๆ ประเทศนิยมนำมาทำเป็นอาหาร เมนูหัวไชเท้า เช่น แกงจืด แกงส้ม ต้มจับฉ่าย ต้มจืดหัวไชเท้า ขนมหัวผักกาด สลัดหัวผักกาด ยำหัวผักกาด เป็นต้น
ประโยชน์ของหัวผักกาด สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองเชื่อว่ามีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลเหมือนคนหนุ่มสาว
เป็นผักสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นหวัด มีอาการไอ คออักเสบเรื้อรัง และมีเสียงแหบแห้ง ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไว้ในขวดแก้ว หลังจากนั้นโรยน้ำตาล 2-3 ช้อนโต๊ะ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน แล้วรินน้ำดื่มเป็นประจำ
คั้นเป็นน้ำดื่มดับกระหาย ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาคั้นเอาน้ำแล้วเติมน้ำขิง น้ำตาลทรายขาวพอหวาน แล้วนำมาต้มให้เดือดแล้วจิบบ่อย ๆ
มีส่วนช่วยในการนอนหลับ
มีส่วนช่วยแก้โรคประสาท
ช่วยลดความดันโลหิต
หัวผักกาดมีสารลิกนิน (Lignin) ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการเสื่อมของเซลล์ และมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
หัวไชเท้ามีสารเควอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยต่อต้านมะเร็ง
ช่วยระงับอาการหอบ (เมล็ด)
ช่วยในการเจริญอาหาร (ใบ, ทั้งต้น)
ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย
ช่วยขยายหลอดลมและหลอดเลือด
ช่วยบำรุงโลหิต (ราก)
ช่วยทำให้หายใจโล่งขึ้น
แก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว (ราก)
สรรพคุณหัวไชเท้า ช่วยในการขับและละลายเสมหะ
แก้อาการไอหอบ มีเสมหะมาก (เมล็ด)
ช่วยเรียกน้ำลาย (ราก)
แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด (ราก)
ช่วยรักษาอาการต่อมน้ำนมบวม น้ำนมคั่ง (ใบ, ทั้งต้น)
ช่วยในการกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยในการย่อยอาหาร
ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (ใบ, ทั้งต้น)
ชาวจีนเชื่อว่าหัวผักกาดมีผลต่อการเคลื่อนตัวของพลังชี่ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารและระบบย่อย
ใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด)
ช่วยรักษาอาการท้องร่วง บิด
ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
ช่วยชำระล้างผนังกระเพาะอาหารและลำไส้
ช่วยสมานลำไส้ (ราก)
มีส่วนช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น
ช่วยบำรุงม้าม (ราก)
ประโยชน์ของหัวไชเท้า ช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ จึงช่วยกำจัดพิษและของเสียในร่างกาย
แก้อาการผิวหนังเป็นผื่นคัน มีน้ำเหลือง ด้วยการใช้ใบสดนำมาคั้นเอาน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน
ชาวจีนสมัยก่อนนำหัวผักกาดมาใช้รักษาโรคหัดในเด็ก
ในญี่ปุ่นมักนำหัวไชเท้าดิบมาขูดเป็นฝอยลงในซีอิ๊วใช้เป็นน้ำจิ้ม
มีการนำมาแปรรูปเป็นหัวไชโป๊ดองเค็ม ตากแห้งเพื่อรับประทาน
ในตำราอาหารญี่ปุ่นแนะนำว่าให้ต้มปลาหมึกตัวสดกับหัวไชเท้า ว่ากันว่าจะช่วยทำให้เนื้อปลาหมึกนุ่มมาก
หัวไชเท้ารักษาฝ้า กระ ด้วยครีมหัวไชเท้า วิธีทําครีมหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นบาง ๆ หลังจากนั้นนำไปปั่นพอละเอียดแล้วใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนแกง แล้วปั่นในโถอีกครั้งเป็นอันเสร็จ วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า ให้นำมาทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก หากทำเป็นประจำจะช่วยลดฝ้า กระให้จางลงได้
หัวไช้เท้าพอกหน้า การรักษาหน้าด้วยหัวไชเท้าอีกสูตร วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปในโถปั่น แล้วใส่จมูกข้าวสาลีตามลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นจนละเอียดเป็นอันเสร็จ แล้วนำมาพอกบริเวณใบหน้า หรือพอกตามตัวเป็นเวลาประมาณ 15 นาทีแล้วจึงล้างออก ควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (สำหรับบางคนการใช้ในช่วงระยะแรกอาจจะมีอาการแสบแดงบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ หากทำไปสักระยะก็จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น)
เรื่องของ หัวไช้เท้า ที่เชื่อกันว่า

หัวไช้เท้ากับผลไม้ทุกชนิด : ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก ไม่จริง โรคคอพอกเกิดจากการขาดไอโอดีน หรือได้รับโอไอดีนน้อยเกินไปเป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่าทานอาหารบางอย่างเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดโรคคอพอกได้

บวบ ซือกวย ไช้เท้า ห้ามรับประทานวันเดียวกัน : จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง ไม่จริง อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าแล้วว่า เบาหวานเกิดได้จากพันธุกรรม ขณะที่หัวไช้เท้าจริง ๆ แล้วเป็นพืชที่มีสรรพคุณช่วยโด๊ปด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำให้เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง ดังนั้นข้อมูลนี้จึงมั่ว

หัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว : ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง
ไม่จริง เพราะโรคผิวหนังเกิดจากเชื้อโรค หรือเป็นจากพันธุกรรม ไม่ใช่กินอาหารแล้วจะเกิดขึ้นมาเองได้ หรือกรณีเกิดอาการทางผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ ก็ไม่ใช่ว่าการทานหัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนูด้วยกันแล้วจะแพ้ เพราะอาการแพ้นั้นเป็นเฉพาะคน

หัวไช้เท้า ทานกับ แครอท = ร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยลง จริง ถ้ากินผักทั้งสองในรูปของผักสด เอนไซม์ในแครอทดิบ จะทำลายวิตามินซี ของหัวไช้เท้า

แหล่งอ้างอิง :วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, ขวัญเรือนฉบับที่ 888, นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 41

วิธีปลูกผักกาดขาว ให้ได้ผลผลิตดี

ผักกาดขาว ผักที่สามารถขายได้ทั้งปีเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดทุกๆวัน บริโภคสดได้ เป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารต่างๆได้อีกมากมาย ปลูกง่ายขึ้นได้เกือบทุกประเภทของดิน ในประเทศไทยผักกาดขาวสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ใครที่กำลังช่องทางสร้างรายได้จากอาชีพเสริม หรือเปลี่ยนหมวดอาชีพ หรือธุรกิจที่ทำอยู่ พืชผักทำเงิน ผักกาดขาว จึงน่าสนใจเก็บไว้พิจารณา ถ้าหากต้องการทำธุรกิจการเกษตร

ผักกาดขาวพันธุ์ที่นิยม ในประเทศไทย
1 ผักกาดขาว พันธุ์ข้าวปลียาว
2 ผักกาดขาว พันธุ์ข้าวปลีกลมแน่น
3 ผักกาดขาว พันธุ์ข้าวปลีหลวมหรือไม่ห่อปลีก

สำหรับการปลูกผักกาดขาวในประมาณพื้นที่มาก เพื่อขาย การหว่านเมล็ดพันธุ์ จะใช้อัตราส่วน 200-250 กรัมต่อไร่ สำหรับใครที่ปลูกไม่มากก็สามารถคำนวณจากอัตรานี้ได้ หรือจะประมาณจากความเหมาะสม

เตรียมดินเพื่อปลุกผักกาดขาวโดยการไถให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ถ้าทำเป็นอาชีพหลักใส่ประมาณ 2000 กิโลกรัม ต่อไร่ เคล้าให้เข้ากันกับดิน ทำแปลงปลูกกว้างยาวประมาณ 1×4 เมตร หลังจากได้ต้นกล้าจากแปลงที่เพาะไว้อายุผักกาดขาวประมาณ 15 วัน ก็สามารถนำมาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ได้ ระยะห่างของต้นประมาณ 40-50 เซนติเมตร

การดูแลรักษาผักกาดขาว
–เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอ จึงต้องรดน้ำอย่างเพียงพอ ถ้าขาดน้ำผักกาดขาวจะไม่เติบโต โดยเฉพาะช่วงที่กำลังห่อหัว การใส่ปุ๋ยให้ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงต้น 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 ลิตรรดทุกๆ 3 วันและใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพหลังการถอนแยก และทุกๆ 10 วันจนถึงวันเก็บเกี่ยว

–การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เพื่อป้องกันโรคใบด่างของผักกาดขาว ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากเชื้อ ก่อนนำเมล็ดผักไปปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20-30 นาที ส่วนโรคเน่าคอดนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันง่ายๆโดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวอย่าให้หนาแน่นจนเกินไป ถ้ามีหนอนเพลียมารบกวน ให้ใช้ใบสะเดาหรือเมล็ดสะเดาบด 1 กิโลกรัม ข่าแก่ 1 กิโลกรัม ตะไคร้หอม 1 กิโลกรัม ผสมทุกอย่างแล้วนำมาตำให้ละเอียด แช่น้ำ 20 ลิตร หมักไว้ 1 คืน จากนั้นให้กรองเอาน้ำยามาผสมกับน้ำ 1: 20 พ่นช่วงเช้าเย็นทุกๆ 3 วัน ก็จะช่วยเรื่องหนอนเพลี้ยรบกวนได้

–ผักกาดขาวจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ประมาณ 45 วัน สามารถนำไปแพ็คขายหรือนำไปประกอบอาหารหรือบริโภคสดได้ สำหรับการปลุกผักกาดขาวเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมนั้น ต้องศึกษาตลาดในพื้นที่อย่างละเอียด รวมถึงแหล่งขายต่างๆ รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อโอกาสที่มากขึ้น

ข้อแนะนำ เทรนด์ผักปลอดสารพิษกำลังมาแรง คนนิยมทานผักปลอดสาร ถ้าสมารถมารถปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ปลูกแบบปลอดสารได้ ราคาก็จะดีกว่าผักที่ปลูกโดยใช้สารเคมี เมื่อประกอบกับการทำการตลาดที่ดี เชื่อแน่ว่าผักกาดขาวก็ทำให้รวยได้เช่นกัน เพราะคนบริโภคกันทุกวันอยู่แล้ว

ขอบคุณ http://www.bangkoktoday.net , http://kaset-lifestyle.com

10 ผักสวนครัว ปลูกง่าย โตไว มีกินตลอดทั้งปี

ถึงแม้ว่าหน้าฝนจะเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกผัก แต่ต้องบอกเลยว่าพืชผักทุกชนิดไม่ได้ต้องการน้ำมากเหมือนกันหมด ฉะนั้นสำหรับคนที่กำลังมองหาผักปลูกในช่วงหน้าฝนนี้ การเลือกปลูกผักตามฤดูกาลจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โดยถ้าหากใครสงสัยและอยากรู้ว่า ผักที่ควรปลูกในหน้าฝนมีอะไรบ้าง แล้วต้องใส่ใจ ดูแล หรือมีเทคนิคพิเศษในการปลูกผักหน้าฝนไหม วันนี้กระปุกดอทคอมรวบรวมข้อมูลปลูกผักหน้าฝนมาฝากค่ะ

1 ผักชี
ผักชีเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน เริ่มแรกให้ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปูนขาว ซึ่งถ้าหากใครปลูกลงแปลงก็ให้ทำแปลงปลูกแบบยกร่องสูง เพื่อให้ดินสามารถระบายน้ำได้ดี เนื่องจากผักชีไม่ชอบให้ดินแฉะ หลังจากนั้นก็มาเตรียมเมล็ดด้วยการหมักในน้ำสะเดาหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา ฮาร์เซียนั่ม (Trichoderma harzianum) สักประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเน่า เสร็จแล้วก็นำมาหว่านให้ห่างกันพอสมควร พร้อมใช้ฟางข้าวบดสั้น ๆ โรยหน้าดินและรดน้ำให้ชุ่มก็เสร็จเรียบร้อย

2 สะระแหน่
สะระแหน่เป็นพืชที่นิยมปลูกด้วยการปักชำ โดยขั้นแรกให้นำดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อยมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็เลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไปมาปักลงในดินปลูก โดยให้กิ่งนอนเอนราบทาบไปกับหน้าดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่มพอสมควร ทว่าระวังอย่าให้แฉะจนเกินไป เสร็จแล้วก็โรยแกลบทับหน้าดินเล็กน้อย พร้อมหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเคมี เนื่องจากจะทำให้ต้นเหี่ยวตาย

3 คะน้า
คะน้าเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากไม่ค่อยทนความร้อนมากนัก โดยสำหรับวิธีการปลูกให้นำดินมาตากให้แห้ง แล้วผสมเข้ากับปุ๋ยคอก จากนั้นก็หว่านเมล็ดให้ห่างกันสักประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้ดินกลบให้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร พร้อมคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยบำรุงเพิ่ม แต่ถ้าหากอยากใส่จริง ๆ ก็ให้ใส่หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 37 วัน

4 กุยช่าย
กุยช่ายเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นและปลายฤดูฝน โดยให้เตรียมดินด้วยการยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร-1 เมตร หรือถ้าจะปลูกในกระถางก็ให้พรวนดินและตากดินให้แห้ง ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เข้าไป พร้อมคลุกให้เข้ากันเป็นเวลาประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นก็หว่านเมล็ดกุยช่ายลงไป แล้วคลุมด้วยฟางข้าวหรือแกลบ

5 กวางตุ้ง
กวางตุ้งเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยวิธีการปลูกให้นำดินร่วนไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตรา 2:1 ส่วน จากนั้นกดดินลงไปประมาณ 0.5 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดลงหลุมประมาณ 1-2 เมล็ด/หลุม กลบดินทับ รดน้ำให้ชุ่ม โรยปูนขาวล้อมรอบเพื่อป้องกันมดสักหน่อย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

6 ผักบุ้งจีน
ผักบุ้งจีนเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยให้ทำการหว่านเมล็ดในตอนเย็น และต้องรดน้ำหน้าดินให้ชุ่มก่อนจะลงมือหว่าน เสร็จแล้วก็คลุมดินด้วยฟางแห้งบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม ระวังอย่าให้ขาดน้ำหรือมีน้ำขัง พร้อมทำตาข่ายบังแดดและบังฝนกางไว้เหนือแปลงหรือกระถาง

7 ผักกาดหอม
ผักกาดหอมเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยเริ่มแรกให้เตรียมดินด้วยการผสมดินเข้ากับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ จากนั้นก็พรวนให้ดินร่วนซุยเข้ากัน ตากให้ดินแห้ง และใส่ปูนขาวผสมลงไป เสร็จแล้วก็หว่านเมล็ด พร้อมนำดินที่ผสมกับมูลสัตว์มาโรยทับให้ทั่วดิน รดน้ำให้ชุ่ม รอจนโตเป็นต้นกล้า แล้วย้ายกระถางปลูก

8 บวบ
บวบเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องทำการเตรียมการปลูกในช่วงก่อนเข้าฤดูฝนหรือตอนที่ฝนไม่ตกสักประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะต้องทำการตากดินให้แห้งประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นก็ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในดิน ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร และถ้าดินเป็นกรดก็ต้องใส่ปูนขาวผสมลงไปด้วย เสร็จแล้วจึงเริ่มหยอดเมล็ดลงหลุมประมาณ 4-5 เมล็ด/หลุม จากนั้นก็กลบด้วยดินร่วนหรือปุ๋ยคอกหนา 1 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม พอบวบเริ่มเลื้อยก็ทำไม้ค้ำสำหรับเลื้อยเกาะได้เลย

9 มะเขือเทศ
มะเขือเทศเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยมีขั้นตอนคือตากดินให้แห้งประมาณ 7-10 วัน แล้วผสมเข้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อทำให้ดินร่วนซุย จากนั้นก็ทำการหว่านเมล็ด แล้วโรยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกลบทับหน้าดินอีกชั้น โดยโรยให้มีความหนาประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายกระถางปลูกได้ โดยให้ทำการย้ายต้นกล้าในช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น และให้ต้นกล้ามีดินติดรากมากที่สุด พร้อมรดน้ำให้ชุ่มทันทีที่ย้ายเสร็จ

10 หอมแดง
หอมแดงเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องตากดินให้แห้งก่อนปลูกสักประมาณ 2-3 วัน จากนั้นพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นก้อนเล็ก ๆ พร้อมใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โรยรองพื้นก่อนปลูก พร้อมรดน้ำให้ดินชุ่ม แล้วไปนำหัวหอมที่ตัดแต่ง ทำความสะอาด และเล็มราก ใบแห้งทิ้งแล้วมาปักลงไปในดินปลูก โดยให้เหลือพ้นดินไว้ประมาณครึ่งหัว อย่ากดลงไปแรงมาก ไม่เช่นนั้นหัวหอมจะช้ำ เสร็จแล้วก็คลุมดินด้วยหญ้าหรือฟางหนาพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่ม ก็เสร็จเรียบร้อย

เพียงแค่เลือกปลูกพืชผักให้ถูกต้องตามฤดูกาล ก็ช่วยให้เรามีผักอร่อย ๆ กินได้ง่าย ๆ แล้ว แถมยังถือเป็นการช่วยเซฟเงินในฤดูผักแพงไปได้ในตัวอีกด้วยนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร, kasetorganic, thaicityfarm, thaiarcheep, พืชเกษตร/ผักชี, ไทยเกษตรศาสตร์/สะระแหน่, วิชาเกษตร/สะระแหน่, Kasetorganic/คะน้า, รักบ้านเกิด