กล้วยตัดใบแหล่งใหญ่ของประเทศที่ สุโขทัย พื้นที่ปลูกนับ 10,000 ไร่ ก้าวไกลสู่ตลาดโลก

ใครจะไปคิดว่าใบตองที่เห็นจนคุ้นตาจะมีปริมาณการใช้มากจนสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างอาชีพได้  ยิ่งไปกว่านั้นใครจะไปคิดใบตองธรรมดาๆนี่แหละ  จะกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะว่ากันไปแล้วการปลูกกล้วยตัดใบเพื่อขายเป็นใบตองดูจะเป็นพืชนอกความสนใจหรือพืชนอกสายตาของใครหลายคน แต่ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ชาวบ้านที่นี่ยึดอาชีพปลูกกล้วยตานีขายใบกันมานานร่วม 40-50 ปีแล้ว สืบทอดอาชีพกันจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 10,000 ไร่ เลยทีเดียว นับเป็นแหล่งปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขายแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีการปลูกกันมากในเขต ต.บางยม ย่านยาว ปากน้ำ ท่าทอง เมืองและคลองกระจง โดยเฉพาะในเขต ต.คลองกระจงมีพื้นที่มากที่สุดกว่า 8,000 ไร่ ไม่ธรรมดาจริงๆ ค่ะ

กล้วยตานีเป็นกล้วยป่าชนิดหนึ่ง ใบมีลักษณะสวย มันเงา ขนาดใบยาว กว้างและเหนียว ในอดีตนิยมนำใบกล้วยตานีมามวนบุหรี่และใช้ทำภาชนะบรรจุอาหาร ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของใบกล้วยตานีจึงนำมาใช้เพื่อห่อขนมต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนของปลี หยวกและผลอ่อนก็นำมาประกอบอาหาร แต่ผลแก่ไม่นิยมรับประทานเพราะมีเมล็ดมาก มีข้อสันนิษฐานว่ากล้วยตานีน่าจะนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้น หรือช่วงที่คนไทยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่สุโขทัย ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จังหวัดสุโขทัยจะมีการอนุรักษ์และกลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยตานีมากที่สุดของประเทศ

กล้วยตานีที่ใช้ตัดใบได้จะมี 3 ชนิด คือ กล้วยตานีป่า กล้วยตานีหินและกล้วยตานีหม้อ แต่ชนิดที่นิยมปลูกกันมากจะเป็นกล้วยตานีหม้อเพราะทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ หาอาหารเก่ง สามารถเก็บน้ำได้มากถึง 3-5 ลิตร จุดเด่นของใบตองคือ ใบมีขนาดใหญ่และหนา ใบเหนียว ไม่แตกง่าย มีกลิ่นหอมถ้าถูกความร้อนไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยน

เยี่ยมสวนกล้วยตานี…กับการผลิตใบตองคุณภาพ

ป้อนทั้งในและต่างประเทศของ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ

กล้วยตานีที่นี่จะมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั้งปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน รั้วสวน ปลูกแซมในสวนไม้ผลไปจนถึงปลูกเป็นสวนเดี่ยวเชิงธุรกิจ โดยผู้ที่เป็นแกนนำก็คือ คุณบุญชอบ เอมอิ่ม ซึ่งทำสวนมะยงชิด มะปรางหวานเป็นไม้ผลหลัก ประมาณ 30 ไร่ และปลูกกล้วยตานีแซมในสวนไม้ผล คุณบุญชอบนับเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่พัฒนาการเกษตรจนได้รับตำแหน่งต่างๆมากมาย อาทิ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ปี 2553 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 6 ด้านเกษตรกรรม ประจำปี 2552 จาก กระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งยังได้ปริญญาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ม.เชียงใหม่

นอกจากนั้นได้ริเริ่มประดิษฐ์ “สามล้อเกษตรอเนกประสงค์” ได้รับรางวัลเป็นผู้อนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านเครื่องมือดีเด่นเป็นต้นแบบขยายผลไปสู่เครือข่ายอย่างกว้างขวาง ผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สวนของบุญชอบ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในลักษณะสวนไม้ผลผสมผสาน ที่ดำเนินงานตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของกรมการศึกษานอกโรงเรียน และเป็นศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านกรงทอง ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัยที่มีผู้สนใจเข้ามาดูงานทั้งภาครัฐ เอกชนจนถึงเกษตรกรมาศึกษาดูงานอยู่ไม่ขาด

ในส่วนของกล้วยตานีคุณบุญชอบพยายามที่จะปลูกกล้วยตานีเพื่อให้ได้ใบตองที่มีคุณภาพ ยกระดับใบตองของที่นี่ให้มีคุณภาพสูง จนปัจจุบันนอกจากการจำหน่ายใบตองป้อนตลาดในประเทศแล้ว กลุ่มนี้ยังรวบรวมผลผลิตให้กับบริษัทส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งกล้วยตัดใบที่จะส่งออกได้ต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และสมาชิกต้องผ่านการอบรมการผลิตใบกล้วยที่ถูกต้อง ปัจจุบันมีสมาชิกราว 40-50 คน พื้นที่รวมประมาณ 600 ไร่ การผลิตใบกล้วยส่งตลาดต่างประเทศแม้จะได้ราคาสูงกว่าป้อนตลาดในประเทศแต่คุณภาพของใบกล้วยที่กำหนดไว้ค่อนข้างสูงก็นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านไม่ค่อยให้ความสนใจกับการผลิตเพื่อส่งออก แต่คุณบุญชอบก็ยังเดินหน้าที่จะส่งเสริมให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการผลิตใบตองคุณภาพเพื่อความยั่งยืนของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ยังสามารถขยายตลาดได้อีกมากและจะเป็นตลาดรองรับผลผลิตที่มีศักยภาพในอนาคต

การปลูกและการดูแลกล้วยตานีเพื่อตัดใบตองขายทำกันอย่างไร

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าการปลูกกล้วยตานีของที่นี่จะมีทั้งที่ปลูกเป็นพืชเดี่ยวและปลูกเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล กล้วยตานีจึงเป็นทั้งพืชสร้างรายได้หลักและพืชสร้างรายได้เสริม สำหรับสวนคุณบุญชอบนั้นจะปลูกกล้วยตานีแซมในสวนไม้ผล โดยใช้ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 180 ต้นต่อไร่ ถ้าปลูกเชิงเดี่ยวหรือระยะของไม้ผลกว้างมากก็อาจปลูกในระยะ 2.5×2.5 เมตร หรือ 240 ต้นต่อไร่

คุณบุญชอบบอกว่า กล้วยตานีปลูกและดูแลเหมือนการปลูกกล้วยทั่วไป โดยหลังปลูกแล้วประมาณ 6-8 เดือนจะใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 200 กก./ไร่/ปี และให้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในช่วงเร่งการเจริญเติบโตประมาณ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ มีการพรวนดินแปลงปลูกปีละ 1 ครั้ง กำจัดวัชพืชปีละ 2 ครั้ง ช่วงหน้าแล้งจะมีการให้น้ำเดือนละครั้ง หลังปลูกไปได้ 6-8 เดือน ก็เริ่มตัดใบขายจนกระทั่งกล้วยเริ่มออกปลี จึงตัดต้นแม่ทิ้ง ปล่อยให้หน่อลูกข้างต้นแม่ขึ้นมาแทน กล้วยตานีที่ปลูกในครั้งแรกจะตัดใบได้ประมาณ 24 ใบต่อต้น พอเข้าปีที่ 2 หน่อลูกที่เจริญขึ้นมาแทนต้นแม่ก็จะสามารถตัดใบขายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 เท่าของปีแรก ในปีที่ 3 หน่อลูกจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่จะต้องควบคุมให้หน่อกล้วยตานีต่อกอไว้ประมาณ 5-7 ต้น หากไว้มากเกินไปจะทำให้ใบตองมีขนาดเล็กและคุณภาพของใบกล้วยลดลง นอกจากนี้ควรจะมีการตัดแต่งใบที่เน่าเสีย ใบที่ฉีกขาดหรือไม่มีคุณภาพทิ้งอยู่เสมอ จะช่วยให้กล้วยตานีแตกใบใหม่ที่สวยและมีคุณภาพ

ปัญหาของกล้วยตานีไม่ต่างจากกล้วยชนิดอื่น โรคที่พบส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรคตายพราย กล้วยจะมีอาการใบเหลือง ไหม้ ต้นเน่า ยืนต้นตาย ส่วนแมลงที่พบส่วนใหญ่ก็จะมีด้วงงวงเจาะลำต้น แต่ก็ไม่รุนแรงและชาวสวนก็จะใช้วิธีตัดใบที่เป็นโรคทิ้งมากกว่าการใช้สารเคมี นอกจากนี้ก็จะมีปัญหาใบตองแตกในช่วงเดือน มีนาคม-พฤษภาคม เนื่องจากพายุลมร้อน

รายได้จากการขายใบตองกล้วยตานีน่าสนใจแค่ไหน

สำหรับรายได้จากการปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบนั้น ถ้าเป็นการปลูกกล้วยเชิงเดี่ยวบนพื้นที่ 1 ไร่ หากสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากใบกล้วยได้เต็มที่โดยกล้วยไม่เสียหายจากโรค-แมลงหรือภัยธรรมชาติ ชาวสวนจะมีรายได้ประมาณ 8,000-10,000 บาทต่อไร่ แต่ถ้าเสียหายรายได้ก็จะลดลงเหลือประมาณ 4,000-5,000 บาท/ไร่ โดยต้นทุนการดูแลจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 บาท/ไร่ เป็นค่าการจัดการในสวน เช่น การจ้างแรงงานทำความสะอาดแปลง ตัดหญ้า สางใบ ค่าปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี ค่าน้ำมัน(สำหรับเครื่องสูบน้ำ) ผลตอบแทนจะมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงที่สุด เสียหายน้อยที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดนั่นเอง

คุณภาพของใบตองแบบไหนที่ตลาดต้องการ

ใบกล้วยตานีที่มีคุณภาพดีเหมาะแก่การทำใบตอง คือ ใบฉะหลาบ หรือใบที่ถัดลงมาจากยอดหรือใบเทียนลงมาประมาณ 1-2 ใบ ซึ่งเป็นใบกล้วยที่มีลักษณะอ่อนกำลังดี เหมาะแก่การใช้ห่อหุ้มสำหรับทำขนมหรือห่อหุ้มสิ่งของต่างๆ เป็นใบที่มีความสวยงาม สมบูรณ์และมีคุณภาพที่ดี โดย ใบเทียน ก็คือใบที่เราเห็นมีลักษณะม้วนเหมือนเทียนอยู่บริเวณตรงกลางยอดนั่นเอง โดยใบที่มีคุณภาพสำหรับป้อนตลาดต่างประเทศจะเป็นใบรองเทียนซึ่งก็จะเป็นใบที่อยู่ล่างลงมาจากใบเทียน ถ้าเป็นใบตองที่ส่งตลาดต่างประเทศ ต้องคัดใบที่มีความสวยงาม ความกว้างของใบจะมี 2 ขนาด คือ ความกว้าง 8-12 นิ้ว และ ความกว้างใบ 10-14 นิ้ว ไม่จำกัดความยาว ไม่ฉีกขาดเกิน 3 แฉก ส่วนใบที่ส่งตลาดในประเทศคุณภาพจะต่ำกว่าที่ส่งตลาดต่างประเทศ แต่ก็จะเป็นใบที่มีความสมบูรณ์ สวยงามเช่นกัน

การตัดใบตองเพื่อจำหน่ายนั้นจะนิยมตัด 2 ช่วง ถ้าช่วงเช้าก็ประมาณ 10.00 น. ช่วงเย็น 15.00 -18.00 น. เพราะใบกล้วยที่ตัดในช่วงดังกล่าวจะเป็นใบที่ค่อนข้างแห้ง ไม่มียางหรือน้ำค้างไหลออกมาทำให้ใบตองเปรอะเปื้อน หลังตัดแล้วจะนำใบมารวบรวมไว้ในร่มก่อน จากนั้นนำไปกรีดส่วนที่เป็นใบออกจากก้านใบ นำมาวางซ้อนกันแล้วพับ 3 พับ ซ้าย ขวาและกลาง แล้วรดน้ำเพื่อคลายความร้อนและสร้างความชุ่มชื้นให้กับใบในยามค่ำคืน รุ่งเช้าก็จะนำใบตองมาพับเป็นมัดๆละ 5 กิโลกรัมเพื่อส่งตลาด

ผลผลิตป้อนทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับผลผลิตใบตองที่ ต.คลองกระจงนี้ จะมีการตัดใบตองส่งขายทุกวัน เฉลี่ยวันละ 20-30 ตัน โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะขายตลาดในประเทศ ใบตองที่นี่จะคัด 3 เกรด เกรด A ซึ่งเป็นใบค่อนข้างใหญ่ ไม่มีตำหนิ ก็จะส่งตลาดต่างประเทศเพื่อป้อนให้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เกรด B จะป้อนตลาดค้าส่งในกรุงเทพฯ ส่วนเกรด C จะป้อนตลาดภาคเหนือและอีสาน โดยราคารับซื้อใบตอวจะอยู่ที่ 3-4 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนตลาดต่างประเทศราคาจะสูงกว่าถึง 2 เท่าตัว

นอกจากกล้วยตานีจะใช้ประโยชน์จากใบกล้วยเป็นหลักแล้ว ส่วนอื่นๆก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าได้เช่น กล้วยตานีที่ออปลีหรือเครือแล้วก็จะหมดอายุสำหรับการตัดใบ สามารถเก็บผลกล้วยอ่อนและปลีกล้วยจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท ส่วนของลำต้นก็นำไปลอกออกเป็นกาบเพื่อทำเป็นเชือกปอกล้วย จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งนำไปใช้ทำเครื่องจักสานจากเชือกกล้วยเพิ่มมูลค่าได้อีกมากทีเดียว

กล้วยตานีเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ที่ดีไม่แพ้พืชอื่นอีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก หลายคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของพืชชนิดนี้ แต่ตลอดระยะเวลานานนับ 40-50 ปี ชาวบ้าน ต.คลองกระจงและพื้นที่ใกล้เคียงต่างยึดมั่นในอาชีพปลูกกล้วยตานีเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีและเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้กับชาวบ้านที่นี่

ข้อมูล คุณบุญชอบ เอมอิ่ม 147 ม.5 บ้านกรงทอง ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย 64110 โทร.081-8881739 และ 081-8884639 ใครสนใจติดต่อคุณบุญชอบได้เลยนะคะ

cr. กลุ่มเกษตรก้าวใหม่ by Rakkaset Nungruethail   (คุณหนึ่ง)   บรรณาธิการ หนังสือรักษ์เกษตร

“มะนาว” ในโอ่ง ลดต้นทุน ดูแลง่าย แถมบังคับออกผลเก็บขายนอกฤดูได้

ปัจจุบันนี้ หลายคนสนใจปลูกมะนาวเป็นงานอาชีพ หรือเป็นงานอดิเรกในยามว่าง โดยปลูกต้นมะนาวลงดิน บางคนนิยมปลูกต้นมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ในวันนี้ขอนำเสนอการปลูกมะนาวในโอ่ง เป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับผู้สนใจปลูกมะนาว

ข้อดีของการปลูกมะนาวในโอ่ง คือ สามารถเคลื่อนย้ายหรือยกไปปลูกที่อื่นได้ วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ต้นมะนาวสามารถเจริญเติบโตได้ดี ดูแลรักษาง่าย ใส่ปุ๋ยและให้น้ำเช่นเดียวกับการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ และสามารถบังคับให้มะนาวติดดอกออกผลนอกฤดูได้ด้วย

การเลือกโอ่ง
การเลือกโอ่งเป็นภาชนะปลูก แนะนำให้เลือกโอ่งที่ใส่ดินปลูกได้ 5-10 ปี๊บ ด้านข้างสูงจากก้นโอ่งขึ้นมา 2-3 นิ้ว จะเจาะรูขนาด 1/2-2 นิ้ว หรือขนาดเท่ากับผลมะนาว 2-3 รู เพื่อให้เป็นช่องทางระบายน้ำ จากนั้นนำกาบมะพร้าวสับมารองก้นโอ่ง สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือสูง 4-6 นิ้ว เพื่อให้ก้นโอ่งโปร่ง จากนั้นนำดินปลูกที่มีส่วนผสมของ ดิน 1 ส่วน ใบไม้แห้ง 2 ส่วน และปุ๋ยคอกแห้ง 1/2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วใส่ลงในโอ่งส่วนหนึ่ง

การปลูกมะนาวในโอ่ง สามารถปลูกมะนาวได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมะนาวแป้นรำไพ ตาฮิติ มะนาวด่านเกวียน ฯลฯ เมื่อได้ต้นพันธุ์มะนาวคุณภาพดีมาแล้ว ให้นำต้นพันธุ์มะนาวลงปลูก แล้วใส่ดินปลูกเติมลงไป โดยให้มีพื้นที่เหลือสูงถึงปากโอ่ง ประมาณ 2 ฝ่ามือ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

การเตรียมปุ๋ยขี้หมู
การเตรียมปุ๋ยน้ำมูลหมู ซื้อมูลหมูแห้งจากแหล่งจำหน่าย เช่น จากแหล่งที่มีการทำบ่อก๊าซชีวภาพ หรือจากฟาร์มเลี้ยงหมู มูลหมูแห้งบรรจุในถุงกระสอบปุ๋ย หนัก 15 กิโลกรัม จะซื้อในราคาเฉลี่ย 60 บาท ต่อถุง ถ้ามูลหมูแห้งที่ไล่ก๊าซออกแล้วเมื่อนำมาหมักน้ำจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าเป็นมูลหมูแห้งชนิดที่ไม่ไล่ก๊าซออก เมื่อนำมาหมัก น้ำจะมีกลิ่นเหม็น

วิธีการทำปุ๋ยน้ำมูลหมู จะใช้อัตราส่วนผสมดังนี้ นำมูลหมูแห้ง 1 กิโลกรัม ใส่ในถังพลาสติก แล้วเติมน้ำลงไป 10 ลิตร นำไม้มากวนหรือคนให้ทั่ว ปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน

การใช้ปุ๋ยน้ำมูลหมู ถ้าราดโคนต้นจะนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 10 ส่วน กวนหรือคนให้ทั่ว นำไปราดรอบโคนต้น อัตรา 2 ลิตร ต่อต้น จากนั้นฉีดพ่นทางใบ โดยนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 20 ส่วน กวนหรือคนให้ทั่ว กรองเอากากออก เทใส่ภาชนะ นำไปฉีดพ่นทางใบรอบทรงพุ่ม ระยะเวลาในการราดโคนต้นและฉีดพ่นทางใบ จะทำ 15-30 วัน ต่อครั้ง

การดูแลหลังปลูก
นอกจากใส่ปุ๋ยน้ำมูลหมูแล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ ในอัตรา 1 ช้อนแกง หรือ 1 กำมือ ต่อต้น ต่อเดือน โดยโรยปุ๋ยรอบโคนต้นแล้วกลบ รดน้ำให้ชุ่ม และรอบโคนต้นมะนาวสามารถปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเมื่อพรวนดินกลบต้นถั่วจะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย นอกจากนี้ จะต้องคอยสังเกตติดตามตรวจตราและป้องกันกำจัดโรค แมลง อย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้มาทำลายผลผลิตมะนาว

การปลูกมะนาวนอกฤดูในโอ่ง
การปลูกมะนาวนอกฤดูในโอ่ง แนะนำให้ใช้พลาสติกปิดคลุมรอบโคนต้นมะนาว และรอบปากโอ่ง จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 5-10 วัน เพื่อให้ต้นมะนาวขาดปุ๋ยและน้ำหรือสังเกตเห็นว่าใบเริ่มเหี่ยวก็จะเปิดพลาสติกออก จากนั้นก็จะบำรุงต้นโดยการให้น้ำและปุ๋ย

ส่วนปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยน้ำมูลหมูที่ผสมตามอัตราส่วน นำไปราดโคนต้นและฉีดพ่นทางใบให้รอบทรงพุ่ม จะทำทุก 15-30 วัน ต่อครั้ง นอกจากนี้ ก็จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 1 กำมือ ต่อต้น ทุกเดือน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การปลูกมะนาวในโอ่งปุ๋ยและน้ำที่ใส่ลงไป ต้นมะนาวจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต

การผลิตมะนาวนอกฤดู แนะนำให้เริ่มทำตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพื่อให้ต้นมะนาวติดดอกออกผล ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน เพื่อได้เก็บผลมะนาวไว้บริโภคในครัวเรือนหรือนำออกขายในช่วงฤดูแล้งพอดี

การปลูกมะนาวในโอ่ง ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต สามารถบังคับให้มะนาวติดดอกออกผลนอกฤดูได้ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่เล็กน้อยจะใช้เวลาในยามว่างปลูกมะนาวเป็นงานอดิเรก 1-2 โอ่ง เพื่อเก็บผลมะนาวไปบริโภคในครัวเรือน เป็นการเลือกใช้วิถีแบบพอเพียงในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เพื่อลดรายจ่าย ส่วนผู้ผลิตในเชิงธุรกิจสามารถนำวิธีเดียวกันไปผลิตมะนาวนอกฤดู เพื่อให้ได้ผลมะนาวพอกับความต้องการของผู้บริโภค เป็นการเสริมสร้างให้มีรายได้ต่อเนื่องทั้งปี

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

วิธีปลูก “ผักชี” 45 วัน เก็บเกี่ยวและส่งขายได้ สร้างรายได้ดี

ผักชีเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ใช้เวลาปลูก และเติบโตประมาณ 40-60 วันเท่านั้น พันธุ์ผักชีที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยคือ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำ และผักชีพันธุ์ไต้หวันเป็นต้น การปลูกผักชีทำได้ไม่ยากเพราะเป็นพืชที่สามารถขึ้นในดินได้แทบทุกชนิด และในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาปลูกผักชีแบบไม่ใช้ดินอีกด้วย

วิธีปลูกผักชี
1 วิธีการปลูกผักชี เริ่มจากการเตรียมดินเพื่อปลูกผักชีก็เหมือนกันการเตรียมดินเพื่อปลูกผักอื่นๆ ทั่วไปโดยการขุดหรือไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากทิ้งไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วพรวนดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

2 ซึ่งแปลงปลูกผักชีเพื่อการเกษตรกรรมมีหลายแบบ ทั้งแบบที่ยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ หรือจะปลูกผักชีในแปลงที่เป็นท้องนาก็ได้ หากปลูกในปริมาณที่ไม่มากเป็นผักสวนครัวไว้เพื่อรับประทานกันเองในบ้าน ก็อาจเตรียมที่ว่างไว้ไม่มากนักหรือปลูกใส่กระถาง

3 ผักชีเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ก่อนปลูกผักชีจึงต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้พร้อม โดยการนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดให้แตกออกเป็นสองซีก แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดผักชีที่แช่น้ำแล้ว นำมาผึ่งลมก่อนผสมกับทรายหรือขี้เถ้าเล็กน้อย รอให้เมล็ดงอกแล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้ โดยก่อนปลูกผักชีต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง จากนั้นนำเมล็ดมาหว่านลงในแปลง กลับด้วยดินแบบบางๆ จากนั้นคลุมด้วยหญ้าแห้งหรือฟางเพื่อป้องกันต้นอ่อนของผักชีจากแสงแดดและรักษาความชื้นของผิวดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง

การให้น้ำ
การให้น้ำ ผักชีถึงแม้จะพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ผักชีไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้นควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและเย็น อย่าต้องอย่าให้มากเกินไปจนโชก เพราะผักชีอาจเกิดโรครากเน่าได้

การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยให้กับต้นผักชีมีอยู่หลายแบบด้วยกัน นอกจากการผสมปุ๋ยในดินก่อนปลูกแล้ว เมื่อผักชีแตกใบให้ใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าอยากจะเร่งให้ผักชีงามเร็ว ก็ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 1 ปีบฉีดพ่น
หรือใส่ปุ๋ยสูตร 12-4-4 ในอัตรา 100 กก.ต่อไร่ เมื่อต้นสูงได้ประมาณ 5 เซนติเมตร
หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20 กก.ต่อไร่ โดยใส่ 2 ครั้งคือ เมื่อผักชีอายุได้ 15 วันและ 30 วัน

และต้องคอยดูแลถอนวัชพืชทิ้ง อีกอย่างคือถ้าต้นผักชีขึ้นหนาแน่นเกินไปก็ต้องถอนทิ้งเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้นเน่าและอาจลุกลามไปทั่วทั้งแปลงได้

การเก็บเกี่ยวผักชี
การเก็บเกี่ยวผักชีจะทำการเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 45 วัน วิธีการเก็บเกี่ยวให้รดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้ดินอ่อนตัวสามารถถอนต้นผักชีได้ง่าย จากนั้นให้ถอนต้นผักชีด้วยการดึงออกมาทั้งลำต้นและราก นำมาล้างเอาดินออกตกแต่งด้วยการเด็ดใบที่เสียหรือเหลืองทิ้ง ผึ่งลมให้แห้งผักชีที่มีความสมบูรณ์ทั้งใบ และราก รากไม่ขาดจะจำหน่ายได้ในราคาดี

โรคและแมลงศัตรูพืชของผักชี
แมลงที่ทำความเสียหายกับผักชี คือเพลี้ย ส่วนโรคผักชีที่พบบ่อยและทำความเสียหายให้กับการปลูกผักชีเป็นอย่างมาก คือโรคเน่าที่ใบและโคนต้น ซึ่งสามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการฉีดพ่นยาแมนโซเซป (Mancoaeb-M45)และอีกโรคคือ โรคใบไหม้ ซึ่งทำให้เกิดใบเสียหายต้องเสียเวลาคัดทิ้งและทำให้ราคาตก โรคนี้ป้องกันกำจัดด้วยการฉีดพ่นยามาเนปหรือยาแคปเทน

การขายผักชี
ผักชีเป็นผักที่เป็นที่ต้องการในตลาดสูง และเป็นผักที่ขายได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี และขายได้ราคาค่อนข้างดี ซึ่งการขายนั้น ให้เริ่มเก็บเกี่ยวผักชีเมื่อผักชีอายุประมาณ 45 วัน ซึ่งก่อนที่เราจะทำการเก็บเกี่ยว เราจะต้องรดน้ำให้ชุ่มแปลงดินเสียก่อน เพื่อทำให้การถอนผักชีง่ายขึ้น และทำให้ต้นผักชีไม่ขาดอีกด้วย ซึ่งการเก็บเกี่ยวผักชีนั้น ให้เราใช้มือจับที่โคนรากแล้วดึงขึ้นมา สะบัดดินออก และน้ำไปล้างน้ำ ให้คัดใบที่เน่าออก หรือใบสีเหลืองๆ ออก และนำมามัดเป็นกำๆ นำใส่ลงตะกร้าเพื่อทำการขนส่งนำไปขายต่อไป ซึ่งต้นผักชีที่เป็นสีเขียวสม่ำเสมอจะขายได้ราคาดี

และผักชีจะมีราคาดีที่สุดช่วงหน้าฝนครับ เหตุเนื่องจากผักชีเป็นพืชอวบน้ำ จึงบอบช้ำได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกโดนต้น ทำให้ต้นช้ำ และยิ่งถ้าฝนตกช่วงสายๆ หรือฝนตกตอนกลางวัน ซึ่งหลังจากฝนตกแล้ว แดดจะออกทำให้ต้นผักชีเน่า ผักชีจึงเสียหายได้มาก และทำให้ผักชีมีราคาแพงในหน้าฝนนี่เอง ซึ่งเราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการใช้เชื้อราไตโครเดอร์มา หรือเชื้อราคีโตเมียม ฉีดพ่นเพื่อลดอาการเน่า หรือใช้น้ำปูนขาวที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มาปรับสภาพดิน เพราะว่าเชื้อราชชอบความเป็นกรด เมื่อมีน้ำปูนขาวซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้เชื้อราหยุดการเจริญเติบโตเ ซึ่งถ้าเราพบว่าผักชีต้นไหนเป็นเชื้อรา เราควรที่จะรีบถอนทิ้งออกจากแปลงทันที แต่ถ้าผักชีขึ้นแน่หนาเกินไป เราก็ควรที่จะถอนทิ้งเหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุของต้นเน่า และอาจจะลุกลามไปทั่วแปลง ถ้าเราไม่มีการดูแลที่ดี

สำหรับช่องทางการการขายผักชีนะครับ
1 ขายเหมาให้พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อขายกันเป็นประจำ
2 ขายปลีกวางขายเองหน้าบ้าน หรือวางขายตามตลาดนัด

สูตรเร่งดกมะละกอ ด้วยไข่ 1 ใบ ให้ต้นงามใบสวย ช่วยให้ผลดก

สูตรเร่งดกมะละกอ ด้วยไข่ 1 ใบ ให้ต้นงามใบสวย ช่วยให้ผลดก

ส่วนผสม
ไข่ 1 ใบ น้ำ ป ล า ร้ า 1 ช้อน

วิธีทำ
นำไข่ 1 และ เปลือกไข่ 1 ใบ ผสมกัน

ผสมน้ำปลาร้า 1 ช้อน

ผสมกันอีกครั้ง

นำส่วนผสมที่ไปใช้งาน ด้วยการไปผสมกับน้ำ 10 ลิตร

ไปรดรอบต้นมะละกอ โดยห่างจากต้น ประมาณ 40 ซม. โดยรดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง ช่วยบำรุงต้น ให้ใบเขียวต้นงาม ทำให้ผลผลิตดก

สมุนไพร ใบมะกรูด แก้ความดันสูง

นับว่าเป็นข่าวดีมากๆ สำหรับคนที่กำลังป่วยเป็นความดันสูง เมื่อนักวิชาการเภสัชฯ ท่านหนึ่งได้ค้นพบ สมุนไพรที่สามารถ แก้ความดันสูงได้

ซึ่งพบได้จากกรณีที่ชายคนหนึ่งความดัน 200/110 ต้องกินยาฝรั่งมา15 ปีแล้ว เพราะเคยเส้นเลือดในสมองตีบ และเป็นอัมพฤกษ์ แต่หลังจากกินสมุนไพรตัวนี้ ได้ 3 วัน

วัดความดันได้ 108/52 ไม่ต้องกินยาตลอดชีวิต ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ วันนี้จึงอยากเเบ่งปัน สูตรวิธีทำยาสมุนไพรดังกล่าว ดังนี้

ใบมะกรูดใบเขียวแก่ๆ 9 ใบ
1. น้ำ 3 แก้ว ต้มในน้ำเดือดประมาณ 15 นาที จะได้น้ำชาใบมะกรูด 1 แก้ว

2. อย่าเพิ่งดื่มทันที เพราะมันจะร้อน ปล่อยทิ้งไว้สักพัก

3. ดื่มเช้า และ เย็น จะเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงใน3วัน

ใครที่สนใจก็ลองเอาไปทำดูนะ ถ้าดีแล้วบอกต่อเป็นบุญกุศล ให้คนที่กำลังป่วย ลองทำดื่มดู เพื่อเป็นวิทยาทานต่อไป

ใครที่เป็นอยู่แล้ว ก็ขอให้อาการดีขึ้น หายเป็นปกติ ในเร็ววัน ส่วนใครที่ร่างกาย ยังแข็งแรง ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะ

เพราะ ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ บอกต่อเพื่อแบ่งปัน เป็นวิทยาทาน และส่งต่อ ให้คนที่คุณรัก หรือคนที่กำลังเป็นโรคนี้ อยู่ให้ได้รู้ด้วยนะ

ปลาหลดเงินล้าน!!! วิธีการเลี้ยงปลาหลด ทั้งในบ่อดิน และบ่อซีเมนต์ (รายละเอียด)

ก่อนอื่นหลายคนไม่รู้ว่าปลาหลดก็สามารถเลี้ยงได้ เป็นปลาเศรษฐกิจตัวหนึ่งทีเดียวหากินยาก เนื้อแน่นรถชาติอร่อย สามารถนำไปทำอาหารได้ทั้งปิ้งย่าง และต้มแกง ไปดูวิธีเลี้ยงกันเลย

ปลาหลด เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันมานาน สามารถจับได้ทั่วไปในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ บึง หรือตามทุ่งนา ซึ่งเป็นปลาที่นิยมนำมาประกอบอาหารในรูปปลาสด ปลาตากแห้ง หรือทำปลาเค็ม เนื่องจากเนื้อลำตัวด้านข้างจะให้เนื้อแน่น ไม่มีก้าง เนื้อนุ่ม มีรสมัน โดยในช่วงฤดูฝนถึงปลายฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่จับปลาหลดมารับประทานมาก บางพื้นที่มีเกษตรกรนำมาจำหน่ายตามตลาดสด ตลาดหมู่บ้าน ซึ่งมีราคาประมาณ 50-120 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว

ผ.ศ. หทัยรัตน์ ยังกล่าวอีกว่าเราสามารถเลี้ยงปลาหลดได้ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์ โดยที่บ่อซีเมนต์ไม่ต้องมีความสูงมากก็ได้ เนื่องจากว่าปลาหลดเป็นปลาที่ไม่กระโดด อาจจะใช้บ่อซีเมนต์ที่มีความสูงเพียง 50 ซม. ก็เลี้ยงได้แล้ว ข้อดีของการเลี้ยงด้วยบ่อซีเมนต์นั้นจะทำให้เราสามารถควบคุมการหนีออกจากบ่อของปลาได้ เนื่องจากว่าปลาหลดจะไม่สามารถมุดหนีได้เหมือนกับบ่อดินทั่วไป

วิธีเลี้ยงปลาหลด

การเลี้ยงปลาหลด สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน และบ่อซีเมนต์ ขนาด 400x400x50-70 เซนติเมตร ผิวบ่อฉาบเรียบและทำให้ลาดเอียง ประมาณครึ่งบ่อ เพื่อให้ทรายปนดินเหนียว ใส่ผักบุ้งไว้เป็นร่มเงา เติมน้ำให้ท่วมดินทราย ประมาณ 40 เซนติเมตร ปล่อยปลาหลดขนาดความยาว 3-4 นิ้ว จำนวน 2,000-2,500 ตัวควรวางโพรงไม้ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาได้หลบอาศัย ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ต้องมีการเตรียมบ่อที่ดี เช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่น อาจมีการกันดินขอบบ่อโดยใช้มุ้งเขียว ล้อมขอบบ่อไว้

การเพาะและขยายพันธุ์ปลาหลดสามารถทำได้ด้วย 3 วิธี คือ

1การเพาะขยายพันธุ์แบบธรรมชาติ

นำพ่อแม่พันธุ์มาปล่อยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ อัตราพ่อแม่พันธุ์ตัวผู้/ตัวเมียที่ 1:2/ตารางเมตร

ปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์ และวางไข่เองตามธรรมชาติ

ทำการอนุบาลร่วมด้วยกับการเลี้ยงต่อไปในบ่อซีเมนต์

2การเพาะขยายพันธุ์แบบเลียนแบบธรรมชาติ

เข็มที่ 1 ผสม Suprefact 25 ไมโครกรัม/ปลาหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Motilium 10 มิลลิกรัม/น้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม

เข็มที่ 2 ใช้ Suprefact 50 ไมโครกรัม/ปลาหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Motilium 10 มิลลิกรัม/ปลาหนัก 1 กิโลกรัม

เข็มที่ 2 ฉีดห่างจากเข็มที่ 1 ประมาณ 6 ชั่วโมง

หลังการฉีดเข็มที่ 2 ประมาณ 12-14 ชั่วโมง พ่อแม่พันธุ์ปลาหลดจะเริ่มผสมพันธุ์ และวางไข่

หลังจากการฟักค่อยนำลูกปลาแยกมาอนุบาล และเลี้ยงต่อ

3การเพาะขยายพันธุ์แบบผสมเทียม

ฉีดฮอร์โมนเร่งความพร้อมของน้ำเชื้อตัวผู้ และการสุกของไข่ตัวเมีย ดังที่กล่าวในวิธีที่2

หลังจากฉีดฮอร์โมนเข็มที่ 2 แล้ว ประมาณ 14 ชั่วโมง ให้รีดไข่ และน้ำเชื้อมาผสมกันภายในภาชนะ

นำไข่ไปพักในบ่อฟักหรือบ่ออนุบาล

อนุบาล และเลี้ยงให้เติบโต

การอนุบาลลูกปลา

หลังการฟักออกจากไข่ของลูกปลาประมาณ 2-4 วัน จึงเริ่มให้อาหาร ด้วยการไข่แดงต้มสุกที่บดละเอียดสำหรับระยะ 3-7 วันแรก และให้ให้ไรแดง สำหรับระยะ 8-20 วัน พร้อมเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ จนลูกปลามีอายุได้ประมาณ 15-20 วัน จึงแยกเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ต่อไป

การเลี้ยงลูกปลาหลด

หลังจากอนุบาลลูกปลาหลดให้มีขนาดยาวประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้แยกลูกปลาออกมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ต่อ อัตราการปล่อยที่ 120-150 ตัว/ตารางเมตร

อาหารสำหรับการเลี้ยงปลาหลดในระยะนี้จะให้อาหารได้หลายชนิด อาทิ หนอนแดง ปลาบดสับ ไส้เดือน ลูกปลาขนาดเล็ก และให้ไรแดงร่วมด้วยเป็นระยะ

หลังจาการเลี้ยงไปแล้ว 6-8 เดือน จะสามารถจับปลาหลดส่งขายได้

วิธีให้อาหารปลาหลด

1หอยเชอรี่ นำมาทุบแยกเปลือก เนื้อหอย แล้วสับให้ละเอียด นำมากองไว้ ปลาหลดจะเข้ามากิน ควรสังเกตว่าปลาหลดกินเหยื่อหมดภายใน 2-3 วัน หรือไม่ ถ้ากินหมดให้เพิ่มอาหาร ถ้ากินเหลือควรลดอาหารลง พยายามอย่ากระทบกระเทือนบ่อปลาหลดจะตกใจหนี

2ไส้เดือน เป็นอาหารที่ปลาหลดโปรดปรานมากที่สุด จะให้ช่วงเย็น-ค่ำ ไส้เดือนจะเคลื่อนตัวตามผิวทราย ปลาหลด 1 ตัว จะกินไส้เดือน 1-2 ตัว ปลาจะอ้วน เกล็ดเป็นเงางาม

3อาหารสำเร็จรูป สามารถใช้อาหารเม็ดจมสำหรับกุ้งก้ามกราม จะทำให้ปลาหลดเจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน

การเลี้ยงใช้เวลา 6-7 เดือน จะได้ขนาดปลาหลดที่จำหน่าย ประมาณ 30-40 ตัว ต่อกิโลกรัม และอายุ 1 ปี สามารถเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้

เมนูจากปลาหลด

เมนูอาหารที่นิยมทำจากปลาหลด ได้แก่ ปิ้งปลาหลด แกงปลาหลด ปลาหลดทอดกรอบ ทอดปลาหลดแดดเดียว เป็นต้น

ทั้งนี้ บางพื้นที่จะไม่นิยมควักไส้ออก แต่จะนำไปประกอบอาหารทั้งตัว โดยเฉพาะเมนูการปิ้งย่าง เพราะปลาชนิดนี้ มีลำไส้น้อย แต่โดยทั่วไปคนในทุกภาคจะใช้วิธีควักไส้ออกก่อนนำไปปรุงอาหาร

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก

ขอขอบคุณที่มาจาก : siamtodaynews , newsliveth.com

10 ข้อ แนะนำ คนที่คิดจะเริ่มจะทำสวนครั้งแรก อ่านก่อนทำแล้วไม่มีเจ๊ง!!

อยากลาออกจากงานประจำมาทำสวนใช่มั้ย!

แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง จะไปทางไหน แถมมีคนตั้งมากมายที่ไปทำการเกษตรแล้วกลับเจ๊งไม่เป็นท่า ไม่เป็นไรวันนี้มี คำแนะนำ 10 ข้อ เพื่อป้องกันและจะได้เดินไปได้ถูกจุด แชร์บทความนี้เอาไปแปะไว้บนหน้าเฟสนะ จะได้อ่านหลายๆ ครั้ง จนเข้าใจอย่างแตกฉาน หรือถ้ามีเพื่อนอยากทำเกษตรเป็นอาชีพ แชร์ไปให้เขาอ่านด้วย แล้วจะได้เริ่มทำสวนสร้างรายได้ เป็นนายตัวเองอย่างที่ตั้งใจกันไว้สักที และแอดมินขอฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องรายได้จ้า

รายได้ทางเดียว

เหมือนมีหลอดไฟดวงเดียวในห้อง

แม้กำลังไฟจะแรงมาก

แต่ถ้าหลอดขาด ทั้งห้องก็มืดมิด

รายได้หลายทาง

เหมือนมีหลอดไฟหลายดวง

แม้แต่ละหลอดจะกำลังไม่แรงมาก

แต่ก็ส่องให้ห้องสว่างได้

และหากหลอดใดขาดลง

ข้อที่ 1 สวน ≠ หนี้

หลีกเลี่ยงการเริ่มต้นด้วยหนี้ หลายคนเริ่มทำสวนด้วยการกู้หนี้ยืมสิน แต่เมื่อถึงเวลานัดชำระ กลับไม่มีเงินมากพอที่จะไปชำระหนี้สินได้ สุดท้ายนอกจากจะเจ๊งไม่เป็นท่าแล้ว อาจจะต้องเสียผืนดินซึ่งเป็นทรัพย์สินไปด้วย อันที่จริงการกู้เงินมาทำสวนนั้น จะทำให้ฝันของคุณสามารถเป็นความจริงได้ในระยะเวลาอันสั้น คุณจะสามารถซื้ออุปกรณ์ทุกอย่าง วางระบบน้ำได้พร้อม แต่สิ่งที่คุณซื้อไม่ได้ก็คือ “ประสบการณ์” ประสบการณ์การทำการเกษตรนั้น ไม่สามารถหาได้จากหนังสือ จากการเรียนปริญญาตรี

เกษตรกรรมเต็มไปด้วยความไม่เที่ยงเรื่องน่าตื่นเต้นมากมาย ปลูกแล้วไม่โต ใบเหลือง ชะงัก เฉา โรคภัยลงมาเยือนทั้งแปลงต้องปลูกซ่อมใหม่หมด ปลูกแล้วโตแต่ดันไม่ให้ผลผลิต ขณะที่พืชไม่โตและให้ผลตามกำหนด ใบแจ้งหนี้ก็มาแล้ว ผมไม่ได้บอกว่าการกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนไม่ดีนะครับ แต่สำหรับการเริ่มต้น อย่าเพิ่งจะดีกว่า หากแต่วันหนึ่งสวนของคุณมีรากฐานที่มั่นคงแล้ว ถึงเวลานั้นจะกู้หนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องบ้างก็คงไม่เสียหาย แต่ถึงอย่างไรผมว่าการไม่มีหนี้ก็เป็นลาภอันประเสริฐนะครับ

ข้อที่ 2 ให้โอกาสตัวเอง…เมื่อล้มเหลว

มีใครเกิดมาแล้วพูดเป็นเลยบ้าง ในเมื่อมันไม่มี ทุกอย่างก็ต้องมาจากการเรียนรู้ ไม่ใช่ผมจะบอกว่าคุณจะต้องล้มเหลวนะครับ แต่การล้มเหลว คือ โอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้จากของจริง เพื่อที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคตไงละครับ ความเป็นจริงก็คือการทำสวนคุณจะต้องพบเจอความล้มเหลวบางอย่างบ้างแน่นอน

แต่สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันยากที่จะรับได้ ผมขอบอกว่าคุณล้มเหลวได้ครับ ไม่เป็นไร ผิดพลาดได้ครับ ไม่เป็นไร มันปกติมากๆ ที่เราทำอะไรใหม่ๆ แล้วจะมีพลาดบ้าง ผิดบ้าง และนี่คือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงไงครับ

ข้อที่ 3 สำรวจตลาดก่อนที่จะเริ่ม

ถ้าคุณปลูกอะไรสักอย่างใช้เวลา 5 ปี จนต้นโตเริ่มให้ผลแล้ว เพิ่งมารู้ว่าต้องแบกไปขายในจุดที่ห่างออกไป 500 กม. เพราะแถวนี้ไม่มีแหล่งรับซื้อ และไม่เป็นที่นิยม ชีวิตพังกันเลยทีเดียว จะปลูกอะไร จะลงทุนแล้วต้องดูด้วยว่ามีที่ขายหรือไม่ มีความต้องการมากขนาดไหน แล้วต้องปลูกอย่างไรถึงได้ผลผลิตดี อย่าลืมมีแผนสำรองไว้ด้วย เพราะไม่แน่ว่าพืชที่คุณสำรวจตลาดวันนี้อาจมีราคาดีมาก แต่ผ่านไปอีก 5 ปี ราคากลับไม่ดีอย่างที่คาดและกลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกแล้ว งานจะเข้าเอา ถ้ามีแผนสำรองด้วย เช่น แปรรูปส่งเป็นของฝากได้ หรือ ปลูกพืชหลายๆ อย่างเพื่อลดความเสี่ยง ก็จะดีไม่น้อย

ข้อที่ 4 ปลูกพืชให้เหมาะกับผืนดิน

สังเกตด้วยว่าที่ดินของเราเหมาะที่จะปลูกพืชชนิดไหน สภาพอากาศตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร ผืนดินมีน้ำตลอดทั้งปี ฝนตกชุก ก็ควรปลูกพืชที่ต้องการน้ำมาก ผืนดินแห้งแล้ง ก็ควรปลูกพืชทนแล้ง ที่ดินทรายริมฝั่งชายทะเล ก็ควรปลูกมะพร้าว สภาพความเหมาะสมนี้จะทำให้พืชสามารถให้ผลผลิตได้สูงสุดตามความชอบของพืชแต่ละชนิด อย่าดันทุรังเอาพืชที่ไม่ใช่ไปปลูกในแปลงที่ดินที่ไม่เหมาะสม เพราะมีแต่จะเสียหายและขาดทุน

ข้อที่ 5 เติบโตสิ่งที่คุณชอบ

ผมคิดว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ทำการเกษตรนั้นเป็นงานหนัก ดังนั้นมันจะดีกว่ามาก หากคุณสามารถปลูกพืชที่คุณชอบ ถ้าคุณชอบทุเรียนก็ปลูกทุเรียน ถ้าคุณสนุกกับการปลูกมะนาวก็จงปลูกมะนาว แต่ถ้าคุณชอบกินมังคุดก็ปลูกมังคุดสิ มนุษย์ชอบที่จะทำอะไรซ้ำๆ ไม่มีเบื่อ ในสิ่งที่ตัวเองชอบ แม้ว่าพวกเค้าจะพบเจอกับอุปสรรคหินๆ ต่างๆ นาๆ ก็จะพยายามหาทางฝ่าฟันไปจนได้ ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกชอบการปลูกมะนาว การแก้ปัญหาแคงเกอร์ในสวนคุณจะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลย เพราะคุณรักในสิ่งที่คุณทำ คุณจึงมีพลังที่จะทำมันได้อย่างไม่หยุดยั้ง

ข้อที่ 6 ตั้งเป้าให้ใหญ่

คนจำนวนมากมักตั้งเป้าให้ต่ำเข้าไว้ เพื่อที่จะให้สำเร็จได้ง่าย ผมจะบอกความลับที่ต่างออกไป คุณต้องตั้งเป้าให้ใหญ่ การตั้งเป้าให้ใหญ่จะทำให้คุณมีความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จมากขึ้น คุณจะลงแรง จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น และถึงแม้ในท้ายที่สุด คุณอาจจะไม่สำเร็จตามเป้าหมาย แต่เมื่อนำผลลัพธ์กลับไปเทียบกับเป้าเล็ก คุณกลับได้สูงกว่าเป้าหมายเล็กตั้ง 10 เท่า

ขอยกตัวอย่าง คุณตั้งเป้าเล็กว่าจะขายผลผลิตให้ได้ 1 แสนบาทในปีนี้ ผลสุดท้ายคุณก็จะสำเร็จกับ 1 แสนบาทก็จริง แต่ถ้าคุณตั้งเป้าใหญ่ที่ 1 ล้านบาทต่อปี คุณจะลงมือทำอย่างเต็มที่ เพราะ 1 ล้านบาทมันดูห่างไกลมาก เพื่อเข้าใกล้มันให้มากที่สุด ผลสุดท้ายคุณอาจจะได้ 5 แสนบาท แต่นั่นมันก็ 5 เท่าของเป้าเล็ก 1 แสน บาทเลยเชียวนะ

ข้อที่ 7 ใครจะคิดยังไง…ช่างเขา

เคล็ดลับคือ ศาสตร์แห่งการเพิกเฉย คุณอาจจะไปเริ่มทำสวนอะไรสักอย่างที่ไหนสักแห่ง ที่มีคนทำอยู่ก่อนคุณแล้ว และเป็นคนที่มีประสบการณ์มาก(ในแบบของเขา) ผมสมมติว่า คุณปลูกทุเรียนแล้วกัน มีคนเก่าแก่บริเวณนั้นบอกว่าทุเรียนถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนะ ไม่มีวันได้ผลผลิตพอขายหรอก แต่คุณมีความคิดริเริ่มจะปลูกทุเรียนอินทรีย์และจะทำการตลาดเองด้วยการขายผ่านทางออนไลน์ เค้ากลับหัวเราะคุณและบอกคุณบ้าไปแล้ว ล้มเลิกความคิดเสียเถอะ อย่าไปเสียความมั่นใจนะครับ เราไม่จำเป็นต้องฟังเค้า เค้าจะคิดยังไงก็เรื่องของเค้า เรารู้ว่าเราจะทำอะไรพอ เพราะทุกวันนี้ทุเรียนคุณภาพดี เกรดเอ ขายออนไลน์ มีแล้วนะครับ

ข้อที่ 8 มีอารมณ์ขัน

อย่าเครียดสิครับ เครียดแล้วตีโจทย์ไม่แตก แก้ปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากการทำสวน คือ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต(พืช) ซึ่งมีความอ่อนไหว เปราะบาง และมีความตาย ใช่แล้วถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ช้างมาล้มต้นกล้วยเอากล้วยไปกิน 10 ต้น ก็อย่าไปเอาความรู้สึกที่ต้องสูญเสียมาคิดมากเสียเวลา มีอารมณ์ขันกับมันซะ คิดซะว่า ทำบุญทำทานให้ช้างไป เดี๋ยวเราก็ปลูกทดแทนได้ การที่เราเครียดนอกจากร่างกายจะหลั่งสารที่ไม่ดีแล้ว ยังทำให้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาลดต่ำลง ฉะนั้นแล้วจะเสียเวลาไปทำไมกัน อะไรผ่านแล้วผ่านไป ช่างมัน เราทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ได้

ข้อที่ 9 อ่าน ถาม แชร์ประสบการณ์

ไม่ชอบการอ่าน ก็ต้องอ่านหาความรู้มาทดลองปรับใช้ในแปลงสวน ใฝ่หาความรู้ให้มากขึ้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ไวขึ้น ถาม…ไม่ต้องอายที่จะบอกว่าฉันไม่รู้ บางครั้งปัญหาก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา เราคิดแทบตายคนบางคนมาถึงก็หยิบออกไปได้อย่างง่ายดาย แชร์ประสบการณ์ สิ่งใดที่คุณเรียนรู้แล้วและทำจนชำนาญ จงเผื่อแผ่แบ่งปันให้กับผู้คนบนโลกนี้ โดยเฉพาะผู้คนที่อยากเรียนรู้จากคุณ

สุดท้ายข้อที่ 10 ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในเคล็ดลับของผู้คนที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้ ก็คือ การลงมือทำอย่างต่อเนื่องเป็นโมเมนตัม หมายความว่า แรกๆ เราจะรู้สึกว่ามันยากลำบาก เหน็ดเหนื่อย ต้องลงแรงมาก ต้องเครียด ต้องรับแรงกดดัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณยังไม่ล้มเลิก ทุกอย่างจะง่ายขึ้น เริ่มแรกลงแรงมากผลตอบแทนน้อย ทำต่อไปลงแรงน้อยผลตอบแทนมาก เป็นอย่างนี่เสมอไม่ว่าทำอะไร

จบแล้ว 10 ข้อแนะนำ สำหรับคนที่คิดริเริ่มจะทำสวนครั้งแรก หากคุณมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ผมขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับสู่วงการที่สร้างและผลิตอาหารให้ผู้คนจำนวนมากบนโลกใบนี้ครับ คุณสร้างคุณประโยชน์ต่อผู้คนอย่างใหญ่หลวงทีเดียว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เบียร์ มีเฮ , naykhaotom.com

ขอขอบคุณรูปภาพจาก อินเตอร์เน็ต

เตือน! สำหรับคนที่จะจองรถ เชฟโรเลต ต้องอ่าน

จากกรณีรถยนต์ยี่ห้อ เชฟโรเลต ถูกลดราคาสูงสุดครึ่งหนึ่ง หรือ 500,000 บาท สืบเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายจะมีการยุติการผลิตภายในสิ้นปี 2563 ทำให้มีคนสนใจซื้อรถจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นพบว่ารุ่นแคปติวา ที่มีผู้สนใจจำนวนมาก มียอดสั่งจองเกินจำนวนรถที่มีอยู่แล้ว

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2563) เพจเฟซบุ๊ก เหยื่อการตลาด ทาสโปรโมชั่น ได้มีการโพสต์ข้อความเตือนภัยยังคนที่อยากได้รถ เนื่องจากราคาที่ลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากพบว่าขณะนี้มีการประกาศขายใบจองรถผ่านทางโซเชียล ซึ่งเป็นการประกาศขายใบจองที่บวกกำไรจนสูงเกินจริง บางรายประกาศขายในราคาถึง 100,000 บาท โดยที่ไม่ได้มีการรับประกันว่าจะได้รถจริงหรือไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเท่ากับว่าต้องจ่ายเงินไปฟรี ๆ หรือได้เงินคืนตามราคาที่จองจริง ๆ เพียง 5,000 บาท เท่านั้น

“โอกาสที่จะได้รถทุกใบจองมันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นะครับ โดยปกติถ้าคุณจองแล้วไม่ได้รถ ทางดีลเลอร์ก็จะคืนค่ามัดจำการจองให้ สมมุติถ้าคุณจ่ายเงินจอง 5,000 แล้วไม่ได้รถ ดีลเลอร์ก็คืนเงินคุณ 5,000 แต่ถ้าคุณจ่ายเงินซื้อใบจองต่อมาอีกที ราคา 100,000 บาท แล้วไม่ได้รถ ดีเลอร์ส่งคืนมาให้ 5,000 บาท ที่เหลือไปร้องกับใครลำบากแล้วครับ คุณจ่ายเงินซื้อใบจอง ไม่ได้หมายความว่าคุณจ่ายเงินซื้อรถนะครับ”

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไปยังหลาย ๆ โชว์รูมทั่วประเทศ พบว่าได้มีการออกประกาศเตือนแล้วในเรื่องของการซื้อใบจองรถต่อ อาทิ Chevrolet Hatyai -เชฟโรเลตหาดใหญ่ ได้มีการโพสต์ข้อความที่ระบุว่า…

“ประกาศ ทางเชฟโรเลต หาดใหญ่ จะจัดสรร และส่งมอบรถทุกรุ่นให้กับลูกค้าที่รับรถชื่อตรงกับใบจองรถเท่านั้น #ไม่มีการขายใบจอง ส่วนลูกค้าที่จองมาเกินโควตาจัดสรรรถ ทางบริษัทฯ จะทยอยคืนเงินให้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น (20 กุมภาพันธ์)”

ขณะที่ เชฟโรเลตชลบุรี ได้มีการโพสต์ถึงเรื่องนี้เช่นกัน ระบุห้ามซื้อใบจองไม่ว่ากรณีใดอย่างเด็ดขาด ส่วนลูกค้าที่จองได้แต่ไม่ผ่านการกู้ ทางบริษัทยินดีคืนเงินให้เต็มจำนวน

เมื่อวันที่ 19 กพ 63 จากการสำรวจโชว์รูมเชฟโรเลตแห่งหนึ่ง พบว่ามีคนให้ความสนใจสั่งจองรถยนต์จำนวนมาก แม้ว่าข่าวการประกาศปิดตัวของเชฟโรเลตในไทยจะทำให้หลายคนกังวล แต่ในมุมมองของคนที่เล่นรถ เปิดเผยว่า ส่วนตัวที่ซื้อเพราะคิดว่า หากเชฟโรเลตเลิกผลิตแล้วจะทำให้กลายเป็นรุ่นลิมิเต็ด ตอนนี้ซื้อในราคา 5 แสน ผ่านไป 5 ปีแล้วขายอาจจะได้ราคา 1 แสนกว่า ไปจนถึง 2 แสนบาท สำหรับคนที่สนใจซื้อรถยนต์เชฟโรเลตจะต้องจองคิวเพื่อทำเรื่องกู้ซื้อรถยนต์ตามขั้นตอน แต่หากทำเรื่องแล้วไม่ผ่านสิทธิ์ก็จะเป็นของผู้ที่จองคนถัดไป โดยคิวการจองจะไล่เรียงไปตามรุ่นของรถที่มีในสต๊อก

วันเดียวยอดจองกว่า 300 คัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เพจ Gstrong ผู้หญิงสวย บนโลกความจริง ก็ได้ออกมาโพสต์เตือนสำหรับคนที่จองรถ โดยระบุข้อความว่า ใครที่ไปจองรถเชฟระวังกันด้วยนะระวังไม่มีรถนะจะเสียค่าใบจองเปล่าๆนะ

โพสต์ดังกล่าว

เนื่องจากว่าคนต้องการที่จะจองรถเยอะมากส่งผลให้ใบจองมีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากที่เคยมีมา ทำให้มิจฉาชีพแฝงเข้ามากับการขายในครั้งนี้ ทั้งนี้ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่มีการขายใบจองกันถึงแสนบาทเลยทีเดียว

ถ้าไม่มีเงินก็ซื้อไม่ได้เหมือนเดิมจองแพงมากตั้งแต่เคยมีมา

จากการขายใบจองในราคา1 แสนบาทไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะเกรงว่าจะมีมิจฉาชีพเข้ามาฉวยโอกาส แต่ถ้าเป็นการจองจริงๆก็ถือว่าใครมีเงินคนนั้นก็ได้ไปครอบครอง ท่านต้องติดตามข่าวให้ดีเพราะล่าสุด รุ่น แคปติวา LS ราคาพิเศษ 499000 ยอดจองเต็มแล้ว ถ้าหากต้องการรุ่นอื่น ให้ท่านตรวจสอบให้แน่ใจก่อนการจอง ถ้าจะให้มั่นใจก็เดินเข้าไปที่โชว์รูมดีกว่ามั่นใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์

เรียบเรียง pagenews

เคล็ดลับ หุงข้าวเหนียว แช่เย็นยังไงก็ไม่แข็ง ทิ้งค้างคืนก็ยังนุ่ม นำมาทานใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับท่านที่ชอบทานข้าวเหนียว เชื่อว่าหลายท่านต้องนึ่งข้าวเหนียวเป็น แต่มีหลายครั้งที่ได้ยินเสียงบ่นของคนใกล้ตัว ว่าเขานึ่งข้าวเหนียวกันยังไงให้นิ่มอร่อยไม่แข็งกระด้าง ยิ่งเวลาที่ทิ้งไว้หลายชั่วโมง ยิ่งแข็งจนทานไม่ได้ วันนี้จะนำเคล็ดลับ วิธีนึ่งข้าวเหนียวให้นุ่มอร่อยแม้จะทิ้งไว้จนเย็นก็ยังทานได้ มาบอกให้ทุกท่านไปลองทำตามดูถ้าทำตามสูตรนี้ รับรองว่าคุณจะได้ข้าวเหนียวที่นุ่มอร่อย ไม่แฉะ ไม่ติดมืออย่างแน่นอน

เคล็ดลับ หุงข้าวเหนียว แช่เย็นยังไงก็ไม่แข็ง ทิ้งค้างคืนก็ยังนุ่ม นำมาทานใหม่ได้อีกครั้งในปัจจุบันข้าวเหนียวถือว่าเป็นที่นิยมในทุกภาคทานกันได้หมด แต่ใครจะรู้ว่าวิธีทำนั้นยุ่งยากกว่าการหุงข้าวทั่วไปซะอีก เพราะว่าหากทำอย่างไม่พิถีพิถันแล้วละก็เดาได้เลยว่า ไม่แข็งเกินไป ก็แฉะเกินไป แถมโดนลมนิดหน่อยก็ปาหัวแตกได้แล้ว

วันนี้เราขอนำเสนอวิธีหุงข้าวเหนียวสูตรเด็ด ที่ทำให้แช่เย็นยังไงก็ไม่แข็ง เป็นยังไงอ่านดูแล้วน่าสนใจใช่ไหม ไปดูกันเลยว่าทำยังไงบ้าง

1นำข้าวเหนียวแช่น้ำ ( ถ้าเป็นข้าวเหนียวเก่า แช่น้ำนาน ประมาณ 6 ชั่วโมง ส่วนถ้าเป็นข้าวเหนียวใหม่แช่น้ำนาน 3 ชั่วโมง )

2แช่เสร็จแล้วอย่าเอาน้ำแช่ข้าวทิ้งเด็ดขาดสำคัญมาก เค้าเรียกน้ำแช่ข้าว่า “น้ำหม่า” เก็บใส่ชามแช่ตู้เย็นไว้

เสริมความรู้ : น้ำหม่า อันนี้เรียกว่าหัวเชื้อเอาไว้แช่ข้ามในวันต่อไปและนำส่วนที่เหลือเอามาพรมข้าวเหนียวนั่นเอง

3หลังจากแช่ข้าวเหนียวเสร็จแล้วก็นำมาใส่หวดนึ่งปกติ พอข้าวเกือบจะ น้ำมาใส่หวดนึ่ง ตามปกติ

4พอข้าวใกล้จะสุกแล้วนำน้ำหม่าที่เก็บไว้ในตู้เย็นมาพรมๆปริมาณ 1/3 ถ้วย แล้วใช้ไม้พายคนจากด้านล่างขึ้นบนทั่วๆ เบาๆ หรือจะทำวิธีแบบโบราณก็ได้คือกระดกหวดสัก 2-3 ครั้ง ให้ข้าวเหนียวในหวดผสมกันให้หมดแล้วนึ่งต่อ

5ทำแบบข้อที่ 4 ไปทั้งหมด 3 ครั้ง โดยกะปริมาณน้ำหม่าให้พอสำหรับ 3 ครั้ง และรอข้าวเหนียวสุกได้ที่

6หลังจากสุกแล้ว ยกลงจากเตาห้ามเปิดฝาอย่างน้อย 15 นาที หลังจากนั้นก็จัดเก็บข้าวเหนียวตามปกติ

เป็นยังไงกันบ้าง สามารถนำไปลองทำกันได้เลย วิธีไม่ยุ่งยากเพียงแค่ต้องละเอียดในการทำก็แค่นั้นเอง แค่นี้ก็สามารถหุงข้าวเหนียวที่นุ่ม แม้นำไปแช่เย็นก็ไม่แข็ง

แหล่งที่มาจาก : khaonaroo.com

รู้หรือไม่ 4 ทหารของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่อยู่ในใบละ 20 บาทมีใครบ้าง?

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม ลองเสียเวลาอ่านดูสักนิดนะครับความจริงในธนบัตรแทบทุกรุ่นได้ซุกซ่อนของดีไว้หลากหลายรูปแบบ แล้วแต่รุ่น แล้วแต่ค่าของธนบัตรเป็นการนำมาฝังฝากไว้ให้อนุชนและคนได้มองเห็นแต่สิ่งที่ซุกซ่อนไว้ เราอาจมองไม่เห็นค่าแม้แต่น้อยก็ได้…

ธนบัตรใบละ 20 บาท ที่นำออกมาใช้ในวันที่ 28 ธ.ค. 2524 ด้านหน้าเป็นรูปในหลวงด้านหลังเป็นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่นำมาจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ สวนสาธารณะทุ่งนาเชย อ.เมือง จ.จันทบุรี ทรงม้าศึกพร้อมทหารคู่พระทัยทั้งสี่

ทหารคู่พระทัยทั้งสี่มีใครรู้จักบ้าง…ยกมือขึ้นหน่อยเป็นไรผมเชื่อว่ามีคนที่รู้น้อยแทบจะนับนิ้วได้ เพราะบ้านเมืองเราไม่ค่อยเชิดชูบุคคลที่ทำประโยชน์ให้ชนในชาติกันเท่าใดนักเชิดชูกันอยู่ได้ก็เพียงแค่คนที่มีเงินมีทองเป็นหมื่นล้านเป็นพันล้านบาทแถมยังเชิดชูกันแบบถวายหัว มันเป็นเสียอย่างนี้แหละเมืองไทยเรามีเงินก็เรียกน้อง มีทองก็เรียกพี่ ทำความดีข้าไม่รู้จัก และไม่สนใจ…

คุณๆ ลองควักธนบัตรใบ 20 ออกมาดูซิครับ จะเห็นบรรพบุรุษที่เป็นทหารหาญที่ปกป้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป….

ทหารหาญทั้งสี่ที่เป็นขุนศึกคู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 4 หน่อ

1 หนึ่งคือ พระเชียงเงิน ผมสืบค้นนานมากถึงทหารหาญผู้นี้ชื่อ “พระเชียงเงิน” ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวีว่า มิได้หนีมาพร้อมกับพระเจ้าตากสิน แต่เสด็จมาพบในภายหลัง และได้ “ให้พลายแหวนกับพังหมอนทรง”แสดงว่า พระเชียงเงิน น่าจะมีบริวารอยู่พอสมควร ถึงกับมีช้างที่จะถวายได้ อีกทั้งบรรดาศักดิ์ที่เป็น “พระ” ก็สูงกว่าบริวารทั้งหมดที่ออกชื่อไว้ในพระราชพงศาวดาร เข้าใจว่าเชียงเงินจะเป็นชุมชนหรือเมืองเล็กๆ

แถบเมืองตาก-ระแหงเพราะแถบนั้นปรากฏชื่อเมือง “เชียงทอง” อยู่ด้วย (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, พระนคร, โอเดียนสโตร์, 2505, หน้า 362)ถ้าเช่นนั้นก็พอเดาได้ว่า พระเชียงเงิน ก็คงเป็นเจ้าเมืองเชียงเงิน ซึ่งเป็นเมืองจัตวาขึ้นเมืองตาก-ระแหงมาก่อน และด้วยเหตุนี้ เมื่อได้พบพระเจ้าตากสินจึงได้เข้าสวามิภักดิ์ด้วยแต่ต้น

ต่อมาพระเชียงเงิน ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าตากสินให้รับตำแหน่งของขุนนางส่วนกลางในระหว่างทางเดินทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาไปเมืองระยอง ซึ่งตอนนี้พระเจ้าตากสินได้ประกาศพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรอยุธยาหลังจากหนีออกจากอยุธยาแล้ว

พระราชพงศาวดารกล่าวไว้ในคราวที่ทรงต่อสู้เหล่าร้ายที่เมืองระยอง พระเชียงเงินได้รับตำแหน่งที่ “ท้ายน้ำ” ไปแล้ว พระราชพงศาวดารเรียกว่า “พระเชียงเงินท้ายน้ำ” ครั้นเมื่อปราบเมืองเหนือได้เรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเชียงเงินท้ายน้ำผู้นี้รั้งเมืองสุโขทัย จึงปรากฏชื่อว่าเป็น “พระยาสุโขทัย” จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อก่อน พ.ศ. 2320

พระเชียงเงินท้ายน้ำ หรือพระยาสุโขทัยนั้น เป็นเจ้าเมืองคนหนึ่งที่พระเจ้าตากสินโปรดให้มาเฝ้าเพื่อทรงสั่งสอน “วิชาการ” ต่อสู้ข้าศึก เพระฉะนั้น พระยาสุโขทัยผู้นี้ จึงเป็นข้าราชการที่ได้รับความไว้วางพระทัยอย่างสูงจากพระเจ้าตากสินผู้หนึ่ง (จากหนังสือ “การเมืองไทย สมัย พระเจ้ากรุงธนบุรี” โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์)

2 คนต่อมาคือ หลวงราชเสน่หา ซึ่งต่อมาก็คือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท หลังจากพระยาตากสินซึ่งรวบรวมไพร่พลตั้งอยู่ที่จันทบุรี เข้าตีพม่าข้าศึกที่รักษากรุงศรีอยุธยาแตกไปแล้ว และเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น สมเด็จพระเจ้าตากสิน สถาปนา กรุงธนบุรี เป็นราชธานี เมื่อ ปีชวด สัมฤทธิศก พ.ศ. 2311 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ในขณะนั้นทรงได้รับการสถาปนาบรรดาศักดิ์เป็นพระมหามนตรี เจ้าพระตำรวจในขวาทหารหาญ

3 คือ หลวงพิชัยอาสา ซึ่งก็คือพระยาพิชัยดาบหักนั่นแหละ พระยาพิชัยดาบหักนั้นเดิมชื่อจ้อย และชอบชกมวยก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “นายทองดี ฟันขาว”นายทองดี ฟันขาว นั้นถือว่ามีฝีมือในการชกมวยมาก เท้าไว เตะขากรรไกรครูมวยหลายคนสลบไสลไปหลายครั้งหลายครา และได้ชกมวยต่อหน้าพระยาตากเสียด้วย เจ้าเมืองตากจึงชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสิน) ตั้งแต่บัดนั้น รับใช้เจ้าเมืองตากเป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น “หลวงพิชัยอาสา”เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปรับใช้อย่างใกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่ายกทัพล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการ

พร้อมด้วยหลวงพิชัยอาสา และทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหารพอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะ พระเจ้าตากสินได้รับการต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว พระเจ้าตากสินขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอกราชองครักษ์ในพระองค์

4 และคนสุดท้ายก็คือ หลวงพรหมเสนา ซึ่งถือทหารชั้นประทวน มียศเป็นจ่าเมือง รับใช้ใกล้ชิดพระยาตากมาแต่ครั้งอยู่เมืองตาก เป็นคนที่ชอบทางด้านไสยศาสตร์ วิชาอาคม เก่งในเรื่องการใช้ธนู เป็นหมอสักยันต์ให้แก่บรรดาทหาร

ธนบัตรรุ่นนี้นำเอาภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินผู้ทรงพระปรีชาด้านการรบ และสามารถกอบกู้อิสรภาพของคนไทยให้กลับคืนมาจากพม่า จนทางราชการประกาศให้วันที่ 28 ธ.ค. ของทุกปี เป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” มาบันทึกไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษา และระลึกถึงผ่านทางธนบัตร แต่เชื่อว่าหลายคนไม่เคยรับรู้