3 ขั้นตอนการขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า

ใครขอคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าได้บ้าง? ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสิทธิ์ขอคืนเงิน ต้องเป็นเจ้าของมิเตอร์ผู้วางเงินประกันและจัดอยู่ในกลุ่ม 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย
ประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก

วิธีลงทะเบียน
1 กรอกหมายเลขบัตรประชาชน
2 กรอกชื่อนามสกุล
3 กรอกเลขที่สัญญาที่กำหนดอยู่ในบิลค่าไฟฟ้า

สถานที่ลงทะเบียน
กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี : ติดต่อที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
ต่างจังหวัด : ติดต่อที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

จะได้เงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้าคืนเท่าไร?
มิเตอร์ขนาด 5(15) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 300 บาท
มิเตอร์ขนาด 15(45) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 2,000 บาท
มิเตอร์ขนาด 30(100) เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท
มิเตอร์ขนาด 15(45) เฟส 3 เงินประกันการใช้ไฟฟ้า 6,000 บาท

เริ่มลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืน ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป จะได้รับเงินคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมเป็นต้นไปสรุปขั้นตอน วิธีลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อขอรับคืนเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า “ค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า” ตามมาตรการช่วยเหลือผลกระทบ

ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าจะสามารถขอรับเงินค่าประกันคืน ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 300-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้งานตามบ้านพักอาศัย ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป โดยสามารถลงทะเบียนได้ทั้งทางออนไลน์และติดต่อที่สำนักงานฯ

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) ได้โพสต์วิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊ก อธิบายขั้นตอนลงทะเบียนรับเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าคืนสำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ผ่านทางเว็บไซต์ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในพื้นที่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี อ่าน วิธีลงทะเบียน ใช้สิทธิ์รับคืนเงิน “ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า” ของ กฟน.

วิธีลงทะเบียนรับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า
ขั้นตอนที่ 1
เตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้พร้อม
ชื่อ-นามสกุล ของผู้ใช้ไฟฟ้า
หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งสามารถดูได้จากบิลค่าไฟ
หมายเลขบัตรประชาชน
(เลขที่บัญชีธนาคาร หรือ เลขที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขึ้นอยู่กับช่องทางที่ต้องการรับเงินคืน)

ขั้นตอนที่ 2
เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/
หน้าเว็บไซต์ดังกล่าวจะเปิดให้ใช้งาน ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
ขั้นตอนลงทะเบียน รับเงินค่าไฟฟ้าคืน

ขั้นตอนที่ 3
ใส่ข้อมูลที่เตรียมไว้ให้ครบตามช่องที่กำหนด หากมียศนำหน้าให้พิมพ์ติดกัน เช่น “ร้อยตรีสมชาย” จากนั้นกดปุ่ม “ตรวจสอบข้อมูล”

ขั้นตอนที่ 4
ระบบจะนำไปสู่หน้าข้อมูลสำหรับขอคืนค่าประกันการใช้ไฟฟ้า ให้กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนในช่องเบอร์โทรติดต่อ ให้ใส่เบอร์โทรศัพท์สำหรับการแจ้งผลยืนยันการลงทะเบียน(สามารถติ๊กเครื่องหมายถูก ในช่องข้างล่างเพื่อรับข่าวสารของ กฟภ ผ่านทาง SMS)

ในส่วนของ “ช่องทางการรับเงิน” ให้เลือกช่องทางที่ต้องการ เช่น บัญชีพร้อมเพย์, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผ่านบัญชีธนาคาร หรือ ติดต่อรับที่สำนักงานฯเมื่อกรอกครบแล้ว ให้กด “ดำเนินการต่อ” ขั้นตอนลงทะเบียน รับเงินค่าไฟฟ้าคืน

ขั้นตอนที่ 5
กรอกข้อมูลบัญชีธนาคาร พร้อมเพย์ หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับการรับเงินให้ถูกต้องจากนั้นกด “ยืนยัน”

ขั้นตอนที่ 6
รอรับ SMS ยืนยันผลการลงทะเบียนและแจ้งผลการคืนเงินทั้งนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะจ่ายเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ที่มาการไฟฟ้า

สมุนไพรไล่แมลง สูตรร้อนแรง ทำใช้เองแบบง่าย ๆ

แมลงศัตรูพืช มีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งที่มองเห็นชัดๆ จับได้แบบคาตาว่ามากัดกินต้นไม้ของเรา แต่ก็มีอีกหลายที่ซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียนและมีรูปร่างหน้าที่แตกต่างกันไปบางตัวไม่คุ้นหน้าก็คิดว่าไม่อันตราย แต่พอรู้ตัวอีกทีก็เล่นต้นไม้แสนรักซะใบร่วงโกร๋น หรือเหลือแค่กิ่งไว้ดูต่างหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยทีเดียว

เมื่อลงมือปลูกผักสวนครัว สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือศัตรูพืช ทั้งแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ที่คอยดูดกินน้ำเลี้ยงและกัดกินใบผัก

โรคที่คอยคุกคาม ส่งผลให้ผักของเราแคระแกร็นหรือเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ใบผักที่ควรอวบเขียวก็กลายเป็นรูและเหี่ยวแห้ง ผลที่ควรเต่งตึงก็ถูกเจาะทำลายให้ท้อใจ แต่ก็ไม่อยากใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แล้วจะมีวิธีใดบ้างที่ช่วยไล่แมลงร้ายได้อย่างปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

หนังสือ My Little Farm Vol.6 สมุนไพรไล่แมลง ทำใช้เองแบบง่าย ๆ เรียบเรียงโดย อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี จากสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีคำตอบจากประสบการณ์ตรงโดยเน้นใช้สมุนไพรใกล้ตัวที่หาได้ง่าย มาสกัดสารออกฤทธิ์ป้องกันและกำจัดแมลงด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงทำใช้เองเท่านั้น แต่ยังต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

พืชบางชนิด เช่น ผักชี หอมแบ่ง หอมเป หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ ตะไคร้ นอกจากบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว ยังใช้เป็นสมุนไพรไล่แมลงได้ด้วย โดยอาจปลูกเป็นแนวป้องกันหรือปลูกผสมผสานในแปลงเดียวกับผักชนิดอื่นก็ได้ เมื่อแมลงศัตรูได้กลิ่นก็จะไม่เข้ามากัดกินผัก นอกจากนี้ ยังนำมาสกัดด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้วใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้ โดยเฉพาะการทำน้ำสกัดหรือน้ำหมักสมุนไพร เนื่องจากวิธีนี้ใช้อุปกรณ์น้อย ทำง่าย และให้ผลลัพธ์อย่างน่าพอใจ

พืชสมุนไพรหลายชนิดเป็นผักสวนครัวที่หาได้ง่าย โดยอาจเลือกใช้สมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือใช้ร่วมกันหลายชนิดก็ได้ เช่น การนำสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนและมีน้ำมันหอมระเหย อาทิ ขมิ้น ไพล กระเทียม หอม พริก พริกไทย ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย ดีปลี ช้าพลู ยี่หร่า กะเพรา โหระพา ผักแขยง ผักแพว และกานพลู อย่างละ 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมกันแล้วแช่น้ำพอท่วม หมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง กรองเฉพาะน้ำสกัดมาใช้โดยผสมกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 3 แล้วฉีดพ่นต้นผักไล่แมลงต่าง ๆ ได้ผลดี

สมุนไพรไล่แมลงสูตร ร้อนแรง

น้ำหมักสูตรนี้ใช้สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีสรรพคุณช่วยขัดขวางการดูดกินอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลงหลายชนิด ทั้งแมลงปากกัด แมลงปากดูด ช่วยไล่ผีเสื้อไม่ให้มาวางไข่ และทำให้ไข่แมลงฝ่อ รวมถึงช่วยกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุโรคพืชได้

วัตถุดิบ

กะเพรา โหระพา ตะไคร้ แมงลัก พริก สะระแหน่ ใบมะกรูด กระชาย อย่างละ 1 กำมือ

หัวหอม 3 หัว

กระเทียม 1 หัว

ข่า 1 แง่ง

เมล็ดพริกไทยแห้ง 1 ช้อนชา

พริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำเปล่า 1 ลิตร

อุปกรณ์

มีด เขียง ครกหรือเครื่องปั่น ช้อน โหลหรือถังพลาสติกที่มีฝาปิด ตะกร้าตาถี่หรือกระชอนสำหรับกรอง

วิธีทำ

1หั่นสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ข่า กระชาย ตะไคร้ และหัวหอม ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จะช่วยให้ตำหรือปั่นได้ง่ายขึ้น

2นำสมุนไพรทั้งหมดมาตำหรือปั่นรวมกันให้ละเอียด พร้อมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

3ตักส่วนผสมสมุนไพรทั้งหมดใส่ในโหล

4ใส่พริกแกงเผ็ดและน้ำส้มสายชู

5เติมน้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 1 คืน

6 กรองเฉพาะน้ำสกัดมาใช้ไล่แมลง

การนำไปใช้

น้ำหมักสูตรนี้ไม่ควรเก็บไว้นาน เพราะจะทำให้มีกลิ่นบูดเน่าและสารสกัดสมุนไพรเสื่อมคุณภาพได้ จึงต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว โดยนำน้ำสกัดสมุนไพรที่กรองได้ทั้งหมดมาผสมกับน้ำ 10 ลิตร ใช้ฉีดพ่นต้นผักในช่วงเย็นเมื่อไม่มีแสงแดดทุก 7-10 วัน เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช แต่หากมีแมลงระบาดมากให้ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน ส่วนกากสมุนไพรที่เหลือนำมาทำปุ๋ยหมัก หรือใส่บริเวณโคนต้นไม้แล้วกลบลงดิน จะช่วยป้องกันแมลงในดินได้อีกทางหนึ่ง

ถ้าต้องการเก็บน้ำหมักสมุนไพรไว้ให้ใช้ได้นานขึ้น ให้เติมสารสกัด เช่น น้ำส้มสายชู เหล้าขาว แอลกอฮอล์ หรือนำน้ำหมักไปต้ม จะช่วยให้เก็บน้ำหมักได้นานเป็นเดือน

ถ้าไม่มีพริกแกงเผ็ด อาจใช้พริกแกงป่นหรือพริกป่นแทนได้ แต่ความเผ็ดร้อนจะสู้พริกแกงเผ็ดไม่ได้

ขณะฉีดพ่นต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำหมักสมุนไพรสัมผัสผิวหนังโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน และเป็นผื่นคัน

อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรไล่แมลงต้องรู้สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด เพื่อการนำมาใช้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่การใช้สมุนไพรไล่แมลงเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าผลผลิตที่ได้จะสวยงามและมีคุณภาพ ดังนั้น ผู้ปลูกควรใช้หลายวิธีผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นการเขตกรรม เริ่มจากการเตรียมดินปลูกให้ดี ปลูกพืชหมุนเวียนสลับไปมาในแต่ละปี ปลูกพืชล่อแมลง เป็นต้น รวมถึงการเก็บและทำลายแมลงศัตรูพืชโดยการบี้หรือตี การใช้กับดักแมลงรูปแบบต่าง ๆ การปลูกพืชในมุ้งตาข่ายเพื่อกีดขวางแมลง การใช้ชีววิธี ให้สิ่งมีชีวิตช่วยกำจัดสิ่งมีชีวิตด้วยกัน เช่น การใช้เชื้อแบคทีเรียบีทีกำจัดหนอนใยผัก หนอนคืบ หนอนผีเสื้อ ซึ่งปลอดภัยต่อแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ

แต่สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ก็คือ… ความใส่ใจ ต้องหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ เพื่อจะได้ป้องกันแมลงร้ายได้อย่างทันท่วงที หากทำได้เช่นนี้ รับรองว่าแมลงศัตรูพืชจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป

สามารถอ่านวิธีทำและใช้น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลงสูตรอื่น ๆ ซึ่งแต่ละสูตรผ่านการทดลองแล้วว่าดีจริง!! ได้เพิ่มเติมในหนังสือ My Little Farm Vol.6 สมุนไพรไล่แมลง ทำใช้เองแบบง่าย ๆ เรียบเรียงโดย เกศศิรินทร์ แสงมณี

เรื่อง : อังกาบดอย

ภาพ : ธนกิตติ์ คำอ่อน

“ปลูกแตงกวาลอยฟ้า” สร้างรายได้ ในพื้นที่จำกัด

วันนี้มีเรื่องราวของสวนแตงกวาลอยฟ้ามาฝากครับ เป็นการใช้งานพื้นที่ๆ มีอยู่จำกัดได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ทุกวันอีกด้วย ผมนัดกับพี่เจมส์ – โฉม อังสุวรรณ เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ โทร. (083) 598-8462 ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอาษา (อบต.) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ในวันที่พี่เจมส์เปิดอบรมกิจกรรมการเกษตรให้สมาชิก เพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาที่ตั้งใจไว้

ด้วยพื้นที่อันจำกัด ดังนั้นจึงนัดมาทำกิจกรรมที่ อบต. อาษา ซึ่งอยู่ติดกับสวน ทำให้ผมมีเวลาเดินชมสวนได้อย่างสะดวก เพราะสมาชิกต่างก็เข้าอบรมอยู่ด้านนอก ผมเดินชมและชิมผักในสวนนี้ได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ที่มาว่าปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ ใช้ฮอร์โมน-น้ำหมักที่ผลิตเองจากผลผลิตในสวน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือเคมีใดๆ

ในเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 งาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 งาน เหลือเนื้อที่ให้ปลูกพืชผลทั่วไปอีก 3 งาน ขุดคูด้านหลังไว้เลี้ยงปลา คันคูกว้าง 2.5 เมตร ปลูกชะอม กล้วย ข่า ตะไคร้ กระชาย ขมิ้น ชะพลู ผักสลัด แตงร้าน เมล่อน เรียกว่าใส่กันเต็มพื้นที่ มุมหนึ่งของสวนเป็นแปลงเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้ทั้งแจกและจำหน่าย พืชผักสวนครัว มะกรูด มะนาว สมุนไพร บอนสี สารพัด

พี่เจมส์ บอกว่า ทำไว้จำหน่ายให้เพื่อนๆ ในราคาไม่แพง ให้แบ่งไปปลูกกัน พอได้ค่าน้ำค่าไฟ”ด้านหลังมีเตาเผาถ่านน้อยๆ“พ่อเขาสานตะกร้าขาย มีเศษไม้ไผ่เหลือวันละนิดหน่อย ก็สะสมไว้ พอเยอะๆ ก็เอามาเผาถ่านไว้ใช้เอง ควันก็ไล่แมลงในสวนอย่างดีเลย” พี่เจมส์ บอก

ผมเดินมาถึงมุมหนึ่งของสวนที่อยู่ข้างบ้าน กระถางแตงกวาลอยฟ้าแขวนอยู่เป็นระเบียบ จำนวน 49 กระถาง ด้านบนมีตาข่ายให้ยอดแตงได้เกาะเกี่ยวและทอดยอด ผลผลิตห้อยระย้าดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก นี่เองที่เป็นจุดสนใจของงานในวันนี้ ทุกคนที่มาซื้อผักที่สวนนี้จะได้เก็บเอง ชั่งน้ำหนักเอง และชิมกันสดๆ มองดูสนุกสนานและเป็นกันเองมากๆ

การปรุงดิน สำหรับสูตรปรุงดินของสวนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ขุยมะพร้าว 1 ส่วน กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ 1 ส่วน ผสมคลุกเค้ากับไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันเชื้อรา ผสมใส่ลงในกระถาง ขนาด 12 นิ้ว เสร็จแล้วแขวนขึ้นร้านที่จัดไว้ รอย้ายกล้ามาลงปลูก ครั้งนี้ปลูก 49 กระถาง เพาะกล้า เริ่มเพาะเมล็ดในวัสดุเพาะ วันที่ 26 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 จึงย้ายกล้ามาลงกระถางปลูก เริ่มวงจรชีวิตแตงกวาลอยฟ้า การให้น้ำช่วงนี้จะเป็นแบบน้ำหยด โดยใช้ขวดพลาสติกเจาะรูให้น้ำหยดลงกระถาง ปุ๋ย

อาหารพืช มีการให้ปุ๋ยเป็นระยะ โดยตั้งแต่แรกปลูกจะให้น้ำหมักปลาเป็นเวลา 25 วัน พอถึงระยะออกผลจะให้น้ำหมักผลไม้ผสมน้ำหมักปลาอย่างละครึ่ง ในอัตราส่วนน้ำหมัก 0.5 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ผ่านระบบน้ำหยดในขวดนั่นเอง

ผลผลิต เริ่มเก็บผลผลิตครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และเก็บมาตลอด จนมารื้อแปลงในวันที่ 18 ธันวาคม 2559 ได้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 207 กิโลกรัม จากแตงลอยฟ้า 49 กระถาง จำหน่ายในชุมชน กิโลกรัมละ 30 บาท (มาเก็บเอง) เรียกว่าปลูกเล่นๆ ก็เห็นเงินไม่น้อยจริงๆ ที่สำคัญตั้งแต่แตงกวาเริ่มให้ผลผลิต มักจะมีสมาชิกเข้ามาขอถ่ายภาพและซื้อผลผลิตกลับบ้านกันจำนวนมาก สิ่งที่ได้จากการปลูกแตงกวาลอยฟ้า

พี่เจมส์ เล่าว่า ระยะเวลาเดือนกว่าๆ เจอคำพูด คำบ่น คำกระแนะกระแหนมากมาย บ้างก็ว่าบ้า ดินก็มีให้ปลูกดันอุตริมาปลูกลอยฟ้า แต่ก็ผ่านวันเวลานั้นมาด้วยแรงใจของคนในครอบครัว ลูกเมียช่วยลุ้นเป็นแรงใจ ทำให้ไม่หวั่นต่อการจะเดินหน้าโครงการนี้ เห็นได้ชัดมากคือลูกๆ มาช่วยดูแล ช่วยเก็บ ช่วยขายอย่างสนุกสนาน เท่านี้ก็ถือว่าได้กำไรมากกว่ารายได้จากการขายแตงกวามากๆ แล้ว

ถามว่าจะเดินหน้าต่อไปไหม แกยิ้มและตอบเบาๆ“ผมว่าจะขยายพื้นที่ปลูก เพราะตอนนี้ลูกค้าขอจองไว้เยอะเลย” ถามต่ออีกนิด หากมีคนมาขอคำแนะนำจะได้ไหม แกก็ยิ้มและตอบหนักแน่นขึ้น “มาเลยครับ ใครผ่านบ้านนาแวะมาหาผมได้เลย มีแตงให้กินแน่นอน สอนให้ฟรีๆ ครับ ใครอยู่ไกลไม่สะดวกก็โทร.มาได้ครับ” เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ โทร. (083) 598-8462

ขอบคุณข้อมูล : ทิดโส โม้ระเบิด  เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

ปลาซิวในบ่อพลาสติก เลี้ยงง่าย รายได้ดี

ในยุคสมัยนี้ชาวสวนเเละเกษตรต่างมีไอเดียใหม่ๆในการเพิ่มผลผลิตกันมากขึ้น เเละหลายคนเริ่มมีความรู้ในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ บางคนเริ่มรู้สึกเบื่องานที่ตัวเองทำ  เเละเริ่มหันมาสนใจการทำเกษตร จนหลายคนประสบความ สำเร็จมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่เคยลงมือทำอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยากเเต่รับรองว่า  ถ้าได้ทำเเล้วจะรู้สึกสนุกเเละคุณจะมีความสุข

วิธีการเลี้ยงปลาซิวเพื่อประกอบอาชีพ สาธิตวิธีโดย คุณบุญชิต สมัตถะ ประธานศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านท่าแจ้ง ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ผู้เชี่ยวชาญการทำเกษตรผสมผสานเน้นเกษตรอินทรีย์พึ่งพาตนเอง เปิดศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาอบรมหาความรู้ด้านการเกษตรสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาซิวในบ่อพลาสติก โดยนำมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและขยายพันธุ์เอง เพื่อเป็นอาหารหรือรายได้เสริม ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน   

งานนี้ใช้พื้นที่ไม่มาก ต้นทุนพอประมาณ แต่เป็นการเปิดโอกาสสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวอย่างยั่งยืน ใครมีบ้านสวนอยู่และอยากจะทำการเกษตรเล็กๆ การเลี้ยงปลาซิวก็น่าสนใจไม่น้อย

ปลาซิว คือหนึ่งปลาเศรษฐกิจที่ขายได้ราคาดี มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เลี้ยงปลาซิวเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ปลาซิวนั้น ได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายชนิด และก็มีคนนิยมทานกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ

ขั้นตอนการเลี้ยงปลาซิว

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจาการเตรียมบ่อโดยมีขนาดบ่ออยู่ที่ประมาณ 2*4 เมตร มีความลึกประมาณ 1 เมตร

ขั้นตอนที่ 2 นำน้ำเข้าบ่อให้สูงประมาณ 80 เซนติเมตร เมื่อใส่น้ำเเล้วก็นำท่อนกล้วยลงไปแช่ในน้ำเพื่ดูดซับกลิ่นปูนเเละเคมีออกไป เเช่ประมาณ 1 สัปดาห์

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำปลามาปล่อยในบ่อ ประมาณ 10 กิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 4 เลี้ยงปลาด้วยรำอ่อน โดยให้อาหารวันละ 1 ครั้ง/วัน

ขั้นตอนที่ 5 ถ่ายน้ำโดยการเปิดน้ำก๊อกใส่บ่อ เเละทำตัวจุกระบายออกที่ก้นบ่อด้วยโดยจะมีการถ่ายน้ำปีละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ปรับปรุงน้ำโดยการใส่น้ำหนักฮอร์โมนเเม่ 1/2 ลิตรต่อเดือน

ขั้นตอนที่ 7 สามารถเอาปลวกมาสับให้ละเอียดเเละเป็นอาหารเสริมให้กับปลาซิวได้ เลี้ยงไว้ประมาณ 2-3 เดือนก็สามารถขายได้ กิโลกรัมละ 100 บาท

โรคและการป้องกันโรค

1.โรคแผลตามลำตัว สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการ:เกล็ดจะพองและตกเลือดสีแดงตามลำตัว การป้องกัน: ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร – แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร – แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน

2.โรคครีบกร่อน หางกร่อน สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการ: ตามโคนหางจะเป็นแผล แล้วค่อยๆลามเข้าไป จนทำให้ครีบมีขนาดเล็กลงบางครั้งครีบกร่อนไปจนหมด การป้องกัน: ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร – แช่ปลานาน 2-3 วัน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร – แช่ปลานาน 2-3 วัน 2-3 วัน

สูตรน้ำหมักฮอร์โมนเเม่

1 ยอดผักบุ้ง หน่อไม้ หน่อกล้วย รวมกัน 10 กิโลกรัม

2 กากน้ำตาล 10 ลิตร

3 ฟอสเฟต 10 กก.

4 รำละเอียด 2.5 กก.

5 เกลือ 2 ขีด

6 หัวเชื้อ 1 ลิตร กากน้ำตาล 4 ลิตร +สารเร่งบด 2.1 ซอง – น้ำ 200 ลิตร ผสมกัน

7 น้ำ 70 ลิตร

วิธีทำ

1 นำยอดผักบุ้ง หน่อไม้ หน่อกล้วยมาสับรวมกัน 10 กก.

2 ใส่กากน้ำตาล ฟอสเฟต รำระเอียด เกลือ ในอัตราส่วน 10:10:2.5:2 ขีด เเละน้ำอีก 70 ลิตร คนให้เข้ากันตามด้วยหัวเชื้อ 1 ลิตร

3 หมักไว้ 15 วัน เป็นอันว่าเสร็จ พร้อมนำไปใช้งาน

การนำไปใช้

ฉีดพ่นหรือราดลงดิน เพื่อบำรุงพืชผักสวนครัว พืชสวน พืชไร่ ไม้ผลทุกชนิด เพื่อเพิ่มเติมความเขียวงาม เป็นอาหารเสริม และทำให้ลำต้นแข็งแรง และช่วยบำบัดน้ำเสียปรับสภาพน้ำ

แหล่งที่มาของข้อมูล :  คุณบุญชิต สมัตถะ

ที่อยู่ : หมู่ที่15 ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

โครงการสวนผักคนเมือง ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้ดำเนินงานส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดทั้งพื้นที่รูปธรรมที่เป็นโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนทำงานด้านการวิจัย เผยแพร่ ประสานความร่วมมือ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยั่งยืนประเทศ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบัน

ในขณะที่ทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัดกับกลุ่มเกษตรกรเป็นหลัก ทางมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ก็เริ่มเห็นถึงความสำคัญของการทำงานกับกลุ่มคนในเมืองมากขึ้น ด้วยตระหนักว่า เมืองกับชนบทล้วนเชื่อมโยงกัน

ทางมูลนิธิ จึงร่วมกับเครือข่ายผู้ที่สนใจทำเกษตรในเมือง ริเริ่มทำโครงการสวนผักคนเมืองขึ้น เมื่อปีพ.ศ. 2553 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบเกษตรในเมืองที่เชื่อมโยงกับมิติการพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของเมือง อีกทั้งยังมุ่งสร้างระบบอาหารทางเลือกที่เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภค เชื่อมโยงเมืองกับชนบท และสร้างวิถีชีวิตที่เกื้อกูลกันมากขึ้น

พื้นที่เรียนรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร หรือสวนผักคนเมือง ณ ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่แห่งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานกับผู้ผลิต และผู้บริโภค ทั้งที่อยู่ในเมืองและในชนบทได้อย่างดี

“พวกเรามุ่งมั่นและตั้งใจ จะสร้าง “พื้นที่เรียนรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร” แห่งนี้ขึ้น สำหรับเกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนที่สนใจทุกคน เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจกระบวนการเพาะปลูก การปรุง การกิน และได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการฟื้นฟูพันธุกรรมพืช ทรัพยากรชีวภาพ และระบบนิเวศของเมือง เพื่อความมั่นคงยั่งยืนของผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน”

พื้นที่แห่งนี้ประกอบไปด้วย
พื้นที่สาธิตการทำเกษตรในเมือง
ห้องสมุด
ห้องอบรมเอนกประสงค์ และพื้นที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง
อาคารสำนักงาน
บริการ

1 บริการจัดอบรมการทำเกษตรในเมือง หลายหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรปลูกผักพื้นฐาน/สวนผักคนเมือง, หลักสูตรปลูกผักบนพื้นปูน สวนผักดาดฟ้า สวนผักแนวตั้ง , หลักสูตรปลูกผักในพื้นที่จำกัด พื้นที่ที่มีแสงน้อย , หลักสูตรการเพาะงอก เพาะต้อนอ่อนไม่โครกรีน เพาะเห็ดในพื้นที่จำกัด , หลักสูตรการทำปุ๋ยหมักจากการเศษอาหารในครัวเรือน , หลักสูตรการทำโรงเรือนเพาะชำฉบับคนเมือง , หลักสูตรการพึ่งตนเองในเมือง , หลักสูตรการทำอาหารทานเองจากสวนผักคนเมือง ,หลักสูตรการทำเครื่องปรุงรสแบบธรรมชาติ และหลักสูตรอื่นๆ อีกมากมาย จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายสวนผักคนเมือง

2 บริการวิชาการ ด้วยห้องสมุดเกษตรกรรมยั่งยืน ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือ วารสาร รายงาน เอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรในเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้มากมาย ท่านสามารถเลือกหยิบหนังสือที่ต้องการค้นคว้า ท่ามกลางบรรยากาศของแปลงผัก และอาคารที่ออกแบบ ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติและผู้คน

3 บริการห้องประชุม/สัมมนา พื้นที่รองรับสำหรับการจัดอบรมและสัมมนา สามารถรองรับได้ประมาณ 50 คน พื้นที่ในส่วนนี้เปิดให้บริการแก่องค์กรทั่วไปสามารถมาติดต่อเพื่อใช้พื้นที่ในการจัดประชุมหรืออบรมสัมมนาตามแต่วาระโอกาส พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ LCD Projector กระดานไวน์บอร์ด เครื่องเขียน เครื่องเสียง พร้อมบริการอาหารโดยกลุ่มนักปรุงจากสวนผักคนเมือง และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

4 เปิดเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และเข้าถึงอาหารปลอดภัย ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ

–โครงการไข่ยิ้ม : มุ่งหวังอยากให้คนเมืองเข้าใจว่าอาหารที่กินมีที่มาอย่างไร ผ่านการร่วมเป็นสมาชิก ลงทุนอุปถัมภ์ไก่ในราคาตัวละ 2000 บาท และร่วมเรียนรู้ ร่วมดูแลไก่ไปด้วยกัน โดยมีพื้นที่ในการเลี้ยงไก่อยู่ที่พื้นที่ความมั่นคงทางอาหารแห่งนี้ นอกจากสมาชิกจะได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ เข้าใจที่มาของอาหารแล้ว ยังได้รับไข่ไก่ออร์แกนิกไปกินรวม 210 ฟองต่อการอุปถัมภ์ไก่ 1 ตัว โดยโครงการจะทยอยส่งไข่ให้ในแต่ละเดือน

–City Farm Market : ตลาดนัดที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ทั้งในเครือข่ายสวนผักคนเมือง และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กับผู้บริโภคที่สนใจ โดยใช้ระบบการสั่งจองล่วงหน้า หรือ Pre-Order มีผลผลิตทั้งข้าว ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนื้อหมู เนื้อไก่ อาหารทะเล ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป อาหารพร้อมทาน เครื่องปรุง ไปจนถึงปัจจัยการผลิต ที่เปิดให้สั่งจอง และนัดมารับในวันจัดตลาด ซึ่งจะจัดเดือนละ 1 ครั้ง

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โครงการสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย)
ที่อยู่ : 3/13 หมู่ที่ 6 ซอยบางอ้อ 2 ถนนบางรักน้อย 18 ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
13/3 Moo 6 Soi Bang Aor 2, Bang Rak Noi 18, Amphur Muang, Nonthaburi 11000
โทร. 02-057-3913 / 064-150-2259
E-mail: [email protected]
Line ID : @cityfarm

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้ง

โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกับการทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้กัน อย่างไรก็ตาม หากอยากจะให้พืชผักเจริญเติบโตดี ก็แนะนำว่านอกจากการใช้น้ำหมักชีวภาพรดแล้ว ก็ควรหมั่นเติมปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งลงไปด้วย เพื่อช่วยทั้งบำรุงพืชผัก และช่วยทำให้ดินร่วนซุย ไม่แข็งจนเกินไป

สำหรับวิธีทำก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร หลายวิธี แต่จะขอเลือกมาแนะนำให้รู้จัก 2 วิธี คือเป็นแบบใช้เวลาไม่มากนัก แต่อาจมีรายละเอียดมากหน่อย กับแบบที่ใช้เวลามากหน่อย แต่ทำได้ง่ายๆ หรือที่คุณนคร หรือเจ้าชายผักมักเรียกว่าปุ๋ยหมักคนขี้เกียจนั่นเอง

เรามาดูวิธีที่ 1 กันก่อน สูตรนี้ได้มาจากสวนเกษตรดาดฟ้า สำนักเขตหลักสี่

มีส่วนผสมคือ
เศษผลไม้หรือเศษผัก 2 ส่วน
แกลบดิบ 2 ส่วน
รำละเอียด 1 ส่วน
มูลสัตว์ 1 ส่วน
มูลค้างคาว เปลือกไข่ กากที่เหลือจากการหมักน้ำหมักชีวภาพ (ถ้ามี)
หัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล

วิธีทำ
นำส่วนผสมต่างๆ มาคลุกเค้าให้เข้ากัน
ผสมกากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และหัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ช้อนแกง ลงในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากัน
นำน้ำที่ผสมเข้ากันแล้วในข้อ 2 มารดในกองปุ๋ยให้ทั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยกะให้มีความชื้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีทดสอบง่ายๆคือถ้ากำปุ๋ยไว้ในมือแล้วไม่มีน้ำไหลออกมาตามง่ามนิ้ว และเมื่อแบมือออก ปุ๋ยก็ยังจับกันเป็นก้อน อย่างนี้ถือว่าใช้ได้
หากมีที่ก็ให้กองปุ๋ยทิ้งไว้โดยให้มีความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร หรือหากไม่มีที่ก็ให้ตักปุ๋ยที่ผสมแล้วลงในกระสอบ ทิ้งไว้ 15 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้

วิธีที่ 2
หรือการทำปุ๋ยหมักคนขี้เกียจ สูตรนี้แบ่งปันมากจากคุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือเจ้าชายผักวิธีทำง่ายๆคือให้สร้างคอกเล็กๆขึ้น แล้วใส่เศษใบไม้ เศษอาหาร กากน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยคอก ลงไปเป็นชั้นๆ หากมีรำละเอียดก็สามารถใส่ลงไปด้วยได้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม เหยียบให้แน่น ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน หรืออาจต้องทิ้งไว้นานประมาณ 3-4 เดือน วัสดุต่างๆก็จะค่อยย่อยสลายจากด้านล่าง ให้โกยใต้กองออกมาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้

สิ่งสำคัญคือการทำปุ๋ยหมักเหล่านี้ คือควรเก็บกองปุ๋ยไว้ในที่ร่ม ไม่โดนฝน ไม่โดนแดด และปุ๋ยหมักที่จะนำมาใช้ก็ควรจะมีการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ และไม่เหลือความร้อนอยู่ เพราะหากปุ๋ยยังย่อยไม่สมบูรณ์จุลินทรีย์ก็อาจต้องเอาอาหารในดินมาใช้ ซึ่งจะเป็นการแย่อาหารจากพืชไปได้ เรียกว่าแทนที่จะช่วยให้พืชเติบโต ก็อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตไปได้

ส่วนวิธีนำไปใช้นอกจากจะสามารถนำไปผสมดินก่อนปลูกแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยหมักแห้งควบคู่กับน้ำหมักชีวภาพเพื่อบำรุงพืชผักด้วย เรียกว่าแห้งชาม น้ำชาม เวลาใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพแบบแห้งก็จะใช้วิธีโรยไปที่หน้าดิน แล้วก็รดน้ำตาม แนะนำว่าให้ใส่ทุก 15 วัน

จะเลือกทำวิธีไหน ก็ลองนำไปพิจารณา ประยุกต์ ปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองกันดูนะคะ

ภาพปิ่นโตสำหรับหมักปุ๋ย มีที่เปิดด้านล่างสำหรับโกยปุ๋ยหมักออกมาใช้ @ Organic Way

มือใหม่อยากปลูกผักควรจะเริ่มต้นอย่างไร

ใครกำลังมีคำถามนี้อยู่ในใจ ลองถามเเละสำรวจตัวเองตามเเนวทางต่อไปนี้ดูค่ะ เผื่อว่าจะเป็นเส้นทางบางๆ ให้คุณได้ลองเดิน ส่วนจะมีทิศทางเป็นเช่นไร ก็อยู่ที่คุณเป็นคนกำหนดนะคะ ^^

1 ลองสำรวจความต้องการหรือจุดมุ่งหมายเบื้องต้น ในการปลูกผักครั้งนี้สักเล็กน้อย ว่าต้องการปลูกผักเพื่ออะไร เช่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เพื่อลดรายจ่าย เพื่อสร้างรายได้ หรือเพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

2 สำรวจว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือบ้าง

มีพื้นที่เท่าไหร่ ลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง เช่นเป็นพื้นดินหรือพื้นปูน หากเป็นพื้นดินสภาพดินเป็นอย่างไร พื้นที่มีมีเเต่หินหรือเป็นหนองน้ำหรือไม่ มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมมั้ย รวมถึงให้พิจารณาเรื่องแสงแดด และน้ำด้วยว่าเป็นอย่างไรในบริเวณนั้น
มีกำลังในการมาช่วยทำสวนผักมากน้อยเพียงไหน
มีเงินทุนเท่าไหร่
มีทักษะความรู้เรื่องการปลูกผักมากน้อยแค่ไหน
วิถีชีวิตของตนเองเป็นอย่างไร มีเวลามากน้อยแค่ไหน

3 เลือกพื้นที่ที่จะปลูก โดยหลักการเลือกพื้นที่เบื้องต้น คือ “ต้องคำนึงถึงแสงแดด”พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกผักใบทั่วไปควรได้รับแดดอย่างน้อยครึ่งวัน หากได้รับแดดน้อยกว่านี้ ควรเลือกปลูกพืชผักพื้นบ้านที่อยู่ในที่แสงรำไรได้ เช่น ใบเตย สะระแหน่ ชะพลู ขิง ข่า ตำลึงอ่อมแซบ ใบบัวบก วอเตอร์เครส ผักชีฝรั่ง ผักกูด ผักหวานป่า ใบย่านาง ผักแพว ตะไคร้ กระเพรา โหระพา หากต้องการปลูกผักกินผล เช่นมะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา กระเจี๊ยบเขียว พริก ควรปลูกในที่มีแดดเต็มวัน

4 ออกแบบแปลง เลือกรูปแบบการปลูก และชนิดผักให้เหมาะสมกับพื้นที่

5 หากอยากจะปลูกผัก อยากมัวแต่คิด ให้ลงมือทำ!

สิ่งที่ควรคำนึงถึงหากคิดจะปลูกผัก***
เริ่มปลูกจากสิ่งที่คุณและครอบครัวชอบกินใช้สิ่งที่มีอยู่รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประหยัดเงิน และทรัพยากรเลือกปลูกผักให้สอดคล้องกับฤดูกาล และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น ปริมาณแสงแดด รวมถึงขนาดภาชนะหรือแปลงที่ปลูกเลือกปลูกผักที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตัวเอง เช่นหากมีเวลาดูแลน้อย ก็แนะนำให้ปลูกผักพื้นบ้านที่ไม่ต้องดูแลมาก เป็นต้นควรเริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยพัฒนาขยายพื้นที่ขึ้นเรื่อยๆหัดเป็นนักเรียนรู้ นักสังเกต ทำความเข้าใจธรรมชาติพืช

ขอบคุณที่มาhttp://www.thaicityfarm.com/

การปลูกไผ่เลี้ยง ปลูกง่ายและโตเร็ว ขายรายได้ดี

ในเมืองไทยนั้นมีต้นไม้และพืชอยู่หลากหลายชนิด ทำให้มีการแตกแยกสายพันธุ์พืชออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งพืชตระกูลไผ่เองก็มีหลากหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ให้ได้รู้จักกัน ไผ่เลี้ยง ก็ถือว่าเป็นพืชตระกูลไผ่อีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งพืชตระกูลไผ่เองก็ถือได้ว่าเป็นพืชที่มีความเป็นมาที่ยาวนานสำหรับเมืองไทย เพราะถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีความคงทนต่อสภาพอากาศเลย สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายด้านด้วย การปลูกไผ่เลี้ยง

การปลูกไผ่เลี้ยง ไผ่เลี้ยงนั้นเป็นไผ่อีกหนึ่งชนิดที่เริ่มได้รับความนิยมในการปลูกเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาหลังๆ ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นพืชที่มีความคงทนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังปลูกได้ง่าย และดูแลรักษาง่าย โตไว และให้ผลผลิตที่ดี จึงได้รับความนิยมในการปลูก อีกทั้งไผ่เลี้ยงยังมีประโยชน์และสามารถบริโภคได้ จึงไม่แปลกที่จะได้รับความนิยมในช่วงหลังๆ ถือว่าเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่กำลังเป็นที่สนใจให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าไผ่เลี้ยงจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย และโตได้เร็ว แต่การจะปลูกไผ่เลี้ยงนั้นก็ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกไผ่ด้วย เพราะว่าเป็นพืชที่โตเร็ว ทำให้การขยายพันธุ์และเติบโตนั้นทำได้ค่อนข้างเร็ว การมีพื้นที่จำกัดนั้นจำเป็นจะต้องคอยหมั่นดูแลต้นไผ่เพื่อไม่ให้โตมากจนเกินไป แต่ถ้าใครมีพื้นที่จะปลูกให้โตเลยก็ได้ เพราะว่าต้นไผ่นั้นยิ่งปลูกมากก็จะช่วยสร้างร่มเงาให้แก่เราได้ด้วยนั่นเอง

ในเมืองไทยนั้นไผ่ถือว่าเป็นต้นไม้หรือพืชที่ได้รับความนิยมในการนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคร่ สร้างเป็นฝายกั้นน้ำ สร้างบ้าน สร้างกระท่อม นำมาสร้างเป็นอุปกรณ์การใช้งานต่างๆได้อย่างมากมาย ถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากจะนำมาใช้งานแล้ว ไผ่เลี้ยงก็ถือว่าเป็นพืชตระกูลไผ่อีกหนึ่งชนิดที่เราสามารถนำมาบริโภคได้ด้วย ซึ่งในการบริโภคของไผ่เลี้ยงนั้นถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว โดยรสชาติของไผ่เลี้ยงนั้นจะมีรสชาติที่อร่อย และไม่ขมจัด

ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเชียงรายนั้นเป็นจังหวัดที่มีความต้องการเป็นอย่างมาก แต่ในเรื่องของการปลูกยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ผลผลิตนั้นกลับเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งไผ่เลี้ยงนั้นเป็นไผ่ที่มีลักษณะไม่เหมือนไผ่ทั่วไป คือ จะไม่มีหนาม หรือขนระคายเคือง เหมือนไผ่ชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังมีความพิเศษอีกอย่าง คือ ไผ่เลี้ยงนั้นสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ทุกวันเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคจะนิยมนำมาทำอาหาร หรือดอง หรืออัดปี๊บ ก็ได้เช่นกัน ถือได้ว่าเป็นไผ่อีกหนึ่งชนิดที่เริ่มได้รับความนิยมทั้งในการนำมาแปรรูปเป็นอาหาร และการนำไปใช้ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ได้อย่างมากมาย

ลักษณะทั่วไปของไผ่เลี้ยง
–ลำต้น ถือว่าเป็นไผ่อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถนำมารับประทานสดได้ เป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนยาว มีเหง้าอยู่ใต้ดิน และแตกออกขึ้นเป็นกอเหนือพื้นดิน นอกจากนี้ยังมีกาบที่หุ้มหน่อสีเหลืองอมเขียว มีลำต้นเป็นปล้องๆ โดยจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ ลำต้นที่อยู่ใต้ดิน และลำต้นเหนือดินอีกทั้งยังมีหน่ออ่อนแตกเหง้าออกจากดิน มีลำต้นที่สูงผอมเรียว มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีลักษณะทรงกลมยาวมีข้อปล้อง และยังมีรากอากาศที่ขึ้นอยู่บริเวณรอบๆ ข้างในกลมกลวงด้วย หน่อที่อยู่ใต้ดินนั้นสามารถนำมารับประทานได้ มีเนื้อที่ฉ่ำแน่น มีรสชาติหวาน มัน อร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ไม่มีหนาม และแตกกิ่งตลอดทั้งลำต้น นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักสานได้ด้วย

–ราก ในส่วนของรากในไผ่เลี้ยงนั้นจะเป็นระบบรากแก้ว มีรากฝอยมีลักษณะฝอยเล็กๆ แผ่ขยายออกรอบๆ มีเหง้าใต้ดินเป็นสีน้ำตาล

–ใบ สำหรับใบไผ่เลี้ยงจะเป็นใบเดียว มีก้านใบที่ยาวออกไป ออกตามข้อถึงปลายยอด ออกเรียงสลับกันไป และยังออกเรียงเวียนรอบๆ ข้อของลำต้น มีก้านใบย่อย ใบจะมีลักษณะเป็นทรงรีเรียวยาวและเล็ก

–ดอกและผล ดอกของไผ่เลี้ยงจะออกเป็นช่อ ออกดอกตามกิ่ง ตามซอกใบ ก้านดอกยาว มีดอกย่อยอยู่กันเป็นกระจุก และจะมีลักษณะทรงยาวรีเล็ก กลีบดอกมีสีเหลืองนวล และมีก้านสีเขียว นอกจากนี้จะมีผนังของผลเชื่อมติดกับส่วนเปลือกของเมล็ด มีลักษณะรีเล็กๆ และมีเมล็ดที่สีน้ำตาล

สายพันธุ์ไผ่เลี้ยง สำหรับสายพันธุ์ของไผ่เลี้ยงนั้นก็จะแบ่งได้ประมาณ 2 ชนิด คือ ไผ่เลี้ยงพันธุ์หนัก และไผ่เลี้ยงพันธุ์เบา ซึ่งทั้ง 2 สายพันธุ์ต่างก็มีความแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย

ไผ่เลี้ยงพันธุ์หนัก ไผ่สายพันธุ์นี้จะเป็นไผ่ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ตามปกติอยู่แล้ว ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือน มิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งต่างจากไผ่ชนิดอื่นที่จะให้ผลผลิตแค่เฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น หรืออาจจะให้ได้น้อยกว่าบ้าง แต่ถ้านำหน่อไผ่เลี้ยงพันธุ์หนักไปผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดู หรือต้นฤดูฝน ก่อนที่ผลผลิตหน่อจะออกตามฤดูกาลจะออกมานั้น จะทำให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าไผ่ที่ออกตามฤดูกาลนั้นๆ แต่จะต้องมีการบำรุงรักษาอย่างดี และค่อนข้างยาก ต้นทุนสูง ผลผลิตที่ได้น้อยมาก และไม่ค่อยจะคุ้มทุนมากนัก จึงไม่นิยมปลูกพันธุ์นี้ในนอกฤดูกาลเท่าไหร่

ไผ่เลี้ยงพันธุ์เบา ถือว่าเป็นไผ่เลี้ยงสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตตั้งแต่หน่อไผ่ในช่วงฤดูฝนเช่นกัน แต่ไผ่เลี้ยงพันธุ์เบานั้น จะสามารถผลิตเป็นไผ่นอกฤดูกาลได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะเด่นนั้น คือ การที่ปลูกได้ง่าย บำรุงรักษาได้ง่าย ยิ่งได้น้ำและปุ๋ยที่ดีจะให้ผลผลิตหน่อได้ทันทีเลยทีเดียว ถือได้ว่าเป็นไผ่เลี้ยงที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมเป็นอย่างมากในการนำมาปลูก

ซึ่งการให้ปุ๋ยและน้ำนั้นทำให้ไม่จำเป็นจะต้องให้ถึงช่วงฤดูฝนเพียงอย่างเดียว ผลผลิตที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นตามความเอาใจใส่ในการดูแลและบำรุงรักษา จึงทำให้สามารถที่จะเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่แล้วเลยแนะนำเกษตรกรหรือผู้ที่จะปลูกนั้นควรจะปลูกไผ่เลี้ยงสายพันธุ์เบาจะเหมาะสมที่สุด เพราะจะช่วยสร้างรายได้ได้เร็วกว่าสายพันธุ์หนัก

การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง
การขยายพันธุ์สำหรับไผ่เลี้ยงนั้น วิธีที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การแยกเหง้า ซึ่งการแยกเหง้าสำหรับไผ่เลี้ยงนั้นจะเริ่มแยกได้ก็ต่อเมื่อไผ่มีอายุได้ประมาณ 2-3 ปี แต่ถ้าหากอายุไผ่เกิน 3 ปีขึ้นไป จะทำให้ต้นที่แยกออกนั้นไม่แข็งแรงได้การคัดเลือกต้นไผ่หรือลำไผ่ที่มีความแข็งแรงนั้นจะต้องตัดให้สั้นเหลือตอไว้ในความสูงประมาณ 50-80 เซนติเมตร บำรุงต่อไปให้ผลิใบ และเริ่มมีการแตกกิ่งใหม่ จากนั้นอาจจะใช้เสียมคมหรืออุปกรณ์ในการขุดที่ผ่านการทำความสะอาด หรือไม่มีสนิม มาทำการตัดแซะออกจากถุงเพาะชำ เมื่อทำการแซะเรียบร้อยแล้วให้เอาแกลบดำหรือดินที่มีขุยไผ่มาเป็นวัสดุในการเพาะ จากนั้นก็ดูแลรักษาต้นไผ่ให้แข็งแรง เมื่ออายุได้ 1 ปี ก็นำลงแปลงปลูกต่อได้เลย

สภาพพื้นที่ปลูกไผ่เลี้ยง
สำหรับการปลูกไผ่เลี้ยงให้ได้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพนั้น มันจะต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมดิน และการเลือกพื้นที่ในการปลูก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก เพราะไม่เช่นนั้นก็จะทำให้ได้ผลผลิตที่ไม่ดี หรือได้ผลผลิตน้อยไปด้วย

ซึ่งสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับ การปลูกไผ่เลี้ยง นั้น คือ จะต้องเป็นพื้นที่ที่มีดินร่วนปนทราย เป็นดินที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะจะทำให้ต้นไผ่นั้นเติบโตได้ดี แต่ถ้าพื้นที่ไหนเป็นดินโคลน หรือดินลูกรัง การจะปลูกไผ่นั้นอาจจะทำได้ยาก และทำให้ต้นไผ่นั้นเจริญเติบโตได้ไม่ดี ส่งผลต่อผลผลิตที่จะได้ด้วย ทำให้ไผ่ที่ปลูกในดินโคลนนั้นมีคุณภาพที่แย่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ในการปลูกเสียก่อน

การเตรียมดินในการปลูกนั้นสิ่งแรกเลย คือ จำเป็นต้นมีการไถกลบหน้าดินทิ้งไว้ก่อน โดยไถกลบทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืชในดิน หลังจากนั้นเมื่อทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ เรียบร้อย ก็ให้ทำการไถกลบอีกครั้ง เพื่อเป็นการปรับสภาพดินให้มีความร่วนซุยมากขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อดินมีความร่วนซุยแล้วก็จะเหมาะเป็นอย่างมากในการที่จะเริ่มดำเนินการปลูกต่อไป

สำหรับระยะใน การปลูกไผ่เลี้ยง นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วระยะที่เหมาะสม คือ ระยะ 4×4 เมตร ใน 1 ไร่นั้นจะสามารถปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 66 ต้น แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับเกษตรกรที่ทำการปลูกด้วยว่าจะมีการเว้นระยะห่างประมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม อีกทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการปลูกนั้นมีการจัดการแบ่งระยะแปลงปลูกได้ดีหรือไม่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีระยะการปลูกในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะการปลูกระหว่างต้นxระหว่างแถว ประมาณ 2×4 เมตร ต่อ 1 ไร่ ซึ่งระยะประมาณนี้จะปลูกได้ประมาณ 200 ต้น, ระยะระหว่างต้นและแถว 4×4 เมตรต่อ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 100 ต้น และระยะระหว่างต้นและแถว 4×6 เมตร ต่อ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 66 ต้น

ซึ่งระยะการปลูกทั้งหมดนั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรที่ทำการปลูกนั้นมีพื้นที่ใน การปลูกไผ่เลี้ยง ประมาณไหนด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วระยะการปลูก 4×4 เมตร จะเป็นระยะการปลูกมาตรฐานที่เกษตรกรส่วนใหญ่นั้นนิยมปลูกกันมากที่สุด

การบำรุงดูแลรักษาไผ่เลี้ยง
ในเรื่องของการดูแลรักษาไผ่เลี้ยงนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะว่าไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรมากก็สามารถทำให้ไผ่เลี้ยงนั้นเติบโตและให้ผลผลิตได้เป็นอย่างดี เริ่มจากการกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นอย่างสม่ำเสมอก่อนเลย เพราะว่าการกำจัดวัชพืชที่โคนต้นไผ่เลี้ยงนั้นจะช่วยทำให้หน่อไผ่ที่งอกขึ้นมานั้นได้รับปริมาณอาหารอย่างเต็มที่และมีคุณภาพมากขึ้นด้วย แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้หน่อไผ่ที่จะเติบโตมานั้นไม่ได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่ เพราะว่ามีวัชพืชคอยแย่งอาหารอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ควรที่จะปล่อยให้หญ้าขึ้นรกคลุมมากนัก

นอกจากเรื่องของการกำจัดวัชพืชแล้ว การให้น้ำก็ถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับไผ่เลี้ยง โดยถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งหรือหน้าร้อนและไม่ค่อยมีฝนตกลงมาเลย ก็ควรรดน้ำอย่างน้อยประมาณ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยเพิ่มความชุมชื้นให้กับดินและตัวต้นไผ่ เป็นปริมาณการให้น้ำที่พอเหมาะด้วย แต่ถ้าพื้นที่ไหนแล้งมากก็อาจจะมีการปรับการให้น้ำให้บ่อยขึ้นก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูดินด้วยว่ามีความชื้นหรือยังเปียกอยู่หรือไม่

การตัดแต่งกอและกิ่งไผ่
เมื่อเราปลูกไผ่ได้ประมาณ 7 เดือน ก็ควรจะเริ่มมีการตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กนั้นออกไป จากนั้นก็เริ่มมีการพรวนดินบริเวณรอบๆ โคนต้น ให้ทั่วทั้งกอไผ่ที่อยู่บริเวณนั้นด้วย จากนั้นก็ตามด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก โดยใส่ประมาณกอละ 5-10 กิโลกรัม แล้วนำหญ้าที่ถอนออกไปนั้นกลับมาคลุมโคนต้นไว้เหมือนเดิม หรืออาจจะใช้เป็นใบไม้แห้งก็ได้เช่นกัน เพื่อที่จะช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ นอกจากนี้ควรจะรดน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต

หลังจากนั้นเมื่อไผ่ที่ปลูกมีอายุได้ 8 เดือน ก็เริ่มที่จะให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอได้ เพื่อที่จะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในช่วงฤดูต่อไป เมื่อปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 2 ปี ต้องมีการตัดต้นที่แก่และชิดกันออก โดยให้แต่ละต้นนั้นเหลือกอประมาณ 12 ต้น ไม่เกินจากนี้ อีกทั้งควรจะมีการตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแต่งปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นไผ่นั้นไม่หนาทึบหรือทับกันมากจนเกินไป โดยจะเน้นตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม

หลังจากที่เริ่มตัดแต่งกิ่งเรียบร้อย ให้นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักมาใส่ประมาณกอละ 15-20 กิโลกรัม แล้วรดน้ำทันที เพื่อเป็นการเร่งการให้ผลผลิตในช่วงต้นฤดู ซึ่งผลผลิตที่ได้ในช่วงต้นฤดูนั้นจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงพอสมควรเลยทีเดียว

การเก็บเกี่ยวผลผลิตไผ่เลี้ยง
หลังจากที่ปลูกไปได้สักระยะแล้ว ก็ต้องมาดูกันว่าไผ่เลี้ยงที่เหมาะสมจะทำการเก็บเกี่ยวได้นั้นมีลักษณะอย่างไร โดยไผ่เลี้ยงที่เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวนั้นจะต้องรอหน่อไผ่ให้พ้นจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะมีขนาดประมาณ 40-50 เซนติเมตร ซึ่งในระดับประมาณนี้ก็จะสามารถตัดเพื่อเตรียมจำหน่ายได้ ซึ่งจะมีขนาดที่ไม่แก่เกินไป โดยมีการจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกัน ตามพื้นที่ของเกษตรกรที่ปลูก โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 8-12 บาท แต่ราคาอาจจะสูงกว่านี้ ถ้าเป็นช่วงต้นฤดูกาล หรือนอกฤดูกาล

นอกจากหน่อไผ่สดที่ได้จำหน่ายแล้ว หน่อไผ่เลี้ยงยังสามารถที่จะแปรรูปเป็นหน่อไม้โป่งขายทั้งในฤดูและนอกฤดูได้ด้วย ซึ่งการผลิตนั้นก็ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยนำหน่อไม้มาแช่น้ำไว้ประมาณ 2 คืน หลังจากนั้นนำออกมาต้มให้สุก ช่วงที่ต้มก็ให้ทำการใส่เกลือปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำใส่บรรจุถุงออกมาจำหน่ายก็ได้เช่นกัน โดยอาจจะขายในราคาประมาณ 8 บาท ซึ่งรสชาตินั้นก็แล้วแต่คนชอบ บางคนก็บอกอร่อยดี แต่บางคนก็ส่ายหัว แต่ทั้งนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน ยิ่งใส่ตู้เย็นสามารถเก็บได้ถึง 10 วัน เลยทีเดียว

เราพูดถึงลักษณะของไผ่เลี้ยงที่ทำการเก็บเกี่ยวได้ไปแล้ว ต่อมาก็มาดูถึงวิธีการเก็บเกี่ยวไผ่เลี้ยง ซึ่งการเก็บเกี่ยวไผ่เลี้ยงนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน หลังจากย้ายปลูกลงแปลงแล้วหน่อก็จะเริ่มโผล่ออกมาบนดินเล็กน้อย มีขนาดโตเต็มที่ ซึ่งตรงปลายหน่อจะแน่น ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้

โดยการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นจะใช้อุปกรณ์ในการเก็บเกี่ยว อาจจะเป็นพลั่วเอามาแซะก่อน จากนั้นใช้มีดตัดตรงโคนต้น แล้วนำใส่ภาชนะที่มิดชิด พยายามอย่าให้โดนแสงแดด เพราะว่าถ้าไผ่เลี้ยงที่ขุดออกมานั้นโดนแสงแดดมากก็จะทำให้เหี่ยวได้ ให้เหลือหน่อไว้ประมาณ 3-4 หน่อ ต่อต้น เพื่อที่จะเป็นการขยายพันธุ์และปล่อยให้เติบโตได้ต่อไป ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวนั้นควรจะสังเกตให้ดีว่าหน่อไผ่นั้นโผล่พ้นและมีความสมบูรณ์ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดขุดมาทั้งที่หน่อยังไม่ดีก็อาจทำให้เสียคุณภาพได้

ประโยชน์และสรรพคุณของไผ่เลี้ยง
มาดูถึงคุณประโยชน์ของไผ่เลี้ยงกันก่อนดีกว่า โดยไผ่เลี้ยงนั้นจะสามารถที่จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำเป็นด้ามไม้กวาด หรือนำมาสร้างเป็นราวตากผ้าได้ หรือไม่ก็นำมาใช้ในการสร้างบ้านได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในต่างจังหวัดยังมีการนำมาสร้างเป็นฝายกั้นน้ำ และเป็นสะพาน ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยมีวิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ฟอสฟอรัส มีวิตามินเอ มีคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงาน อีกทั้งยังมีเส้นใยและไขมันดี มีเหล็กและแคลเซียมที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง มีโปรตีนที่มีความจำเป็นด้วย

อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดีที่ช่วยในการรักษาและป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยขับสารพิษได้เป็นอย่างดี ช่วยบรรเทาอาการไอ และ แก้กระหาย ช่วยขับเสมหะ ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน ช่วยสร้างเม็ดเลือดได้ดี ช่วยรักษาโลหิตจาง มีสารต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีด้วย

การเก็บรักษาไผ่เลี้ยงนั้นจะนำไผ่เลี้ยงสดที่ผ่านการตัดแล้วมาทำความสะอาด เพื่อเป็นการล้างดินให้ออกจากหน่อไผ่ให้สะอาด จากนั้นก็นำไปวางไว้ในที่ที่มีอากาศผ่านได้ง่ายหรืออากาศถ่ายเท หรือใส่ในกล่องหรือภาชนะ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น หรือต้มให้สุกแล้วแช่แข็งก็จะเก็บไว้ได้นานมากขึ้นด้วย

การป้องกันและกำจัด โรค แมลง ศัตรูพืช ต้นไผ่เลี้ยง
ไผ่เลี้ยงนั้นถือว่าเป็นต้นไม้หรือพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ต้องมีปัญหาในเรื่องของศัตรูพืชและโรคตามมาบ้าง สำหรับโรคในไผ่เลี้ยงนั้นถือได้ว่าไม่ค่อยพบเจอมากเท่าไหร่นัก หรือยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าไผ่เลี้ยงเกิดโรคได้ง่าย เนื่องจากว่าต้นไผ่นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชหรือต้นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพอากาศ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคมากเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับต้นไม้และพืชอื่นๆ

ในเรื่องแมลงศัตรูพืชนั้นส่วนใหญ่แล้ว การปลูกไผ่เลี้ยง หรือไผ่อื่นๆ มักจะพบเจอกับด้วงเจาะหน่อไผ่ และหนู ซึ่งศัตรูพืชของไผ่ทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีวิธีการทำลายที่ต่างกัน โดยตัวด้วงเจาะหน่อนั้นจะเข้าไปทำลายภายในของไผ่ และทำให้เป็นกลวงมากขึ้น แต่การระบาดนั้นยังอยู่ในระดับที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังสามารถควบคุมได้

ในส่วนของหนู เป็นศัตรูตัวร้ายที่คอยกัดกินและทำลายหน่อไผ่ เพราะหนูจะเข้ามากินหน่อไผ่ที่กำลังขึ้นมาจากดิน ทำให้หน่อไผ่นั้นเสียหาย และไม่สามารถเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่ายได้ แต่ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็สามารถดูแลและควบคุมได้ เพราะการระบาดนั้นยังไม่มากจนส่งผลกระทบความเสียหายเป็นวงกว้างมากนัก

ฝากถึงผู้ที่สนใจปลูกไผ่เลี้ยง
สำหรับไผ่เลี้ยงถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่กำลังเป็นที่จับตามองของเกษตรกรส่วนใหญ่ เพราะเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและโตได้เร็ว ทำให้เกษตรส่วนใหญ่นั้นเริ่มหันมาปลูกไผ่เลี้ยงกันมากขึ้น อีกทั้งตัวไผ่เลี้ยงเองยังเป็นพืชที่สามารถต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้ดี จึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องของสารเคมีมากเท่าไหร่นัก ทั้งนี้หน่อไผ่เลี้ยงสามารถที่จะเก็บได้ตลอดทั้งปี จึงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่น่าจับตามองในวงการ การเกษตรของไทยเลยทีเดียว

ความรู้เกี่ยวกับไผ่เลี้ยงนั้นยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งนี้ในเรื่องของบทความนี้ก็เป็นการพูดถึงไผ่เลี้ยง และลักษณะต่างๆ รวมไปถึงการปลูกและดูแลรักษา เนื่องจากว่าไผ่ส่วนใหญ่นั้นเป็นพืชที่ดูแลได้ง่ายไม่ยุ่งยาก จึงเหมาะเป็นอย่างมากในการนำมาปลูก ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคนที่สนใจก็นำเอาบทความนี้ไปปรับใช้ในเรื่องของการปลูกและดูแลรักษาได้อีกทาง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.rakbankerd.com,https://www.thai-thaifood.com,https://www.technologychaoban.com,https://www.baanmaha.com,https://plant.thaiorc.com,https://www.sentangsedtee.com

วิธีดูแลทุเรียนช่วงหน้าแล้ง

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แหล่งปลูกสำคัญอยู่ทางภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนืออย่างอุตรดิตถ์ ระยะหลังมีปลูกได้ผลที่อิสาน จังหวัดศรีสะเกษ

ปัจจุบันพบว่า ทุเรียนมีปลูกได้ผลหลายจังหวัด มากบ้างน้อยบ้างมีเกษตรกรปลูกทุเรียนจำนวนไม่น้อย ที่ต้นตายลงก่อนให้ผลผลิต โดยเฉพาะช่วงปลูกใหม่ 1-3 ปี ทำให้ต้องเสียเงินซื้อต้นพันธุ์หลายครั้ง สาเหตุการตายของทุเรียนต้นเล็ก นอกจากโรคและแมลงเข้าทำลายแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากความชื้นในช่วงแล้งไม่เพียงพอ

ดังนั้นเมื่อฝนหยุดตกไม่เกิน 1 เดือน เจ้าของควรตัดหญ้าคลุมโคนต้นให้ หรืออาจจะใช้ฟางข้าวคลุมก็ได้ จากนั้นรดน้ำ 3 วันครั้งหนึ่ง ระบบน้ำที่ให้อาจจะเป็นน้ำหยดหรือสปริงเกลอร์ก็ได้ถ้าเป็นช่วงเดือนเมษายนที่อากาศร้อนจัด เกษตรกรบางรายถึงกับให้น้ำวันเว้นวัน เพื่อรักษาความชื้นในดิน

เรื่องของปุ๋ย นอกจากปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักแล้ว เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนชา ช่วยทำให้ทุเรียนเจริญเติบโตเร็ว คุณกฤษณ์ วงษ์วิทย์ เกษตรกรที่ตำบลแสลง อำเภอเมือง จันทบุรี ปลูกทุเรียนอายุได้ 4 ปี ก็สามารถไว้ผลผลิตได้แล้ว

ทุเรียนปลูกได้ในหลายพื้นที่ เพียงแต่ต้องมีน้ำให้ และดูแลเอาใจใส่ตอนเล็กๆดูแล้วเหมือนยุ่งยาก แต่หากเอาใจใส่ ถือว่าคุ้ม ไม่ต้องลงทุนซื้อต้นใหม่ไม้ผลอื่นๆ ในหน้าแล้ง หากคลุมโคลน รดน้ำให้ก็จะเจริญเติบโตเร็วอย่างเห็นได้ชัด เกษตรกรที่ไม่มีระบบน้ำ การคลุมโคนก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง

Cr. ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพบางส่วนจาก : technologychaoban , คุณ กฤษณ์ วงษ์วิทย์

การปลูกไม้ผลในกระถาง

ประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นสังคมเกษตรกรรม คนไทยจึงผูกพันในการเกษตรมาเป็นเวลาช้านาน อันเห็นได้จากวิถีชีวิตของคนไทย ที่ยึดถืออาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลาเป็นอาหารในครัวเรือน หากเหลือก็ยังได้เผื่อแผ่ไปให้เพื่อนบ้าน ขาย หรือแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนต้องการ

ผิดกับในปัจจุบันที่จำนวนประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิถีชีวิตของผู้คนได้เปลี่ยนไป เป็นการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม กอปกับพื้นที่ทางการเกษตรลดน้อยลง กลายเป็นบ้านจัดสรรไปก็มาก ผู้คนใช้ขีวิตอย่างเร่งรีบไปไม่มีเวลาปลุกพืชผักไว้กินเอง จำเป็นต้องซื้อหาแทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในผักที่ทำให้เจ็บป่วยได้

จะเป็นเรื่องดีแค่ไหนถ้าพวกเราสามารถปลูกผัก ผลไม้ในภาชนะที่ปลอดภัยจากสารเคมีไว้รับประทานกันในครัวเรือน เป็นการเดินตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงที่ดีอีกทางหนึ่ง

ประโยชน์ของการปลูกไม้ผลในภาชนะ
–ใช้พื้นที่น้อย สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย
–เจริญเติบโตได้เร็วกว่าปลูกลงดิน ให้ผลผลิตเร็ว
–ง่ายต่อการดูแลรักษา
–ควบคุมคุณภาพ และรสชาติได้ ดีกว่าปลูกลงดิน
–ใช้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน
–มีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน

ชนิดของไม้ผลที่ปลูกในภาชนะ
ลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ มะนาว องุ่น เมล่อน ชมพู่ เชอร์รี่ มะเฟือง ฯลฯ

ภาชนะที่ใช้ปลูก
–วัสดุที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น ปีบ กะละมัง ถังน้ำ ตุ่มใส่น้ำ ตุ่มกรองน้ำ หม้อต่างๆ ยางรถยนต์ ฯลฯ
–กระถางพลาสติก กระถางดินเผา กระถางโอ่งมังกรราชบุรี วงบ่อซีเมนต์ ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยนั้นมักจะมีสายเลือดเกษตรอยู่ในตัวไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็อยากจะมีสวนเกษตรเป็นของตัวเองโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีสิ่งดีๆมานำเสนอด้วยเช่นกันซึ่งนั้นก็เป็นการปลูกผลไม้ในภาชนะซึ่งจะไม่ว่าจะเป็นการปลูกในกระถางหรือแข่งต่างๆโดยสิ่งที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้ก็เป็นข้อมูลจาก อาจารย์รัฐพล ฉัตรบรรยงค์ สังกัดภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาวิจัย เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว

หลังจากที่ได้มีการวิจัยและศึกษาได้มาก็ได้มีการพบว่าไม้ผลเมืองร้อนนะสามารถปลูกในภาชนะได้อย่างรักหลายชนิดหรือจะเป็นไม้ผลกระถางหรือปลูกในเข่งก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าก็มีคนสนใจไม่น้อยใช่ไหมล่ะคะในการปลูกผลไม้ในกระถางเพราะว่าใช้พื้นที่น้อยในการปลูกอีกครั้งในปัจจุบันนั้นสังคมและเศรษฐกิจนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากคนที่อาศัยอยู่ในเมืองค่อนข้างดีมีพื้นที่จำกัดจึงทำให้ยากต่อการปลูกไม้ผลต่างๆ

จึงทำให้อาจารย์ รัฐพล ได้ศึกษาในการปลูกไม้ผลในภาชนะขึ้นก็มีการค้นพบว่ามันสามารถปลูกได้ดีและสามารถควบคุมการดูแลได้ดีกว่าการปลูกแบบทั่วไปอีกด้วยเหมาะอย่างมากสำหรับคนที่อยากจะปลูกไว้ที่บ้านซึ่งหากใครจะทำในกรณีการค้าก็สามารถทำได้แต่อาจจะไม่ได้ผลผลิตมากเท่ากับการปลูกลงดินซึ่งอาจารย์ก็มีข้อดีและข้อเสียมาฝากด้วยเช่นกัน

ข้อดี ของการปลูกไม้ผลในภาชนะ
-ปลูกได้ในพื้นที่จำกัด
-สามารถปลูกได้กับผลไม้หลากหลายชนิด
-ไม่มีปัญหาเรื่อสภาพดินที่ใช้ปลูก
-สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย
-ควบคุมปริมาณน้ำและธาตุอาหารได้สะดวก
-ออกดอกเร็วและง่ายกว่าการปลูกลงดิน
-ขนาดทรงพุ่มเล็กทำให้ดูแลได้สะดวก

ข้อด้อย ของการปลูกไม้ผลในภาชนะ
-ให้ผลผลิตต่อต้นน้อย
-ต้องมีการเปลี่ยนวัสดุปลูกเป็นระยะ ๆ
-ต้องให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ
-ไม้ผลบางชนิดไม่เหมาะที่จะนำมาปลูก เช่น กล้วย ขนุน ทุเรียน มะพร้าว ขนุน เป็นต้น
-มีการลงทุนค่อนข้างสูงในระยะแรก