น้ำตาซึม ยายตัวคนเดียวมาไกลจากสุรินทร์ สู้ชีวิตหาบขนมขาย เลี้ยงชีพตามลำพังมานานกว่าสิบปี

ยายบอน ซ่อนกลิ่น ด้วยวัย ๗๒ ปี แต่ก็ยังสู้ทนหาบขนมขายที่บริเวณรังสิตมาเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปีแล้ว โดยตัวคุณยายเองจะหาบขนมออกมาขายที่หน้าไปรษณีย์ตั้งแต่ ๑๐ โมง พอเข้าบ่ายก็จะไปต่อโดย เดินหาบไปที่เมเจอร์รังสิต อยู่ตรงนั้นจนถึงสองถึงสามทุ่ม แล้วแต่วัน จึงค่อยกลับบ้าน

ยายบอน เองพื้นเพเป็นจังหวัดสุรินทร์ แต่การหาเลี้ยงชีพที่สุรินทร์นั้นรายได้ไม่พอสำหรับการใช้หนี้สหกรณ์ร่วมล้าน ตอนนี้เหลืออยู่เจ็ดถึงแปดแสนบาท คุณยายได้ไปกู้หนี้ยืมสินมา และยิ่งไปกว่านั้นคุณยายยังต้องส่งเงินไปเลี้ยงดูญาติที่เป็นน้องแม่อีกสองคนที่พิการและสติไม่ดี

ยายอยู่ที่นี่คนเดียว ลูกยายเสียหมดแล้ว ส่วนสามียายไปลงเรือจับปลา แล้วก็หายสาบสูญไปเลย ไม่เคยมีใครได้ข่าวอีกเลย

ส่วนขนมที่ยายนำมาขาย จะรับมาจากแถวบางแค เขาทำสดใหม่ คุณยายก็ไปรับมาขาย โรตีกรอบ ทองม้วน ขนมก้านบัว ขนมผิง กล้วยทอด เผือกทอด ทุกถุงราคาเท่ากันคือ ๓๕ บาท ถ้าซื้อสามถุง เหลือ ๑๐๐ บาท เท่านั้น

เดินตามพ่อ อยากขอแนะนำหาใครผ่านไปผ่านมาแถวไปรษณีย์ เมเจอร์รังสิต ก็สามารถอุดหนุน คุณยายบอนได้ คุณยายจะขายหน้าไปรษณีย์สิบโมงเช้าจนถึงเที่ยง ตกบ่ายก็ไปขายที่เมเจอร์รังสิต แถวศาลพระภูมิและวินรถตู้ นอกจากจะได้กินขนมที่อร่อยแล้ว ยังเป็นการช่วยให้คุณยายได้กลับบ้านไปพักผ่อนเร็วอีกด้วยน้ำตาซึม ยายตัวคนเดียวมาไกลจากสุรินทร์ สู้ชีวิตหาบขนมขาย เลี้ยงชีพตามลำพังมานานกว่าสิบปี

ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนที่เกิดมานั้นไม่เท่ากันแน่ ๆ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี ร่ำรวย ถ้ามองในมุมเรื่องเงินก็ถือว่าโชคดีไป ไม่ต้องดิ้นรนหรือเห็นพ่อแม่ต้องลำบาก ส่วนใครที่เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะยากจนขัดสน ถ้าต้องไขว่คว้าหาโอกาสดิ้นรนกันไป ชีวิตของแต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นถ้าจะมองกันจริง ๆ ก็ไม่อาจจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อยู่แล้ว และที่สำคัญเราเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกได้จะมีใครอยากเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะยากจน จริงไหมคะ